3 วัน ต่อมา…
ภายในโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ทุกอย่างยังดูปกติ เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นในทุกๆเช้า ตามด้วยเหล่านักเรียนที่ทยอยเข้าแถว
หลังจากกิจกรรมหน้าเสาธงสิ้นสุดลงทุกคนก็แยกย้ายเดินขึ้นอาคารเรียน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและบทสนทนาไร้สาระที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทุกอย่างยังคงเป็เหมือนกับทุกๆวันก่อนหน้า
แต่สำหรับริวแล้วตลอดสามวันที่ผ่านมา เขายังคงทำเหมือนเดิม ตอนเช้าเข้าเรียน... และรอเวลาเลิกเรียน...จากนั้นกลับหอพัก... ทำทุกอย่างเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา
แต่ใน่หลังเลิกเรียนริวแวะไปตามจุดต่างๆของโรงเรียนที่เคยไปแล้วและได้เบาะแสอย่างเช่น ห้องเก็บเอกสาร ใน่ที่คนเริ่มน้อยลงเขาพยายามมองหาอะไรบางอย่างเช่น เบาะแสเล็กๆที่อาจเชื่อมโยงไปถึงความจริงที่เขาตามหาแต่สุดท้าย… ก็ไม่มีอะไรเลย
และยิ่งในตอนนี้ที่ไม่มีงานกิจกรรมอะไรทำให้ห้องเก็บเอกสารยังคงมีครูเข้าออกอยู่ตลอดเวลาไม่มีจังหวะให้เขาแทรกตัวเข้าไปได้เหมือนครั้งก่อน ริวได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆก่อนจะเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมกำลังทำอะไรอยู่…
เสียงความคิดของตัวเองดังขึ้นเบาๆในหัวขณะที่เขายืนพิงกำแพงตรงมุมอับสายตาของอาคารเรียนสายตามองไปยังประตูห้องเอกสารที่ปิดสนิท
นี่ก็สามวันแล้ว…แต่ผมยังไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย หรือว่าผมกำลังเสียเวลาไปเปล่าๆ
ความคิดนั้นทำให้คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวแต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าเบาๆเหมือนพยายามปัดมันทิ้งไป
ไม่ได้…ผมถอยไม่ได้
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วริวก็ดันตัวเองออกจากกำแพง แล้วเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อเดินไปยังห้องเรียนอย่างเงียบๆตามทางเดินที่ทอดยาวไปหน้าอาคารเรียน
ณ ห้องม.5/1
เวลา 08:50 น.
บรรยากาศยังคงดำเนินไปตามปกติครูสอนอยู่หน้าห้อง เสียงชอล์กขีดกระดานดังเบาๆไปพร้อมกับเสียงบรรยายของครูผู้สอนนักเรียนบางคนตั้งใจ บางคนแอบเล่นโทรศัพท์ใต้โต๊ะ
ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำด้านหลังสุดของแถวติดหน้าต่าง สายตาของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับกระดานแต่เลื่อนไปด้านหน้า… ไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังของแนนโน๊ะ ที่เธอกำลังนั่งคุยกับข้าวหอม อิ๋งค์ และเดล เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นเป็ระยะ
“เที่ยงนี้ไปกินข้าวมันไก่ร้านเดิมกันไหมอ่ะ” ข้าวหอมถาม
“ได้สิร้านอร่อยดีนะ แต่คนโคตรเยอะเลย ต้องรีบไปั้แ่หมดคาบเลย ไม่งั้นคิวยาวเหยียดแน่”อิ๋งค์ตอบ
เดลหัวเราะเบาๆก่อนจะหันไปทางแนนโน๊ะ “แล้วแนนโน๊ะล่ะ ไปด้วยกันอีกไหม”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อยสีหน้าดูเหมือนกำลังคิด “อืม… แนนโน๊ะยังไม่แน่ใจเลยว่าเที่ยงนี้จะกินอะไร”
“งั้นต้องไปลองแล้วไหม!”ข้าวหอมพูดทันที “ไก่เขาอร่อยมาก แล้วพอกินกับข้าวเ้าร้อนๆอ่ะ บอกเลยว่าเลิส!”
“ใช่ๆแล้วน้ำจิ้มคือดีย์!” อิ๋งค์พูดเสริม
แนนโน๊ะพยักหน้าช้าๆ“งั้น…ไปด้วยกันก็ได้ค่ะ”
“เย้~”เดลยิ้มกว้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนของแนนโน๊ะเบาๆ
สิ้นสุดบทสนทนา เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นในกลุ่มเล็กๆนั้นพร้อมกับรอยยิ้มของแนนโน๊ะ ที่ยังคงดูสดใสเหมือนทุกครั้ง บรรยากาศดูเป็กันเองเหมือนกลุ่มเพื่อนธรรมดาที่กำลังวางแผนมื้อเที่ยงร่วมกัน และกำลังเข้ากับเพื่อนๆได้ดี
แต่ในบางจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครทันสังเกต รอยยิ้มนั้นหายไป ั์ตาของเธอนิ่งลงอย่างไร้ความรู้สึกก่อนจะกลับมาเป็ปกติ ริวเห็นมันและนั่นยิ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้
คุณกำลังคิดอะไรอยู่ผมล่ะอยากรู้จริงๆ…
หลังจากนั้นไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้นทั่วทั้งอาคาร เป็สัญญาณบอกเวลา 11:30 น. หมดคาบเรียน่เช้า หัวหน้าห้องลุกขึ้นยืนทันทีแล้วสั่ง
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ!”
นักเรียนในห้องพูดพร้อมกัน“ขอบคุณครับ/ค่ะ”
สิ้นสุดเสียงนั้นครูก็เดินออกจากห้องไปทันที บรรยากาศที่เคยเงียบจากการเรียนแตกออกเป็ความวุ่นวายในพริบตา เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังปะปนกันไปทั่วห้อง นักเรียนทยอยกันเดินออกไปเป็กลุ่มๆด้วยความเร่งรีบแนนโน๊ะก็เช่นกัน
เธอลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับข้าวหอม อิ๋งค์และเดล เสียงพูดคุยของทั้งสี่ค่อยๆเบาลงเมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น แต่ริวนั่งอยู่ที่เดิม สายตามองตามแผ่นหลังของเธอ…จนกระทั่งร่างนั้นหายวับไปเมื่อพ้นประตูห้อง
คงไม่เป็อะไรหรอกมั้งครับเพื่อนทั้งสามของแนนโน๊ะ อย่างน้อยก็ดูปกติดี ไม่เหมือนคนนั้น…
ภาพของแก๊งสาวฮอตผุดขึ้นมาในหัวเพียงแวบเดียวก่อนที่เขาจะเบือนความคิดหนี
หรือถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆคุณก็คงเอาตัวรอดได้มากกว่าจุนโกะ… และมากกว่าผม โดยเฉพาะตอนที่ผมเจอกับยูริ…
เพียงแค่คิดถึงชื่อนั้นความรู้สึกผวาก็แล่นผ่านอกอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของริวกำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะคลายค่อยๆออก
ถ้าเป็ไปได้ผมก็ไม่อยากเจอหรอกครับ…
่หลังๆมานี้… ผมไม่เจอยูริเลย ไม่ก็ยูริอาจจะยังยุ่งๆอยู่กับการเรียนอยู่ หรือผมแค่ไม่เห็นก็เท่านั้นว่าแต่…ยูริเรียนอยู่ห้องไหน ผมไม่เคยรู้เลย
เฮ้อ…ช่างเถอะก็ดีแค่ไหนแล้วครับที่ไม่เห็น…
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วริวลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ณโรงอาหาร
เวลา11:42 น.
โรงอาหารยังคงเต็มไปด้วยนักเรียนเสียงจานชามกระทบกันดังเป็จังหวะ เสียงพูดคุยดังจอแจไม่ขาดสาย สายลมอ่อนๆพัดพากลิ่นอาหารคาวหวานลอยอบอวลไปทั่ว
ริวมาถึง เขาเดินไปต่อคิวสั่งอาหารและเมื่อได้อาหารตามที่สั่งไว้แล้ว เขาก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งตามลำพังเหมือนเช่นเคยแล้ววางจานลงตรงหน้า ริวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดมองไปรอบข้างอย่างๆ แต่ความรู้สึกกลับหลุดลอยไปไกลจนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหนึ่ง ไม่ไกลออกไปนัก
เห็นว่าแนนโน๊ะนั่งอยู่กับข้าวหอมอิ๋งค์และเดล ทั้งสี่กำลังกินข้าวไป พูดคุยกันไป เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นเป็ระยะบรรยากาศดูเป็ธรรมชาติเหมือนกลุ่มเพื่อนทั่วไป ริวมองภาพนั้นอยู่ห่างๆอย่างเงียบๆ
จริงๆแล้วเพื่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่ผม้าเท่าไหร่นักหรอกครับ…
เว้นซะแต่ว่า…มันจะช่วยให้ผมมีชีวิตรอด
เขาคิดพลางก้มหน้าลงตักข้าวขึ้นเข้าปากอย่างช้าๆแล้วภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นบางอย่างแล่นขึ้นเข้ามาในหัว
ถ้าไม่มีแนนโน๊ะในตอนนั้นผมอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้…
แต่ยูริจะฆ่าคนพวกนั้นไปทำไมแล้วทำไมต้องมีแนนโน๊ะด้วย เธอถึงจะไม่ฆ่าผม ผมเคยสงสัยไปแล้ว สุดท้ายก็…
ปลายนิ้วกำช้อนแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆผ่อนแรงลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งมองออกไปในฝูงนักเรียนที่พลุกพล่าน ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นขึ้นมาในใจเขาครู่หนึ่งก่อนจะถูกปัดมันทิ้งไป แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ
ไม่นานต่อมาเสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็สัญญาณบอกเวลา 12:30 น. หมดเวลาพักเที่ยง เหล่านักเรียนจำนวนมากลุกขึ้นจากโต๊ะเสียงเก้าอี้เลื่อนไปบนพื้นดังระงม ก่อนที่ทุกคนจะทยอยเดินกลับไปยังอาคารเรียนบรรยากาศที่เคยคึกคักค่อยๆจางลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆห่างออกไป
ณ ห้อง ม.5/1
ริวผลักประตูห้องเข้าไปภายในห้องเต็มไปด้วยนักเรียนที่กลับมากันเกือบครบแล้ว เสียงพูดคุยดังสลับกันไปมาบางคนยังยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง เขาหยุดยืนมองภาพนั้น ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะประจำของตัวเองที่หลังสุดของแถว
ั์ตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้ายามบ่ายดูนิ่งสงบ ก้อนเมฆสีขาวค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ…ช้าจนแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาในห้อง
แต่แล้วสายตาหยุดลงที่โต๊ะด้านหน้าสุดของแถวที่โต๊ะประจำของแนนโน๊ะ โดยมีข้าวหอม อิ๋งค์และเดล ยังคงยืนล้อมโต๊ะของเธอพูดคุยกันด้วยสีหน้าสบายๆ เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นมาเป็ระยะ รอยยิ้มของแนนโน๊ะยังคงเหมือนเดิมริวละสายตาออกมา แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
แม้เวลาจะผ่านไปสิบนาทีแล้วแต่ครูก็ยังไม่เข้ามาสักที บวกกับอากาศ่บ่ายเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อยแม้จะมีลมพัดเข้ามาเป็ระยะ กลายเป็ยานอนหลับชั้นดีที่ทำให้เพื่อนในห้องหลายคนเริ่มฟุบลงกับโต๊ะบางคนไปหลับอยู่ที่มุมห้อง ส่วนริวเองก็นั่งสัปหงก หัวหนักอึ้งจนคอแทบจะพับ เขาวางแขนลงบนโต๊ะศีรษะเริ่มเอนลงเล็กน้อย
ง่วงเป็บ้าเลยครับ…
ริวพยายามหยิบหนังสือวิชาภาษาไทยขึ้นมาเปิดอ่านเพื่อยื้อสติแต่ดูเหมือนตัวหนังสือยึกยือเ่าั้จะยิ่งส่งเสริมให้เปลือกตาของเขาหนักขึ้นกว่าเดิม
เวลาผ่านไปพักใหญ่ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะความร้อนที่เริ่มระอุ เขาหันมองรอบๆพบว่าในห้องยังคงไม่มีครูเข้าสอน ริวขยี้ตาเบาๆก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูเวลา หน้าจอแสดงผลขณะนั้นเวลา14:02 น.
ปกติชั่วโมงนี้เป็วิชาภาษาไทยของครูอุสาไม่ใช่เหรอครับทำไมท่านถึงยังไม่เข้าสอนอีก... ริวขมวดคิ้วสงสัยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เขาเริ่มรู้สึกหิวน้ำจนคอแห้ง
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้งเพื่อระบายความหงุดหงิด
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินออกจากห้องเรียนเพื่อยืดเส้นยืดสายและมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารกะว่าจะหาอะไรเย็นๆดื่ม
ตามทางเดินหน้าอาคารเรียนเงียบเหงาลงผิดกับ่เที่ยงมีเพียงเสียงบรรยายของครูผู้สอนจากห้องต่างๆ ดังลอดออกมาปะปนกับเสียงสายลมริวเดินเลาะไปตามร่มเงาของอาคารสูงที่เรียงรายต่อกันท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่เดินสวนไปมาประปราย
ณโรงอาหาร
บรรยากาศที่เคยเนืองแน่นถูกแทนที่ด้วยความเงียบเชียบมีเพียงเสียงกระทบกันของถ้วยชามที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้ากำลังเร่งล้างทำความสะอาดดังก้องอยู่ในโถงกว้างริวเดินตรงไปยังสหกรณ์โรงเรียนทันที
ในขณะที่เขากำลังยืนเลือกน้ำขวดอยู่หน้าตู้แช่ก็มีนักเรียนชายสองคนในชุดพละเดินคุยกันเข้ามา
“เฮ้ยมึงรู้ยัง วันนี้ครูภาษาไทยจะไม่เข้าสอนนะ”
“อ้าวทำไมวะ”
“กูได้ยินว่าครูไปประชุมเื่งานวันภาษาไทยไงวันที่ 29 กรกฎา เห็นว่าปีนี้เขาจะจัดใหญ่ เป็นิทรรศการเลยนะเว้ย ครูเลยต้องเตรียมงานกันั้แ่เนิ่นๆ”
“โหดีดิ งั้นก็ว่างทั้งชั่วโมงอะดิ”
“ก็เออดิเพิ่งเปิดเรียนมาไม่นาน ก็ให้มันได้อย่างนี้หน่อย”
“เดี๋ยวไปจ่ายเงินเถอะแล้วไปเตะบอลกัน”
ริวที่ยืนอยู่ข้างตู้แช่ลอบฟังเงียบๆจนเข้าใจสาเหตุที่ครูอุษาไม่ได้เขามาสอนในชั่วโมงนี้แล้ว จากนั้นเขาหยิบน้ำเปล่าขวดหนึ่งไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ก่อนจะเดินกลับออกมาทางเดิม
ระหว่างทางกลับ ริวเดินไปตามทางเดิมเสียงฝีเท้าของตัวเองดังเบาๆไปตามพื้นปูน จนกระทั่ง เขาเดินผ่านทางแยกเล็กๆที่ลึกเข้าไปใต้ตัวอาคารพื้นที่ตรงนั้นค่อนข้างอับสายตา แสงส่องเข้าไปไม่ถึงมากนัก และในจังหวะนั้นเอง
“เดินเร็วๆหน่อยดิวะ!เดี๋ยวมีคนมาเห็น” เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านใน
ริวชะงักทันที คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติสายตาหันไปตามทิศทางของเสียง และความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าน้ำเสียงนั้นไม่ใช่การคุยกันของนักเรียนปกติแม้สมองจะสั่งให้เขารีบเดินหนีไปเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน แต่สัญชาตญาณความขี้สงสัยกลับสั่งให้เขาก้าวขาเข้าไปในความมืดนั้นอย่าช้าๆและเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกอยางก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวังเสียงฝีเท้าของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน ั์ตาสีเข้มจับจ้องไปที่กลุ่มเงาตะคุ่มที่อยู่สุดทางแยกใต้อาคาร
แสงด้านในสลัวกว่าด้านนอกเล็กน้อยทำให้เงาของเสาและผนังทอดยาวไปตามพื้น แต่ยิ่งเข้าใกล้ เสียงพูดคุยของพวกเขาก็ยิ่งชัดขึ้น
“วางดีๆดิระวังของมันเสีย!”
“เออๆ/รู้แล้วน่า” เสียงของหลายคน… ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง
ริวชะลอฝีเท้าลงแล้วหยุดแล้วเอนตัวพิงกำแพงเล็กน้อย ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปแอบมองเข้าไป และภาพที่เห็นคือกลุ่มนักเรียนชายใส่ปลอกแขน สภานักเรียน กำลังรุมล้อมรถเข็นที่บรรทุกลังกระดาษสีน้ำตาลปิดเทปกาวแ่าหลายใบหนึ่งในนั้นถือมีดคัตเตอร์ในมือ ก่อนจะกรีดเปิดฝาลังออก
“ต้องเปิดดูดิว่าของครบไหม”
ฝาเปิดออก เขาได้หยิบของที่อยู่ภายในออกมาดูพบว่าไม่ใช่เอกสารไม่ใช่อุปกรณ์กีฬาอะไรทั้งนั้น แต่เป็ถุงพลาสติกใสขนาดเล็กจำนวนมากที่บรรจุผงสีขาวเอาไว้ข้างใน ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่วขณะ คิ้วขมวดเข้าหากันทันที
…นี่มัน!
แต่คงไม่ต้องเดาให้เสียอะไรมากให้เวลาเปล่าเพราะภาพแบบนี้ทุกคนต้องเคยเห็นผ่านๆจากข่าวมาบ้าง ไม่มากก็น้อย
“ครบไหมวะ” อีกคนถาม
“ครบดิของล็อตนี้ต้องรีบเคลียร์ก่อนวันงาน” คนที่ถือมีดตอบพลางปิดลังกลับเหมือนเดิม ก่อนจะหันมาพูดต่อ “เดี๋ยวพรุ่งนี้มีเข้ามาอีก”
“แล้วจะเอาไปไว้ไหน”
“ที่เดิมห้องเก็บของหลังตึกเก่า”
“เหอะ...ที่ดีๆ มีตั้งเยอะไม่เลือก เลือกห้องที่ปลวกจะกินหัวกูอยู่แล้วถ้าของเสียหายขึ้นมาพวกเบื้องบนแม่มก็ได้ด่ากูอีก”
พอพูดจบ ทั้งสองก็หัวเราะออกมาเหมือนมันเป็เื่ปกติ ริวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อยก่อนจะค่อยๆหันกลับมาแล้วก้าวถอยหลังไปช้าๆ ทีละก้าว… ทีละก้าว… ระวังไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่นิดเดียวแต่สายตายังคงจ้องมองไปทางสภานักเรียนสองคน จนกระทั่ง พ้นมุมอับสาตามาได้
แต่เมื่อที่เขาหันหลังเดินออกมาทันใดนั้น ปึก!ริวเดินชนเข้ากับอกของใครบางคนอย่างจังแรงกระแทกนั้นทำให้เขาเซถอยหลังจนมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่รีบเงยหน้าขึ้นมองหวังจะเอ่ยคำขอโทษแต่แล้วดวงตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เบื้องหน้าของเขาคือนักเรียนชายอีกกลุ่มหนึ่งที่สวมปลอกแขนสภานักเรียนเช่นกันพวกเขากำลังเดินสวนเข้ามาพอดี
“เฮ้ย!มึงมาทำอะไรตรงนี้วะ ทำไมไม่ไปช่วยเพื่อน” หนึ่งในนั้นตวาดถาม
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่นานพอที่เหงื่อเย็นจะไหลผ่านขมับของริว เขาพยายามทำสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดขณะที่สมองหมุนติ้วเพื่อหาทางรอดสภานักเรียนคนหนึ่งหรี่ตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า พลางยกมือลูบคางอย่างพิจารณา
“ไอ้นี่หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ…”
ริวไม่ตอบเขาเริ่มก้าวถอยหลังช้าๆ ทันใดนั้นสายตาของฝ่ายตรงข้ามก็เหลือบไปเห็นแขนเสื้อของริวที่ไม่มีปลอกแขนสัญลักษณ์ของสภานักเรียน
“มึงไม่ใช่สภานักเรียนหนิ!”
สิ้นเสียงนั้นริวไม่รอช้า วิ่งเบี่ยงตัวออกไปทางช่องว่างทันที!ฝีเท้าของเขาสับเร็วรัวหวังจะพ้นเขตอาคารเก่าไปให้เร็วที่สุด แต่ก็ถูกโผเข้ามารวบตัวเขาไว้ได้ทันริวพยายามดิ้นให้หลุด แต่แรงของเขาก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับสภานักเรียนพวกนั้น แล้วในที่สุดเขาก็ถูกลากตัวกลับเข้าไปในเงามืดใต้อาคารอย่างทุลักทุเล