หลังผละจากกลุ่มของเฟเบียนมา หานซั่วก็เดินทางมุ่งหน้าสู่พื้นที่ชายขอบของป่าทมิฬตามเส้นทางเดิมที่เคยใช้ก่อนหน้านี้
ระหว่างทาง หานซั่วก็บ่มเพาะแก่นมนตราไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาสำเร็จ 'อาณาจักรพลังรูปธรรม' แล้ว เขาก็รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ และการทุ่มเทฝึกฝนด้วยความอุตสาหะมาอย่างต่อเนื่องก็ส่งผล แก่นมนตราสามารถโคจรไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดังใจนึก
ในโลกของเวทปีศาจ ประกอบด้วยเก้าอาณาจักรพลังด้วยกัน หานซั่วเวลานี้ ได้บรรลุสู่ ‘อาณาจักรพลังเบิกทาง’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการฝึกฝนระหว่างอาณาจักรพลัง ‘เบิกทาง’ และ ‘รูปธรรม’ จะแตกต่างกันเล็กน้อย ในอาณาจักรพลังนี้ จะมุ่งเน้นการเสริมแกร่งเส้นชีพจรโดยเพิ่มทั้งขนาดและความทนทานของเส้นชีพจรอย่างมหาศาล ทว่าระหว่างการฝึกเพื่อ ‘เบิกทาง’ จะทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ราวกับมีแมลงตัวเล็ก ๆ นับร้อยนับพันกำลังกัดแทะอยู่ภายในเส้นชีพจรนั้น
อาณาจักรพลังสามระดับแรกของเวทปีศาจ ได้แก่ อาณาจักรพลังรูปธรรม เบิกทาง และหลอมวิญญาณ ซึ่งล้วนเป็นอาณาจักรพลังขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง การก้าวสู่อาณาจักรพลังในแต่ละระดับ การฝึกฝนจะทวีความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่จากประสบการณ์ก่อนสำเร็จในระดับ ‘รูปธรรม’ หานซั่วเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการฝึกฝนประเภทนี้ ต้องมีความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินกว่ามนุษย์จะทานทนตามมาเสมอ ซึ่งความเจ็บปวดของการฝึกระดับ ‘เบิกทาง’ ก็เป็นไปตามคาด เขาใช้แก่นมนตราเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างทรหดอดทนโดยไม่เว้นแม้เพียงวินาทีเดียว
หลังจากฝึกฝนและเดินทางมาตลอดสิบสองวันเต็ม หานซั่วก็ยังไม่เจอแฟนนี่และคนอื่น ๆ ในที่สุด เขาก็ออกจากป่าทมิฬเพียงลำพัง และมุ่งหน้าสู่เมืองดรอลเมื่อพลบค่ำ
เทียบกับหนึ่งเดือนก่อน หานซั่วได้ผ่านพ้นบททดสอบที่เต็มไปด้วยภยันตรายและความยากลำบากต่าง ๆ ของป่าทมิฬ กระทั่งความแข็งแกร่ง ทัศนคติ และรูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หานซั่วเวลานี้สูงมากกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร และถึงแม้ร่างกายของเขาจะไม่มีมัดกล้ามที่เด่นชัด แต่ก็ไม่ใช่คนผอมกะหร่องอีกต่อไปแล้ว
ราวกับได้รับการชำระล้างด้วยเลือดสด ๆ ทั้งความกล้าหาญและความรู้ของหานซั่วก็พัฒนาก้าวหน้าไปมาก แม้แต่ออร่าของตัวเขาเองยังเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด เพราะแต่ละสถานการณ์ที่เขาได้ประสบพบเจอล้วนส่งผลให้เขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยรู้ตัว
ยามพลบค่ำ เมืองดรอลเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขและไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ นักผจญภัยหลายคนกลับมาจากป่าทมิฬ บ้างก็เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียสหายร่วมทาง ในขณะที่หลายคนต่างยิ้มหน้าระรื่นเพราะของมีค่ากำไรงามที่ได้รับ และตั้งใจจะเสพสุขอันเสื่อมทรามในเมืองดรอลตลอดทั้งคืน
เวลานั้น ที่แรกที่หานซั่วรีบไปตรวจสอบคือคอกม้า ที่ซึ่งเขา จีน และคนอื่น ๆ เคยนำม้าที่เช่ายืมมาพักไว้ก่อนออกเดินทาง เขาเพ่งมองจากระยะไกล และพบว่าม้าพวกนั้นยังอยู่ เขาจึงคิดว่าพวกแฟนนี่และทุกคนอาจจะยังกลับมาไม่ถึงเมืองดรอล
เมื่อจ่ายเงินเช่าม้าไปแล้ว จึงมีเพียงอาจารย์และนักเรียนสาขาศาสตร์แห่งความตายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้มัน เมื่อกลับไปยังเมืองซาโจสกี้ พวกเขาก็ต้องคืนม้าพวกนั้นให้กับทหารรักษาการณ์ของเมืองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับที่รับมา แต่ในเมื่อม้าพวกนั้นยังอยู่ ก็อาจแปลได้ว่าแฟนนี่มาถึงแล้วแต่ยังไม่ออกจากเมือง
หานซั่วรู้ตัวว่าตนเองเดินทางมาด้วยความรีบร้อน ด้วยหวังว่าจะตามคณะเดินทางของแฟนนี่ที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ได้ทัน หรือว่าแฟนนี่กับคนอื่น ๆ จะเสียเวลากับสัตว์วิเศษที่เจอระหว่างทาง เขาจึงคิดว่าแฟนนี่และคนอื่น ๆ น่าจะยังไม่กลับมาตามคาด
หานซั่วตรงไปยังโรงแรมเล็ก ๆ ที่ทุกคนเคยพักก่อนหน้านี้ เขาเดินไปที่โต๊ะของผู้ดูแลและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข้าขอห้องพักห้องหนึ่ง”
เจ้าของโรงแรมกำลังกินผลไม้ขณะที่ตาใกล้ปิดเต็มที เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าหานซั่วครู่หนึ่ง และพูดอย่างเกียจคร้าน
“อ้อ เจ้านี่เอง จ่ายมาสิบเหรียญทองแดงสิ โกดังเก็บของนั่นว่างเสมอ...เข้าไปได้เลย”
ครั้งที่แล้วที่หานซั่วมาพร้อมกับคนอื่น ๆ จีนจัดให้เขาได้นอนในโกดังเก็บของ หานซั่วจึงโดนเจ้าของโรงแรมดูถูกดูแคลน เพราะเมื่อประเมินจากสถานภาพของหานซั่วแล้ว เขาคงมีปัญญาเช่าได้เพียงโกดังเก็บของเท่านั้น
แต่หานซั่วไม่ได้โกรธ เขาเพียงแต่ยิ้ม และหยิบเหรียญทองหนึ่งเหรียญออกมาจากกระเป๋าเงินที่เอว หย่อนลงบนโต๊ะกลมที่ทำด้วยไม้
“ข้าไม่อยากพักในโกดังเก็บของน่ะ”
เจ้าของโรงแรมที่กำลังเกียจคร้านจู่ ๆ ก็ผุดลุกขึ้น ใช้มือตบเหรียญทองที่หล่นลงบนโต๊ะกลมอย่างฉับพลันทันที รอยยิ้มอย่างมืออาชีพปรากฏบนใบหน้าอย่างรวดเร็วพลางร้องเสียงหลง
“แน่น๊อน~ แน่นอน โกดังเก็บของจะไปควรค่าอะไรกับเงินตั้งหนึ่งเหรียญทอง สหายที่น่ารัก บอกข้าสิ ว่าเจ้าต้องการพักห้องแบบไหน เหรียญทองเหรียญเดียว พอเสียยิ่งกว่าพอเสียอีก”
การปรนนิบัติเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่ยิ่งกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทันทีที่มีเหรียญทองวางตรงหน้า หานซั่วยิ้มเจื่อน ๆ และพยักหน้ารับ
“ข้าต้องการห้องเดียวกับที่อาจารย์ผู้หญิงเคยพักเมื่อคราวที่แล้ว จัดให้ข้าด้วยล่ะ”
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาเลย เอ้านี่กุญแจ หนึ่งเหรียญทองพอสำหรับการพักห้าคืน ต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า พ่อหนุ่ม?”
เจ้าของโรงแรมถามด้วยสีหน้าประจบสอพลอ ฉีกยิ้มกว้างจนหน้าบิดเบี้ยวขณะหยิบกุญแจจากลิ้นชักด้านหลังอย่างอารมณ์ดีและยื่นให้หานซั่ว
“ไม่เอาอะไรแล้ว เชิญทำธุระของท่านต่อเถอะ”
หานซั่วเดินตรงไปยังห้องที่แฟนนี่เคยพักเมื่อคราวก่อนทันทีที่รับกุญแจมา พลางคิดว่าเงินช่างมีอำนาจที่น่าพิศวงไม่ว่าจะอยู่ในโลกใดก็ตาม และการจะก้าวเข้าสู่สังคมใด ๆ เงินทองคือสิ่งจำเป็น
หานซั่ววางข้าวของลงเมื่อเข้ามาในห้อง และแช่น้ำร้อนในอ่างอย่างสบายอารมณ์ นึกย้อนถึงความปลื้มปีติที่ได้ดื่มด่ำเมื่อครั้งนั้น ความรู้สึกอันเร่าร้อนระเบิดขึ้นในกาย แล้วท่อนล่างของเขาก็ส่งสัญญาณการแข็งตัวอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง
หานซั่วบ่นด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาลุกยืนขึ้น หยิบผ้าเช็ดตัวจากด้านข้างมาซับตัวให้แห้ง ขณะที่กำลังก้าวออกจากห้องน้ำ จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นร่างกายกำยำล่ำสันได้สัดส่วนของตนเองในกระจกกว้างข้างผนัง
กระจกสะท้อนให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดทั่วร่างกายที่แข็งแรง แสงแดดในช่วงที่ผ่านมาทำให้สีผิวของเขาเข้มขึ้น และเขาก็ดูสุขภาพดีเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความเป็นชาย ต่างจากตัวตนเดิมที่เคยผอมแห้งยิ่งกว่าสุนัขจรจัดอย่างเห็นได้ชัด
เขาบีบกล้ามเนื้ออกทั้งสองข้างด้วยความพอใจ มันไม่ได้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป เขาลองโพสท่าหน้ากระจก พลางชี้นิ้วไปยังเงาสะท้อนด้วยสีหน้าหลงตัวเองและหัวเราะร่า
“เฮ้ สหาย ดูดีใช่เล่นเลยนะนี่~!”
หานซั่วออกจากโรงแรมและตรงไปยังร้านขายเสื้อผ้า เขาใช้เงินหนึ่งเหรียญทองซื้อเสื้อและกางเกงชั้นในเนื้อนุ่มคุณภาพดีมาหนึ่งชุด โดยสวมใส่ไว้ภายใต้ชุดเครื่องแบบของคนรับใช้ที่วิทยาลัยเคยให้มา
จากนั้นจึงไปยังร้านขายอาวุธ และใช้เงินสิบเหรียญทองเพื่อซื้อมีดสั้นคุณภาพดีหนึ่งเล่ม... สี่เหรียญทองสำหรับเข็มโลหะคมกริบสิบห้าเล่มเพื่อซ่อนไว้ในขากางเกง และอีกหกเหรียญทองสำหรับหน้าไม้ขนาดจิ๋วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ราวกับติดอาวุธให้ตัวเองทั้งตัว
แล้วหานซั่วก็ไปที่ร้านขายยา เพื่อซื้อน้ำยาและผงยาบางอย่างในราคาสี่สิบเหรียญทอง นอกเหนือจากยาเบื้องต้นต่าง ๆ แล้ว ก็มีทั้งสารระงับประสาท สารหลอนประสาท สารกระตุ้นกำหนัด และยาพิษอีกขวดหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเมืองซาโจสกี้ แม้หานซั่วจะมีเงิน แต่เขาก็ไม่มีทางหาซื้อของพวกนี้ได้อย่างแน่นอน ในขณะที่เมืองดรอลเป็นตลาดที่เปิดกว้างเพราะเป็นสิ่งที่เหล่านักผจญภัยต้องการ ดังนั้น เมื่อหานซั่วอุตส่าห์มาถึงที่นี่พร้อมเงินในมือ และเข้าใจดีว่าความแข็งแกร่งสำคัญเพียงใด เขาจึงซื้อเก็บไว้เผื่อความจำเป็นในภายหลัง
หลังจากซื้อของทั้งหมดเสร็จแล้ว หานซั่วก็ถอนหายใจ พลางคิดว่าการมีเงินใช้ช่างสุขสบายเสียเหลือเกิน เขาถึงขั้นรู้สึกว่าเดินยืดอกได้มากกว่าปกติหลังเดินออกจากร้านขายยา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนง่ายขึ้นเมื่อมีเหรียญทองอยู่เต็มกระเป๋า
ระหว่างทางกลับโรงแรม ท้องของหานซั่วก็เริ่มร้อง ขณะเหลือบมองไปยังโรงแรมที่ตกแต่งด้วยไฟหลากสีสัน เขาเดินไปตามที่ใจเรียกร้องและเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่ง
โถงห้องอาหารในโรงแรมเสียงดังจนแก้วหูแทบแตก แสงไฟประดับหลากสีกะพริบวิบวับอยู่บนหลังคา เหล่านักผจญภัยและพ่อค้าต่างแยกกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะภายในห้องโถง คุยโวโอ้อวดถึงการผจญภัยของตนเองด้วยเสียงอันดัง
ใบหน้าของพวกเขาล้วนแดงก่ำ และถือแก้วไวน์ไว้ในมือ ตะโกนโหวกเหวกอย่างเมามาย พรั่งพรูคำพูดทุกอย่างออกมาโดยปราศจากการยั้งคิด อาหารน่าอร่อยหลายจานวางเต็มโต๊ะ บริกรชายหญิงคอยเสิร์ฟทั้งไวน์กลิ่นหอมและอาหารมากมายแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย
หานซั่วพุ่งไปยังโต๊ะเดียวที่ว่างอยู่ตรงมุมห้องโถงและนั่งลง บริกรขี้อายคนหนึ่งรีบเดินมายืนเบื้องหน้าหานซั่วและถามอย่างสุภาพ
“ขอโทษนะ จะรับอะไรดี?”
“ไวน์รสเลิศ กับเนื้ออย่างดี จัดให้ข้าหน่อย ทั้งสองอย่างเลย”
หานซั่วหยิบเงินหนึ่งเหรียญทองออกมา ใช้นิ้วหัวแม่โป้งดีดเหรียญนั้นลงบนถาดของบริกร พร้อมกับสั่งอาหารด้วยเสียงอันดัง
เมื่อบริกรเห็นเหรียญทองหล่นลงมา ตาของเขาพลันเป็นประกายโค้งคำนับอย่างสุภาพยิ่งกว่าเดิม เขาเก็บเหรียญไปโดยไม่เปลี่ยนท่าที พร้อมกับยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล
“ครับ กรุณารอสักครู่นะครับ ข้าจะรีบนำมาบริการเดี๋ยวนี้”
ในเมื่ออยู่ในสถานะอู้ฟู่ ก็ต้องสำราญกับช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด หานซั่วเอนกายพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้านกวาดตามองเหล่านักผจญภัยและพ่อค้ามากหน้าหลายตาที่อยู่เต็มห้องโถง บางคนน่าจะเพิ่งกลับออกมาจากป่าทมิฬ หรือไม่ก็กำลังเตรียมตัวจะเข้าไป บ้างก็ดูราวกับเพิ่งรอดพ้นจากอันตราย ในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังวางแผนมุ่งหน้าสู่ภยันตรายที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ แต่ทุกคนล้วนกำลังปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ สำเริงสำราญไปกับความเสื่อมทรามแห่งเมืองดรอลจนสุดหัวใจ
ไม่นานนัก บริกรขี้อายคนเดิมก็วางขวดไวน์สีม่วงอ่อนหนึ่งขวด เนื้อจานใหญ่ ๆ สามจาน และชามผลไม้อีกสองชามบนโต๊ะของหานซั่ว
“นี่คือไวน์เพอร์เพิล เลย์แลน ไวน์ที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองดรอล พวกนักผจญภัยชอบดื่มกันมาก หวังว่าท่านเองก็จะพึงพอใจเช่นกันนะครับ”
บริกรผายมือพลางแนะนำขวดไวน์สีม่วงอ่อนหลังจากวางอาหารทุกจานบนโต๊ะครบแล้ว จากนั้น จึงโค้งคำนับและก้าวถอยออกไป
หานซั่วไม่รีรอและรีบหยิบชิ้นเนื้อขึ้นมากินทันที แม้จะไม่อร่อยเท่าเนื้อที่เขาทำเอง แต่ก็รสชาติไม่เลวนัก เขาเปิดฝาและยกขวดไวน์เพอร์เพิล เลย์แลนดื่มอึกใหญ่ รสหวานยั่วยวนนั้นมาพร้อมกับความร้อนรุ่มที่แฝงอยู่ภายใน ความฉ่ำยังคงติดปลายลิ้นแม้จะไหลลงท้องไปหมดแล้ว สร้างความสำราญใจในอีกรูปแบบหนึ่งให้หานซั่วได้สัมผัส
‘เป็นไวน์ที่ดีจริงๆ’ หานซั่วชมในใจ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ร่างที่คุ้นตาสองร่างก็เดินผ่านประตูเข้ามา --- คล็อดและไอรีนนั่นเอง
คล็อดและไอรีนกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาที่นั่งว่าง แล้วสายตาของทั้งคู่ก็หยุดลงที่หานซั่ว ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยความบังเอิญเกินจะเอ่ย
********************************