BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    52 : คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่

    52 : คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่

     

              ในห้องเล็กๆ แห่งนั้น  ทุกวัน...ทุกวันจะมีเสียงตบตีให้ได้ยินไม่เคยขาด  แม้ว่าร่างเล็กๆ นั้นจะวอนขอขนาดไหน  ไม่ว่าจะร้องไห้ให้เห็นมากขนาดไหน  ก็ยังไร้ซึ่งความเห็นใจจากผู้ใหญ่สองคนตรงหน้า

            ‘อย่า..อย่าทำหนูเลย  หนูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี’

            เสียงเด็กผู้หญิงคนนั้นเงียบหายไปเมื่อฝ่ามือใหญ่ตรงเข้าตบใบหน้าเล็กนั้น  ซึ่งแรงมากซะจนเด็กที่ยังอายุไม่ถึง 5 ขวบดีถึงกับล้มไถลไปตามพื้นแล้วพยายามเขยิบถอยหนีห่างด้วยความหวาดกลัว

            ‘หนูกลัวแล้ว..นะ..หนูขอโทษ  อย่าทำอะไรหนูเลยนะ’

            เอ่ยขอโทษออกไปแม้ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นทำอะไรผิด... แต่ความผิดนั้นไม่เคยได้รับการให้อภัย  เพราะอย่างนั้นจึงถูกตบตีเสมอมา

            จนโตแล้วถึงพึ่งเข้าใจ

            ว่าการที่เธอมีชีวิตอยู่นี้เอง...ที่เป็นความผิด

            ถ้าอย่างนั้น...

            หยาดน้ำใสจากนัยน์ตาที่ไม่ไหลมาเป็นเวลาเกือบปีกำลังอาบแก้มอย่างเงียบๆ  มือบีบที่วางแขนไว้แน่นเมื่อในอกมันอึดอัดเสียจนแทบจะระเบิดออกมา

            ...ถ้าอย่างนั้นจะให้เธอเกิดมาทำไม...

            เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับชายร่างสูงผมดำแซมทองที่เข้ามาอย่างถือวิสาสะ  แล้วหันมามองคนที่อยู่ในห้องก่อนหน้านี้

            ทินรู้อยู่แล้วว่าวาลอยู่ในห้อง  แต่พอเห็นหญิงสาวกำลังมีน้ำตาเต็มใบหน้าก็ถึงกับตะลึงด้วยความคาดไม่ถึง

            เมื่อถูกจ้อง  วาลถึงพึ่งรู้ตัวแล้วรีบปาดน้ำตาออก  ขณะที่ทินเดินเข้ามาแล้วพูดกับเธอด้วยประโยคที่เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดในสถานการณ์แบบนี้

            “รู้มั้ยว่ากระเป๋าตังค์สามคนนั้นอยู่ไหน”

            วาลหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะบังคับเสียงตัวเองให้สงบ  “วางอยู่บนโต๊ะข้างกล่องคอนแทร็คเลนส์”

            กล่องคอนแทร็คเลนส์ของเอลที่วาลก็มีเช่นกัน  ทั้งคู่ได้รับมาตอนที่ออกจากห้องประชุมเมื่อกี้นี้  มันเป็นเลนส์พิเศษที่ทำให้มองไม่เห็นสีแดง  ลักษณะแบบเดียวกันกับแว่นที่เอล ฟิวส์และโชลเคยใส่กันมาก่อน

            ทินพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินเข้าไปเอาอย่างไม่คิดสนใจหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย 

            “.....จะไม่...ถามอะไรงั้นเหรอ”  วาลพูด  จับตัวบีดีขึ้นมานั่งบนตัก

            ทินหยิบกระเป๋าเงินแบบพอดีมืออกมาแล้วหันมองวาล  “แล้วจะให้ถามอะไรล่ะ  ทำเหมือนถามแล้วเธอจะเต็มใจตอบนักนี่”

            หญิงสาวยังคงทำเงียบขรึมอย่างที่เป็นมาโดยตลอด

            “เธอมีเรื่องของเธอ  ฉันก็มีเรื่องของฉัน  ต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกันแค่นั้นจบ  เว้นแต่..เธอจะอยากเล่าให้เพื่อนฟังเอง”  ทินว่า 

            “ฉันไม่เคยมีเพื่อน”  คำพูดนั้นเหมือนบอกกับตัวเองเสียมากกว่า  “เพื่อนที่ฉันมี  มีแค่บีดีเพียงเท่านั้นไม่มีใครอื่น”  เธอก้มมองสัตว์ตัวสีน้ำตาลอมเหลืองบนตัก

            ทินมองอีกฝ่ายที่เหมือนจะจมอยู่ในห้วงคิดตัวเองไปแล้ว  นึกอดไม่ได้ต้องถอนหายใจยาว  รู้สึกหน่ายๆ กับเด็กกลุ่มนี้ยังไงชอบกล  เมื่อคนที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวปัญหา

            “แล้วเธอจะสร้างกลุ่มไปทำไม”

            วาลเงยหน้าขึ้นมา  เห็นคนที่คิดว่าออกไปจากห้องไปแล้วกำลังเดินมาที่เธอก่อนจะหยุดโดยที่ยังรักษาระยะห่าง

            “ไม่ใช่เพื่อหาเพื่อนรึไง”  ทินถามต่อ

            “เปล่า”  วาลกอดบีดีแน่นขึ้น  “ไม่ใช่...ฉันแค่ต้องการรวมคนพวกนั้นให้เป็นที่เป็นทางเท่านั้น  ไม่ได้คิดจะ..”

            “เธอมันก็แค่กลัวที่จะรับคนอื่นเข้ามาอย่างนั้นสินะ”  ทินพูดขัด และเป็นอีกครั้งที่วาลเงียบไป

            “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอไปเจออะไรมา  แต่ถ้าเธอไม่รู้จักยอมรับผู้อื่น  ก็คงไม่มีใครยอมรับในตัวเธอหรอก”

            คราวนี้ทินได้ยินเสียงที่คล้ายจะแค่นหัวเราะจากหญิงสาว  แล้วก็ได้เห็นวาลยิ้มอย่างนึกประชด  “เหมือนน้องสาวนาย..สินะ”

            แล้วเธอก็หัวเราะเบาๆ ให้กับสีหน้าของทินที่ขึงตึงขึ้นมาทันที  “เห็นได้ชัดทีเดียวว่าหากเชื่อใจใครแล้วจะเป็นยังไง... ต่อให้ยอมรับ  ต่อให้เชื่อใจมากแค่ไหน  หากถูกทรยศย่อมไร้ความหมาย  แต่...น้องสาวนายโชคดี  โชคดีมากที่พวกเอลยังคิดยอมรับเธออีกครั้ง  ...แต่เนียร์กลับปฏิเสธมัน”  ประโยคหลังน้ำเสียงนั้นดูใส่อารมณ์มากกว่าเดิม

            “เพราะงั้นถึงได้ตบสินะ”  ทินรู้เรื่องจากเพียวหมดแล้ว

            วาลหลุบตามองต่ำ  “เธอโชคดี  มีโอกาสอย่างที่บางคนปรารถนาจะได้รับมาตลอดแต่ไม่มีโอกาสได้รับ”

            ทินลูบหัวตัวเองจนยุ่งเมื่อได้ยินแบบนั้น  แล้วพ่นออกมาตรงๆ  “ให้ตายเถอะ  พวกเธอนี่มันยังไงกัน  เด็กมีปัญหาที่แก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้รึไง  ตอนแรกฉันก็คิดว่าเธอน่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่สุดแล้ว  แต่สุดท้าย...มันก็ไอ้เด็กโง่ๆ คนนึงเท่านั้นเอง”

            ดวงตาวาลฉายแววแข็งกร้าวขึ้นทันที  ความไม่พอใจฉายชัดออกมาจนทำให้บีดีเริ่มแยกเขี้ยวใส่  แต่ทินไม่ได้แสดงท่าทีว่ากลัวออกมาเลยสักนิด  เขาทำเพียงแค่จ้องมองลงมาราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังจับเด็กมาสั่งสอนเท่านั้น

            “ถ้านายไม่ได้เจออย่างที่ฉันเจอมาล่ะก็...อย่าพูดดีกว่า”

            ทินเลิกคิ้วขึ้น...  ให้ตาย  เขาเกลียดไอ้พวกที่ชอบพูดแบบนี้ซะจริงๆ  ก็ถ้าไม่บอกแล้วจะมีหมาบ้าตัวไหนไปตรัสรู้มั้ยล่ะ  ทำเหมือนตัวเองรู้เรื่องคนอื่น เข้าใจคนอื่นทุกอย่าง  แต่กลับคิดว่าคนอื่นมันโง่เกินกว่าจะเข้าใจเรื่องของตัวเอง  อย่างกับว่ามีตัวเองเท่านั้นที่แบกโลกไว้อยู่คนเดียว  ใครก็มาช่วยแบ่งเบาไม่ได้

            “อย่าพูดงั้นเหรอ”  ทินพูดเสียงลอดไรฟัน  “ได้!”  เขาคว้าข้อมืออีกฝ่ายมาจับไว้แน่นจนบีดีหลุดจากการเกาะกุมแล้วหล่นลงพื้น  ทำให้วาลมีท่าทีตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด  “งั้นเธอก็อย่าทำตัวงี่เง่าละกัน”

             “จะทำอะไร  ปล่อย”  วาลบอกด้วยสีหน้าหวาดกลัวอย่างเก็บซ่อนไม่มิดเหมือนครั้งก่อนๆ  พยายามแกะมืออีกฝ่ายออก  แต่ทินก็ไม่ปล่อยง่ายๆ

            “ไม่รู้รึไงว่าคนอื่นก็คิดอยากช่วยเธอเหมือนกัน  ไม่รู้รึไงว่ามีคนอื่นที่คิดอยากมอบโอกาสที่ว่านั้นให้เธออยู่  ถึงจะไม่ใช่จากคนที่เธอต้องการแต่มันก็มีไม่ใช่รึไง  แล้วเธอจะทำโง่เหมือนไอ้เนียร์มันงั้นสิ! ที่คิดปฏิเสธโอกาสนั้นน่ะ!”  ทินตะโกนใส่จนหญิงสาวถึงกับลืมกลัวไปชั่วครู่

            เมื่อทินเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปก็วางแขนนั้นทิ้งอย่างแรงจนดูเหมือนเขวี้ยงซะมากกว่า  ก่อนจะเดินไปที่ประตู  ขณะบิดกลอนประตู  เขาหันไปมองวาลอีกครั้งแล้วพูด

            “เธอเจออะไรมาฉันไม่รู้  แต่มีคนที่อยากรับฟังอยากเข้าใจเธออยู่  แล้วเธอจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วปฏิเสธไปหรือยังไง  คิดให้ดีๆ ซะล่ะ”

            วาลจับข้อมือตรงที่ถูกบีบไว้แน่น  มองทินที่ออกไปพร้อมกับปิดประตูทิ้งให้เธออยู่ในห้องไว้ตามเดิม

             





     

            การไปเอาของที่ท่านเดสิตสั่งให้เขาไปเอาจากท่านตนัยนั้น  กิลรู้สึกได้ว่ามันเป็นไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ  เมื่อไปถึงห้องทำงานของตนัย  ของที่ว่าก็วางเด่นหราอยู่บนโต๊ะ  อีกทั้งยังไม่มีใครคอยเฝ้าอยู่ในห้องอีกราวกับเชื้อเชิญให้เข้ามาเอา

            แต่กิลก็รู้ดี  ว่าที่อีกฝ่ายทำให้มันง่ายขนาดนี้ก็เพราะว่าทางนั้นได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ไปเรียบร้อยแล้ว

            ถึงอย่างนั้น...กิลกลับรู้สึกเสียใจ  เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ล้วนแต่ทำให้ผู้คนเดือดร้อน  ทำให้ผู้คนต้องตาย  และที่สำคัญคือทำให้เกลต้องเสียน้ำตา  ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคนผู้นี้เพียงคนเดียว...ถ้าเพียงแต่ ‘วันนั้น’ เขาทำใจแข็งไว้ล่ะก็...

            “วันนั้นผมไม่น่าปล่อยท่านไปเลยจริงๆ”

            ...แล้วมันก็เป็นแค่เพียง ‘ถ้าตอนนั้น’ อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่มีวันหวนคืนมา

             





     

            ในห้องพักเดี่ยวที่ใหญ่กว่าปกติแบบที่ดูก็รู้ว่าพิเศษกว่าห้องอื่นๆ  ด้วยขนาดห้องและเครื่องใช้ที่ครบครันกว่าและของเกรดดีกว่า  เตียงแบบสปริงมีผ้าปูสีขาวสะอาดและผ้าห่มนวมดูน่าซุกตัวเข้าไปนอนคลุมทับอยู่บนเตียงโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่  หมอนที่ใช้หนุนหัวเอามาพิงหลังแทน

            เนียร์ยกมือขึ้นลูบหน้าที่แดงเพราะถูกตบ...

            รอยแสบบนหน้ายังหลงเหลืออยู่  กระนั้นหญิงสาวก็ยังคงหัวเราะออกมาได้  ใช่...หัวเราะเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการทุกอย่าง  แต่ยังหรอก  แค่นั้นมันยังไม่พอ...เธอต้องทำให้พวกนั้นเจ็บยิ่งกว่านี้  ยิ่งกว่าที่เธอเคยเจ็บมันถึงจะสาสม  แม้จะลากพวกเพียวกับวาลมาด้วยมันก็ช่วยไม่ได้นี่นา  ก็อยากไปเข้าข้างเอลทำไมกันล่ะ

            ....เพราะฉะนั้น...ตอนนี้เธอเหลือตัวคนเดียวแล้วจริงๆ ใช่มั้ย

            “หึ  หึๆๆ”  เนียร์แค่นหัวเราะ  ตระหนักแล้วว่าเหลืออยู่คนเดียวแล้วจริงๆ  ทั้งหมดนี้...เพียงเพื่อแก้แค้น

            ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่ามันต้องออกมาเป็นแบบนี้

            เสียงเล็กๆ ในใจดังขึ้นมา

            ใช่  รู้อยู่แล้ว...แล้วจะมามัวเสียใจทำไมที่ว่าไม่มีใครเข้าข้างเธอเลย  มันแหงอยู่แล้ว  ไม่ว่าใครก็ต้องสงสารเอลผู้น่าสงสาร  เอลผู้อ่อนแอ  ใครมันจะไปเห็นใจฆาตกรเลือดเย็นอย่างเธอกันล่ะ

            ทั้งๆ ที่หาข้อสรุปได้แล้ว  แต่นั่นกลับทำให้ตัวเองเจ็บปวดเสียเอง

            ...ตึก...

            เสียงบางอย่างกระทบพื้นแผ่วเบาดังออกมาตรงทางหนีไฟข้างนอก  ทำให้เนียร์เงยหน้ามองว่ามันคืออะไร...ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นนกตัวใหญ่  แต่พอได้เห็นเข้าจริงๆ นกตัวนั้นกลับเป็นผู้ชายคนหนึ่ง

            “นาย...”  เพราะชุดที่ใส่เหมือนกับพวกเด็กวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป  เลยคิดว่าเป็นคนนอกหลงเข้ามา  แต่พอคิดดูอีกทีนี่มันตั้งชั้น 7  ใครที่ไหนมันจะบ้าหลงขึ้นมาถึงบนนี้

            จากความสงสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง  หญิงสาวลุกออกจากเตียง  มองอีกฝ่ายที่ปีนข้ามกรอบหน้าต่างเข้ามาในห้องเองอย่างไม่คิดขออนุญาต  แล้วก็ต้องมาสะดุดที่ดวงตาสีประหลาดคู่นั้น

            “ตา..สีน้ำเงิน”  ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน  และในที่สุดแขกไม่ได้รับเชิญก็เปิดปากพูด

            “เธอรู้จักน้องของฉันแล้ว..เกล  ส่วนฉันเป็นพี่ชายฝาแฝดชื่อ กิล”

            ภาพเด็กสาวที่มีรอยยิ้มใสซื่อไร้เดียงสาคนนั้นผุดขึ้นมา  ถึงนึกขึ้นได้ว่าเกลเคยบอกอยู่เหมือนกันว่ามีพี่ชาย  แต่...สองคนนี้มาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ 

            “นายเป็นใคร”

            มิตร  หรือ  ศัตรู?

            “ฉันเป็นคนจากเผ่าเอดีวาสที่มีหน้าที่เก็บรักษาพลังจากธรรมชาติ  ซึ่งในตอนนี้พลังที่ว่านั้นก็สถิตอยู่ในตัวของพวกเธอ”

            เผ่าเอดีวาส?  เก็บรักษา?

            เนียร์รับฟังอย่างงงๆ  เพราะถึงแม้จะยอมเข้าร่วมกับตนัยแล้วก็ตาม  แต่เขาก็ยังไม่บอกเธออยู่ดีว่าพลังนี้มันมาจากไหน  แล้วเขาไปมีมันได้อย่างไร  เพราะเครื่องมือไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องหมดทุกอย่าง  แค่เพียงทำตามคำสั่งไปเท่านั้น

            “แล้ว...นายต้องการอะไร  จะมาเอาพลังนี้คืนไปงั้นเหรอ”  เนียร์หยั่งเชิง  ไม่ได้คิดว่าเขาจะมาหลอกแต่อย่างใด  ตอนนี้เธอเจอเรื่องน่าเหลือเชื่อมามากเกินกว่าจะรับรู้ได้ว่า  ไม่มีเรื่องใดที่เป็นไปไม่ได้  ถึงไม่เคยได้ยินชื่อเผ่าประหลาดนี้มาก่อน  แต่ถ้ามีคนบอกว่ามีมันก็คงจะมีจริงๆ นั่นล่ะ

            ยังไม่ทันที่กิลจะได้ตอบ  เนียร์ก็พูดต่อว่า  “แย่หน่อยนะ  เท่าที่ฉันรู้มา  นายจะไม่มีทางได้พลังนี้คืนจนกว่าฉันจะตายไปแล้วเท่านั้น  แต่ถ้านายคิดจะเอาไปให้ได้  ก็เห็นทีว่าคงต้องมาสู้กัน”  ว่าแล้วก็ตั้งท่าจะสู้ด้วยทันที

            “งั้นคงน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าฉันไม่ได้คิดจะมาเอาพลังคืน”  กิลพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ  ทำเอาเนียร์เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ  “ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งให้เอาคืน  เวลาแบบนี้หน้าที่ของพวกฉันคือปกป้องพวกเธอไม่ให้เป็นอะไรทั้งสิ้น  ว่าง่ายๆ คือตอนนี้ฉันไม่ใช่ศัตรู”

            เนียร์ชะงักไปกับคำพูดนั้น  เมื่อในเวลาที่ไม่มีใครเคียงข้าง  กลับมีคนบอกว่าจะปกป้อง  แม้คนคนนั้นจะรู้จักกันไม่ถึง 5 นาทีก็ตาม

            สีหน้าเธออ่อนลง  ไม่ได้เขม่นแบบเตรียมฟัดอีกแล้ว  “แล้วตกลงนายมีธุระอะไรกับฉันกัน”

            “คำขอร้องจากน้องของฉัน”

            “เกล?”

            “ขอให้เธอเลิกแค้นเพื่อนๆ ของตัวเองสักที”

            เนียร์ทำหน้าแข็งกร้าวขึ้นมาทันที  “ไม่!”  เธอตอบสั้นห้วนอย่างใส่อารมณ์  “ทำไมฉันจะต้องเลิกด้วย” 

            ทำไมใครต่อใครต้องมาขอให้เธอเลิกคิดแก้แค้นด้วยกัน  ยิ่งพอเห็นอีกฝ่ายทำแต่หน้าไร้อารมณ์ ก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิด

            “ถ้านายมาเพราะเรื่องแค่นี้ล่ะก็  ขอโทษด้วยนะ  เพราะฉันไม่มีทางยกโทษให้พวกนั้นเด็ดขาด!”

            ประโยคท้ายนั้น...ราวกับมีใครอีกคนซ้อนทับหญิงสาวแล้วพูดประโยคคล้ายกันนี้อยู่  ทำให้ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง  ราวกับเขากำลังกลับไปอยู่ในเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง

            “ความแค้นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น”  สีหน้ากิลเริ่มเครียดจริงจังขึ้นมา  จากที่แค่คิดว่าจะมาพูดกับอีกฝ่ายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นก็จะกลับไป  แต่ ณ ตอนนี้เขากลับเปลี่ยนใจ...ว่าจะต้องช่วยให้ได้

            “เธอทำให้คนที่รักต้องเจ็บปวดมันดีแล้วรึไง”  กิลพูด  แต่เนียร์ก็ยกมือขึ้นปิดหูราวกับไม่อยากจะรับฟังอะไรอีกแล้ว

            “หยุดพูด  หยุดกล่อมฉันสักที! ฉันจะไม่ให้ใครมาทำให้ฉันสับสนอีกแล้ว...”  แล้วเนียร์ก็เงยหน้าจ้องเขาเขม็ง  “ออกไปซะ!”  เธอชี้ไปที่หน้าต่างที่เขาเข้ามา  แต่กิลยังยืนนิ่งอยู่กับที่

            ..ไม่ปล่อย...จะไม่มีทางปล่อยไปอีกแล้ว

            “เธอทำร้ายคนที่รัก  เธอชอบมันหรือไง”

            “ก็สาสมกับที่พวกเอลทำกับฉันแล้วไงล่ะ  ไม่สิ..ฉันต้องให้พวกนั้นเจ็บยิ่งกว่าที่ฉันเคยเจ็บ  มันถึงจะสาแก่ใจ”  แววตาที่ราวกับจะถลำลึกจมอยู่ภายใต้ความแค้นเรื่อยๆ นั้น  ยิ่งทำให้กิลใจเสีย  จนไม่รู้จะพูดอะไรออกมาได้อีก

            “อย่ามากล่อมฉันซะให้ยากเลย  นายมันก็แค่คนนอกไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ”  เนียร์มองเขาอย่างเย็นชาแล้วเดินไปที่ประตู  “ถ้าฉันกลับเข้ามาแล้วยังเห็นนายอยู่อีกล่ะก็  อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ”  เธอบอกอย่างนึกรำคาญ  อยู่ข้างนอกก็เจอพวกเอล  อุตส่าห์หลบเข้ามาข้างใน  ก็ยังจะมีแมลงเข้ามาก่อกวนถึงที่อีก

            “...เธอมีความสุขเหรอ”

            มือที่กำลังเอื้อมไปจับกลอนประตูชะงักลง  เมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

            “เธออาจคิดว่าสมควรแล้วที่พวกนั้นจะโดนแบบนี้  แต่เธอมีความสุขรึไง”  กิลเริ่มบังคับเสียงให้กลับมาสงบตามเดิม  “จริงอยู่  สิ่งที่เพื่อนเธอทำนั้นอาจเกินกว่าจะให้อภัย  แต่ถามตัวเองสักนิดได้มั้ย  ว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่มันทำให้เธอมีความสุขรึเปล่า  คุ้มค่ารึเปล่ากับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป”

            เนียร์ถึงกับอึ้งกับคำถามนั้น  อึ้งพอๆ กับที่วาลเข้ามาตบเลยล่ะ  เมื่อคาดไม่ถึงว่าจะถูกถามแบบนี้  ทำให้เธอหันกลับไปอีกครั้ง  ทว่า...สิ่งที่พบมีแต่ความว่างเปล่า  เห็นเพียงผ้าม่านตรงหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ขยับไปมาเมื่อต้องลม

             





     

            ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ  ท้องฟ้าเริ่มมีเงามืดคืบคลานเข้ามาราวกับจะผลักดันแสงสว่างให้ล่าถอยไป  แต่กระนั้นภายในเมืองก็ยังไม่สิ้นแสง  เมื่อตามร้านค้าเริ่มเปิดไฟส่องสว่างไปถึงถนน

            บนถนน  รถราต่างๆ ก็เปิดไฟหน้ามากระทบจนดวงตาพร่าเลือน  ยิ่งค่ำมากเท่าไหร่ผู้คนก็ยิ่งพากันออกมาเดินมากขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งที่พึ่งเลิกงานออกหาข้าวเย็นทานกัน  หรือเดินดูของที่มีคนมาตั้งแผงวางขายของกันอย่างครึกครื้น..หลังจากหลบแสงแดดแรงกล้าในยามกลางวัน

            ...ช่างเป็นโลกที่ผิดแผกไปจากสถานที่ที่เขาเคยอยู่เสียเหลือเกิน

            ชายหนุ่มดวงตาสีน้ำเงินเดินไปตามทางเท้าที่เต็มไปด้วยแผงขายของและผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมา  ทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่ที่เดียวกัน  แต่กิลกลับรู้สึกว่าตัวเขากับคนพวกนี้เหมือนอยู่กันคนล่ะโลก....หากก็บอกไม่ได้ว่าโลกของเขาหรือโลกของผู้คนภายนอกนี้  แบบไหนจะดีกว่ากัน

            แต่ไม่ว่าจะในโลกแบบไหน  ก็ยังมีคนที่ยิ้มและหัวเราะได้อยู่เสมอ

            กิลหยุดเดิน  หันมองผู้คนรอบกายด้วยความสลดหดหู่....  แล้วท่านจะมีความสุขหรืออย่างไรที่คิดจะทำลายรอยยิ้มเหล่านี้ลงไป...เพียงเพราะท่านสูญเสียแสงดาวไป  ท่านก็จะมิยินยอมให้ใครได้มีความสุขไปด้วยหรืออย่างไรกัน

            คำถามที่ถามผู้หญิงคนนั้นว่าจะมีความสุขรึเปล่า  นั่นเป็นคำถามที่เขานึกอยากถามท่านมาโดยตลอดแต่ไม่มีโอกาส

            หาก...เธอคนนั้นยังเลือกที่จะแก้แค้นเพื่อนต่อไปล่ะก็  เขาคง...  กิลก้มลงมองมือตัวเอง  ก่อนจะกำแน่นอย่างพยายามเชื่อมั่น  แต่ถ้าเธอเลือกกลับไปหาเพื่อน  เขาคงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง...อย่างน้อยก็คิดแบบนั้นล่ะนะ