เมื่อเวลาค่ำคืนมาถึงอีกครั้ง กองกำลังของริชาร์ดก็เห็นทะเลสาบภูเขาจากระยะไกล เขากับโฟลว์แซนด์หันไปมองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นจุดที่ดาวตกข้ามผ่านฟากฟ้าก่อนที่จะตกลงสู่พื้นดิน จุดที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยแสงเปล่งประกายจนทำให้จุดอื่นมืดสลัวลง หลังจากที่ดาวตกตกลงไปแล้วมันก็ทิ้งแสงไว้ที่ช่วงท้ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจางหายไป
ทั้งคู่รับรู้ถึงระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นภายในกาลอวกาศ มันมีการกระจายตัวเช่นเดียวกับตอนที่พวกเขาใช้เทเลพอร์ตเพื่อที่จะเข้ามายังเพลนแห่งนี้
เสียงดังกึกก้องไปทั่วฟ้ายามราตรีทันทีที่ดาวตกตกลงสู่โลก สายตาของริชาร์ดยังคงจ้องมองไปที่จุดนั้น ในเวลาเดียวกันเขารู้สึกได้ถึงข้อความที่คลุมเครือมากมายที่ถูกส่งมาจากมัน นี่เป็นความโกรธเคืองที่แสงก่อนหน้านี้รบกวนความเงียบงั้นหรือ ? ตอนนี้ผู้คนต่างก็มองไปที่จุดเดียวกันในขณะที่พวกเขารู้สึกราวกับว่าท้องฟ้ากำลังจะร่วงลงมา !
นี่เป็นความโกรธแค้นจากเทพเจ้าหรือไม่ ? โฟลว์แซนด์และริชาร์ดต่างมองหน้ากันก่อนที่เคลริคสาวจะพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าจะมีผู้บุกรุกเพิ่มขึ้น ข้าสงสัยเหลือเกินว่าพวกเขามาจากไหน”
ริชาร์ดมองไปยังจุดที่ดาวตกตกลงมา เขาใช้พรีซิชั่นของเขาคำนวณระยะทางตรงบริเวณจุดเกิดเหตุก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปมองแผนที่ภูมิภาคในมือของเขา มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กและเขาก็พูดขึ้น “ข้าว่ามันคือข่าวดี ! เรายังมีเวลา เพราะเทพเจ้าบนเพลนนี้จะมัวไปสนใจพวกที่มาใหม่ เทพคงจะไม่สนใจพวกเราในตอนนี้หรอก !”
“มาสเตอร์ ข้าว่ามันอาจจะไม่ใช่เสมอไป คงจะเป็นการดีกว่าหากพวกเราจะป้องกันไว้ก่อน” โอล่าพูดขึ้นด้วยความกังวลใจ
ริชาร์ดยิ้มก่อนตอบกลับไป “ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่ว่าจะมีกองทัพใดเดินทางมาที่นี่ พวกเขาจะต้องมีความแข็งแกร่งกว่ากองทัพของเราที่ต้องการจะเดินทางไปยังเพลนระดับต่ำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเทพเจ้าจะต้องระวังคนเหล่านั้นมากกว่าพวกเรา”
“พวกเขาก็แค่คนที่มีระดับที่สูงกว่า” วอเตอร์ฟลาวเวอร์พูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส เหยื่อในค่ายแห่งความตายที่นางเคยอยู่มักจะอยู่ในระดับสูงกว่านาง 2–3 ระดับและบางครั้งก็อาจจะสูงกว่า 4–5 ระดับเลยด้วยซ้ำ
“ฮ่า ๆ แล้วมันไม่ดีกว่ารึไง ?” ริชาร์ดหัวเราะออกมาเสียงดัง “ถ้าเป็นเช่นนั้น อีกไม่นานพวกเราก็จะได้รับพิกัดเพลนอันมีค่าอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น”
“โดยปกติแล้วมีแค่เพลนหลักเท่านั้นที่จะสามารถเปิดเส้นทางไปยังเพลนรองได้ ดังนั้นพิกัดที่เราจะได้รับก็อาจเป็นเพลนหลักก็เป็นได้” โฟลว์แซนด์กล่าวออกมาตามที่นางคิด
“ถ้าเช่นนั้นพิกัดเหล่านั้นก็มีค่ามากขึ้นไม่ใช่รึไง ?” ริชาร์ดถามอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าคำพูดของเขาทำให้เลือดในกายของคนอื่น ๆ เดือดขึ้นมาทันที
……
ในช่วงที่พวกเขากำลังเดินทางกลับไปที่ค่ายของตนเอง เชลยกลุ่มใหม่ก็ถูกจับรวมเข้ากับตระกูลของเซอร์โคโจ ในตอนนี้จึงมีทหารราบเกือบ 50 คนแล้วโดยที่ภายในกลุ่มคนเหล่านี้มีไนท์ฝึกหัดรวมอยู่ด้วย
บรรยากาศภายในค่ายนั้นเปราะบางมาก มีทหารเพียง 2 คนเท่านั้นที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยการนั่งอยู่ข้างกองไฟพร้อมด้วยอาวุธที่อยู่ข้างกายของพวกเขา แร็พเตอร์อีก 2 ตัวก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลความเรียบร้อยเช่นกันโดยที่พวกมันกำลังนอนหมอบอยู่ไม่ไกลจากทหารเหล่านั้นมากนัก ตอนนี้ไม่มีแสงใดเล็ดลอดออกมาจากเต็นท์เลยและทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความเงียบสงบ ทว่าเมื่อริชาร์ดกลับมา เต็นท์ก็ถูกเปิดออกจนทำให้เห็นว่าคนเหล่านี้ยังไม่ได้นอนหลับอย่างที่เขาคิดไว้ ทันทีที่เขากลับมานั้น บรรยากาศที่อึดอัดจนเกิดความตึงเครียดจากความกังวลว่าอาจเกิดการเผชิญหน้าระหว่างเชลยกลุ่มเก่าและใหม่ก็ผ่อนคลายลงในที่สุด
เมื่อเห็นวีรกรรมของริชาร์ดที่สังหารไนท์ติดยศมาแล้วหลายคน อีกทั้งยังได้ยินว่ามีการทำลายล้างวิหาร เหล่าไนท์ที่ถูกจับได้ก็เลือกที่จะยอมแพ้ เพราการตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้ริชาร์ดไม่ปล้นดินแดนของพวกเขา
ริชาร์ดแบ่งทหารที่แปรพักตร์เหล่านี้ออกเป็น 3 กลุ่มโดยให้ไนท์ของเขาเป็นผู้นำกองทัพ เหล่าทหารที่เคยร่วมรบกับเขาก่อนหน้านี้ถูกจัดให้เป็นแกนหลักในกลุ่มในขณะที่คนอื่น ๆ ถูกจัดให้เป็นสมาชิกระดับปลายแถว วิธีนี้จะทำให้เขาสามารถควบคุมคนกลุ่มนี้ได้ง่ายขึ้นและในเวลาเดียวกันมันยังเพิ่มประสิทธิภาพของกองกำลังของเขาให้มากขึ้นด้วย ไนท์ของอาเครอนไม่ใช่แค่มีระดับที่สูงเท่านั้นทว่าพวกเขายังมีประสบการณ์ในการต่อสู้เป็นอย่างดี
หลังจากที่อยู่ตรงริมทะเลสาบต่ออีก 2 วัน ริชาร์ดก็คาดการณ์ไว้ว่ากองกำลังเสริมจากเมืองเจย์ลีออนก็คงเดินทางเกือบถึงเมืองของฟอร์ซ่าแล้ว เขาจึงส่งตัวประกันทั้งหมดกลับไปซึ่งนั่นรวมถึงไนท์ฝึกหัดอีก 2 คนที่ไม่แปรพักตร์มาเข้ากับเขาก็ถูกส่งออกไปด้วย เขาให้รถม้าไป 2 คันเพื่อส่งคนเหล่านั้นกลับไปในขณะที่คนอื่น ๆ จะต้องเดินด้วยเท้า
หลังจากที่ปล่อยตัวประกันไปแล้ว เขาก็เดินทางออกจากค่ายทันที กองกำลังถูกแบ่งออกเป็น 2 กองโดยที่กองกำลังแรกมีไนท์ 2 คนที่ทำหน้าที่นำเหล่าทหารที่แปรพักตร์ขี่ม้าออกสำรวจเพื่อค้นหาเส้นทางลับสู่ดินแดนของดยุกไดร์วูล์ฟ ในขณะที่ริชาร์ดพาคนอื่น ๆ เดินทางกลับไปยังฐานทัพเพราะในเวลานี้มีสิ่งของอีกมากที่เขาจะต้องกลับไปจัดระเบียบให้เรียบร้อย รวมถึงกลับไปเตรียมของที่เขาจะต้องใช้ในอนาคตด้วย แน่นอนว่าส่วนที่มีค่ามากที่สุดของฐานทัพคือประภาคารแห่งกาลเวลาแต่เป็นที่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันไปที่อื่นได้
เขาคิดไว้ว่าเขาจะอยู่ที่ฐานทัพต่ออีกสองสามวันเพื่อถอดรหัสไดอารี่ของเอสเซียนเพราะในเวลานี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังพอมีเวลาเหลืออยู่
หลังจากมื้อเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางควันบนถนนที่เป็นเส้นทางเดินทางไปสู่ปราสาทของบารอนฟอร์ซ่า กลุ่มของเหล่าไนท์ยังคงมุ่งหน้าอย่างต่อเนื่องโดยที่คนเหล่านั้นสวมใส่ชุดเกราะสีเงินแวววาวและสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มที่ทำให้พวกเขาดูมีออร่าที่น่าประทับใจ ด้านหลังของไนท์เหล่านั้นมีสไควร์จำนวนหนึ่งพร้อมด้วยทหารติดอาวุธที่สามารถโจมตีได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ด้านหลังของเหล่าสไควร์เป็นเหล่าทหารราบซึ่งคนเหล่านั้นสวมใส่ชุดเกราะและยังมีอาวุธหนักที่แขวนอยู่ตามร่างกายหลากหลายประเภทรวมไปถึงโล่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือของพวกเขา ส่วนด้านหลังสุดเป็นทหารธนูยาวที่มีจำนวนกว่าร้อยคน พวกเขามีคันธนูขนาดใหญ่ที่มีความยาวเท่ากับความสูงของพวกเขาแขวนไว้อยู่ด้านหลัง
กองกำลังไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนักเพราะจำนวนคนทั้งหมดมีเพียง 500 คนเท่านั้น ทว่าอุปกรณ์ในมือของพวกเขาที่มีครบครันทำให้พวกเขาดูมีศักยภาพและมีกำลังมากกว่ากองกำลังของบารอนฟอร์ซ่า ธงสีแดงทองหลายผืนถูกยกขึ้นสูงเพื่อเป็นการประกาศและเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ศัตรูได้รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นกองทัพของเอิร์ลเจย์ลีออน ธงเหล่านี้ผ่านการต่อสู้มาหลายครั้งและทันทีที่ศัตรูได้เห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ของพวกเขา เหล่าศัตรูก็จะสามารถรับรู้ได้ถึงความกล้าหาญของกองทัพได้ในทันที
หน่วยลาดตระเวนของฟอร์ซ่าได้แจ้งให้ทราบถึงขบวนที่เดินทางมาถึง บารอนลุกขึ้นยืนและใช้กล้องส่องทางไกลส่องไปยังทิศทางของคนเหล่านั้น เขามองเห็นธงที่พลิ้วไปมาตามแรงลมขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่ธงสีดำที่มีสัญลักษณ์ขวานสีแดงเข้ม เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเบะปาก
“เพียร์เซจ... ทำไมถึงเป็นเขา ?” ฟอร์ซ่าพึมพำด้วยความรู้สึกปวดศีรษะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ปัญหาที่เขาเจอก่อนหน้านี้มันก็มากพอสำหรับเขาแล้ว ทว่าการมาของเพียร์เซจดูเหมือนว่าจะสร้างปัญหาให้เขาเพิ่มมากขึ้นไปอีก และเขาเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นอีกบ้าง
บารอนเพียร์เซจอยู่ตรงส่วนกลางของขบวนกองทัพ เขาสวมใส่ชุดเกราะหนาสีดำที่โดดเด่น รูปร่างของเขานั้นผอมบางและเขามีผิวสีโทนเหลือง หนวดสั้นที่ถูกตัดแต่งอย่างสวยงามไม่ได้เพิ่มความสง่างามให้กับเขาแต่อย่างใดทว่ามันกลับทำให้เขามีออร่าที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น สายตาของเขาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับว่าเขากำลังจะหลับอยู่ตลอดเวลาทว่าหลังของเขายังคงตั้งตรง ตำแหน่งที่สง่างามบนอานม้าที่เขาอยู่ในเวลานี้ส่งผลให้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยออร่าที่ทรงพลังอย่างมาก
เมื่อกองทัพของเขาเดินทางมาถึงทางเข้าของปราสาท พวกเขาก็ได้พบกับขบวนอีกขบวนหนึ่งที่เดินทางมาจากเส้นทางอื่น ขบวนที่มาใหม่นี้นำโดยไนท์ฝึกหัด 3 คนและรถม้าที่ตามหลังเขามา ทันทีที่พวกเขาเห็นธงสัญลักษณ์ของเอิร์ล พวกเขาก็หยุดขบวนของตนเองเพื่อกล่าวทักทายบารอนเพียร์เซจและแจ้งว่าพวกเขายอมให้กองทัพของบารอนมุ่งหน้าไปก่อน
ประตูทางเข้าปราสาทถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างของฟอร์ซ่าที่เดินออกมาพร้อมผู้ติดตามของเขาและเขาก็ทักทายแขกผู้มาเยือน สายตาของเพียร์เซจกวาดผ่านร่างของฟอร์ซ่าไปอย่างไร้มารยาท ในเวลานี้สิ่งที่เขาสนใจคือรถม้าที่อยู่ด้านหลัง เขาจึงยกมือขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้ขบวนทั้งหมดของเขาหยุดลง
“เรียกทั้ง 3 คนนั้นมาที่นี่” เพียร์เซจชี้ไปยังไนท์ฝึกหัด 3 คนในขณะที่เขาพูด