มันคือเรือขนาดมหึมาลำหนึ่งที่ใช้ทองคำในการสร้างทั้งลำ
เป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ประมาณตึกห้าถึงหกชั้นที่ถูกตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่อลังการถึงแม้ว่าตัวเรือจะถูกสร้างขึ้นจากทองคำที่แตกต่างกันหลายชนิดมาหลอมรวมก็ตามแต่ทองคำทุกชิ้นที่ใช้ก็ล้วนถูกแกะสลักออกมาอย่างประณีตจนได้เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งสุดขีดแต่กลับมีน้ำหนักที่เบาอย่างไม่น่าเชื่อเป็นวัตถุดิบที่เหมาะที่จะใช้ในการสร้างตัวเรือมากที่สุด
ส่วนด้านโครงสร้างของเรือเองก็ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและรอบคอบนอกจากจะใส่ใจในด้านความเป็นอยู่ของลูกเรือแล้ว ภายในเรือยังมีกลไกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามอย่างเช่นปืนใหญ่และอื่นๆเก็บซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
ในเวลาปกติเรือลำนี้คือเรือเดินทะเลขนาดมหึมาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อคลื่นลมในมหาสมุทรใดๆแต่เมื่อถึงยามที่ต้องทำศึกสงครามห้ำหั่นกับศัตรูแล้ว มันจะกลายเป็นดั่งอสูรร้ายที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันไร้เทียมทานก็ไม่ปาน
เรือลำนี้... ลงทุนไปเยอะน่าดูเลย...
หลินหยางแอบคิดในใจว่าโชคดีที่เมื่อวานเขาแค่ข่มขู่เซวี่ยเทียนไปเฉยๆไม่ได้คิดจะแย่งเอาเรือลำนี้มาจริงๆไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงคิดต่อสู้แบบแลกชีวิตกับเขาเพื่อปกป้องเรือลำนี้ไว้แน่ๆ
ในขณะที่หลินหยางกำลังคิดอย่างนั้นอยู่ก็มีฝ่ามือขนาดใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาโอบไหล่ของหลินหยางไว้
“เป็นอย่างไรพี่น้องหลิน เรือฉลามทมิฬ ของพวกเรา! อย่าหาว่าข้าขี้โม้เลยนะแต่ทั่วทั้งมหาทะเลสาบแดนใต้แห่งนี้ ไม่มีเรือลำใดที่สามารถเทียบเคียงกับเรือของเซวี่ยเทียนผู้นี้ได้แม้แต่ลำเดียว...”
เจ้าของเสียงนี้ก็คือเซวี่ยเทียนที่ตอนนี้ใช้คำว่าพี่น้อง ในการเรียกหาหลินหยางแล้ว ดูสนิทกับหลินหยางมากกว่าเดิมอยู่ไม่น้อย
ด้านเถ้าแก่ใหญ่ทั้งสามคนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็พาองค์หญิงเซียวเซียงคุณชายมู่หยงไป๋จากลัทธิศักดิ์สิทธิ์ และสมาชิกทีมที่เหลือตามมาสมทบแล้ว
ส่วนหั่วเอ๋อร์ผู้เป็นมิตรกับเหล่าสาวน้อยทั้งปวงเองก็ได้พบกับหวานใจคนใหม่ด้วยเช่นกันซึ่งก็คือองค์หญิงเซียวเซียงนั่นเองโดยตอนนี้มันกำลังยืนเกาะอยู่บนไหล่ขององค์หญิงพร้อมกับเล่าเรื่องตลกที่ฟังมาจากจ้าวเหวินชางให้นางฟังจนองค์หญิงผู้งดงามที่ดูสุขุมเยือกเย็นคนนั้นยังหลุดหัวเราะคิกคักออกมาดึงดูดสายตาทั้งหมดเอาไว้ได้แทบจะทันที
“โห? จริงหรือ สุดยอดขนาดนั้นเลย?”
ไอ้นกเวรนั่นหลังจากที่เล่าเรื่องตลกเสร็จพอได้ยินเซวี่ยเทียนกำลังคุยโวอย่างนั้น มันก็บินไปที่ด้านข้างของเรือฉลามทมิฬทันทีจากนั้นก็ใช้กรงเล็บของมันกรีดเข้าใส่เรือไปหนึ่งครั้ง
แคว๊ก
แผ่นเหล็กขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งเกือบจะถูกหั่วเอ๋อร์ฉีกลงมาทั้งอย่างนั้น
เซวี่ยเทียนถึงกับตาค้าง
“ก็ไม่เท่าไรนะ...”
หั่วเอ๋อร์ยังกล่าววาจากวนประสาทซ้ำเติมไปอีกหนึ่งประโยค
เซวี่ยเทียนเกือบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว
แต่คนอื่นๆ กลับหัวเราะกันดังลั่นอย่างสนุกสนานพร้อมกับเดินขึ้นเรือฉลามทมิฬไป
พอขึ้นเรือไปแล้ว เซวี่ยเทียนก็กลับไปทำหน้าที่กัปตันคุมเรือเพื่อออกทะเลทันทีส่วนลูกเรือคนอื่นๆ ก็ถูกส่งไปยังห้องโดยสารที่ถูกจัดไว้ให้ซึ่งพวกเขาสามารถพักผ่อนได้ในขณะที่กำลังล่องเรืออยู่
หลินหยางได้พักในห้องโดยสารระดับสวรรค์หมายเลขเจ็ดซึ่งถือว่าเป็นห้องที่ได้รับการดูแลปรนนิบัติอย่างดีอีกทั้งยังได้อยู่ใกล้กับองค์หญิงเซียวเซียงอีกด้วย
สตรีรูปงามผู้มีร่างสถิตภูตพงไพรผู้นี้พอขึ้นเรือมาแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทชิดเชื้อและความอ่อนโยนให้กับหลินหยางอย่างเต็มเปี่ยมแต่ก็ถูกหลินหยางรักษาระยะห่างเอาไว้เป็นอย่างดี
ซึ่งหลินหยางยังรู้สึกได้ว่าทุกครั้งที่องค์หญิงเข้ามาพูดคุยกับเขามู่หยงไป๋ที่อยู่แถวนี้ด้วยก็จะเหลือบมองมาที่ตัวเขาตลอดเวลาซึ่งความหมายแฝงในแววตานั้นไม่ว่าใครก็ดูออกได้อย่างชัดเจน
“เอาละพรรคพวกทั้งหลายเก็บสมอ กางใบเรือได้!!”
เมื่อสิ้นเสียงตะโกนอันหนักแน่นของเซวี่ยเทียนแล้วเรือฉลามทมิฬก็ค่อยๆ แล่นออกจากชายทะเลเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกสุดของผืนน้ำสีฟ้าครามอันกว้างใหญ่แห่งนี้ไป
การออกผจญภัยสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีครั้งที่เก้าของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าก็เริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยประการฉะนี้
จากที่หลานไห่เล่าให้ฟังนั้นเมื่อเรือเริ่มแล่นออกไปแล้วต้องใช้เวลาในการเดินทางนานประมาณสองวันกว่าจะถึงที่หมายซึ่งระหว่างนั้นจะมีอุปสรรคมากมายที่ต้องฟันฝ่า
หลินหยางมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ที่พักของตนเองเพื่อพักผ่อนปรับสมดุลพลังของตัวเองทันที
จากนั้นเวลาก็ผ่านไปราวๆ ครึ่งวัน หลินหยางไม่ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันแต่เลือกที่จะปรับพลังฟ้าดินอัคคีแบบเงียบๆ ในห้องตัวเองแทน
และในตอนนั้นเองตรงประตูห้องของเขาก็มีเสียงเคาะเรียกดังขึ้นเบาๆ
“ใคร?” หลินหยางลืมตาขึ้นมอง
“คุณชายหลินข้าเซียวเซียงเอง...” น้ำเสียงอันไพเราะปานกระดิ่งเงินดังขึ้นจากด้านนอก
องค์หญิงคนสวยคนนั้นหรือ?
หลินหยางลุกขึ้นไปเปิดประตูซึ่งคนแรกที่เขามองเห็นคือคนที่หลินหยางเคยเจอมาแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ยอดฝีมือแห่งราชสำนักของราชอาณาจักรโล่ยื่อ เซี่ยฉี่หลง นั่นเอง
ส่วนองค์หญิงเซียวเซียงผู้เลอโฉมคนนั้นกำลังยืนอยู่ด้านหลังของเซี่ยฉี่หลงพร้อมกับมองมาที่หลินหยางด้วยใบหน้าใสสว่างของนาง
“ขอรบกวนหน่อยนะคะคุณชายหลิน” ดวงตาที่กรีดโค้งอย่างงดงามของนางนั้นช่างชวนให้ลุ่มหลงเหลือเกิน
“เชิญ”
หลินหยางขยับตัวหลบให้ทั้งสองคนเข้ามาในห้อง
พอเข้ามาในห้องแล้วเซียวเซียงก็หาที่นั่งลงไปโดยไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อยส่วนเซี่ยฉี่หลงนั้นก็หันมาผงกหัวให้หลินหยางทีหนึ่งจากนั้นก็ดึงเอาหม้อนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดินอย่างคล่องแคล่วราวกับเล่นกลภายในหม้อนึ่งนั้นมีทั้งข้าวทั้งกับร้อนๆ หลายจานที่ค่อยๆ ถูกนำออกมาจัดวาง
“แล้วหั่วเอ๋อร์เล่า?”หลินหยางถามถึงไอ้ตัวตะกละนั่น
“น่าจะกำลังกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารอย่างอเร็ดอร่อยเลยละ”เซียวเซียงตอบกลับด้วยพร้อมเสียงหัวเราะ
“เซียวเซียงเห็นว่าคุณชายหลินน่าจะยังไม่ได้ทานอาหารข้าเลยนำอาหารมาส่งให้ท่านโดยเฉพาะ บนเรือนี่อาจจะโคลงเคลงไปบ้างถ้าคุณชายหลินรู้สึกไม่อยากอาหารละก็ จะเปลี่ยนมาทานโจ๊กใสๆ แทนก็ดีไม่น้อยนะคะ...”
พอพูดเสร็จองค์หญิงผู้นี้ก็ลงมือเทโจ๊กให้หลินหยางถ้วยหนึ่งด้วยตนเอง อีกทั้งยังใช้ปากเล็กๆ ราวลูกท้อที่ดูน่ารักนั่นเป่าให้เย็นลงหน่อยหนึ่งก่อนที่จะยกมาวางไว้ตรงหน้าหลินหยางด้วย
ช่างงดงามเสียจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้
หากเปลี่ยนเป็นผู้ชายคนอื่นมาโดนสาวงามปานเทพธิดาดูแลเอาใจใส่แบบนี้เหมือนกันละก็เกรงว่าคงได้หลงใหลพร่ำเพ้อจนลืมแม้แต่ชื่อแซ่ของตัวเองไปนานแล้ว
แต่หลินหยางกลับมองไปที่องค์หญิงเซียวเซียงอย่างสงบนิ่งพร้อมกับตอบนางไปว่า“องค์หญิงต้องการอะไรก็เชิญพูดมาเถอะ”
เซี่ยฉี่หลงที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นกำลังคิ้วขมวดอย่างไม่ปิดบัง
ชายผู้นี้กำลังคิดดูถูกหลินหยางอย่างชัดเจนมีสาวงามราวนางฟ้าที่เพิ่งลงจากสวรรค์มาดูแลถึงที่ขนาดนี้แท้ๆ ไอ้หนูนี่มันตาบอดอยู่รึเปล่า?
องค์หญิงเซียวเซียงของพวกเราไม่เคยสนใจดูแลผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะ
แต่องค์หญิงที่ถูกหลินหยางตอกกลับอย่างเย็นชาก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินจากพี่หยูยี่ว่าคุณชายหลินเป็นสุภาพบุรุษผู้ซื่อตรงที่ไม่สนใจในกามรมณ์เลยแม้แต่น้อยตอนแรกข้าเองก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีใครสามารถต้านทานเสน่ห์ยั่วยวนของพี่หยูยี่ได้แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วละ”
หลินหยางตอบกลับโดยไร้ซึ่งความหวั่นไหว“ทั้งองค์หญิงและเถ้าแก่จีล้วนเป็นสาวงามระดับนางฟ้าบนสวรรค์หลินหยางผู้นี้ไม่คู่ควรด้วยหรอกถ้าองค์หญิงมีเรื่องที่อยากจะพูดด้วยก็เชิญพูดมาตรงๆ เลยเถอะ”
“คิคิ” องค์หญิงเซียวเซียงหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ “ได้ การพูดคุยกับคุณชายหลินนี่มันช่างง่ายดายเสียจริงอย่างนั้นเซียวเซียงก็ขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกันนะคะที่ข้ามาหาคุณชายหลินครั้งนี้ก็เพราะอยากจะทำสัญญากับคุณชายหลินค่ะ”
“สัญญา?”
“ใช่แล้วค่ะ!” สีหน้าขององค์หญิงเซียวเซียงพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาความอ่อนโยนในดวงตาทั้งสองข้างหายไป ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เซียวเซียงอยากเชิญคุณชายหลินมาเป็นที่ปรึกษาด้านการช่างของพวกเราราชอาณาจักรโล่ยื่ออยากให้ช่วยเซียวเซียงต่อกรกับพวกลัทธิหมื่นวิญญาณสุดชั่วร้ายค่ะ!”
ลัทธิหมื่นวิญญาณ!!
ทันทีที่หลินหยางได้ยินชื่อนี้ก็เกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นในใจทันที
เขารู้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณที่ว่านี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดามันเป็นถึงหนึ่งในห้าลัทธิใหญ่แห่งทวีปชี่อู่มีฐานหลักอยู่ที่หุบเขาหมื่นวิญญาณซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่อู่
ได้ยินว่าลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นลัทธิที่มีการฝึกวิชานอกรีตสุดชั่วร้ายโดยการดึงดูดเอาพลังจากวิญญาณของคนตายมาใช้เป็นลัทธิที่ทั้งแข็งแกร่งและพิสดารถึงขีดสุด ทุกอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในดินแดนทะเลทรายอันแห้งแล้งของภาคตะวันตกและมหาทะเลสาบของภาคใต้ล้วนมีความรู้สึกหวาดกลัวในลัทธิลึกลับนี่อยู่อย่างน้อยสามส่วน
เซียวเซียงยังคงอธิบายต่ออีกว่า “ข้าคิดว่าหลังจากที่คุณชายหลินผ่านการต่อสู้ที่อาณาจักรชูอวิ๋นเมื่อก่อนหน้านี้ไปน่าจะทำให้ท่านพอรู้จักลัทธิหมื่นวิญญาณนี่มาบ้างแล้วไม่ว่าจะซ่างกวันหงหรือหลินไป๋ชวนก็ล้วนเป็นศิษย์ของลัทธินั่นเหมือนกัน...”
หลินหยางไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้สักเท่าไร
เขาพยักหน้ารับโดยที่ไม่ได้รีบตอบรับคำเชิญของเซียวเซียงแต่ถามกลับไปหนึ่งคำถามแทนว่า “ถ้าอย่างนั้นองค์หญิงรู้รึเปล่าว่าทำไมลัทธิหมื่นวิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดนั้นถึงได้คิดที่จะเล่นอาณาจักรชูอวิ๋นของเรา?”
“เรื่องนั้น...”เซียวเซียงชะงักไปก่อนครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางรู้อะไรบางอย่างจากนั้นสักพักนางก็หันกลับไปมองที่หลินหยางพร้อมกล่าวว่า “เบื้องหลังของเรื่องนี้เกรงว่าคงต้องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรชูอวิ๋นเมื่อสิบห้าปีก่อน!!”
สิบห้าปีก่อน...เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่...
สิบห้าปีก่อนเป็นปีที่เขาเกิดพอดีอีกทั้งยังเป็นปีที่พ่อของเขาหลินเฮ่ายวนทิ้งแม่ของเขาเอาไว้เพื่อกลับไปที่อาณาจักรชูอวิ๋น
ความคิดของหลินหยางวิ่งแล่นอย่างรวดเร็วประดุจอัสนีเพียงครู่เดียวก็เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดที่เขารู้ขึ้นมาได้
หรือว่าโชคชะตาของเขานั้นถูกดึงให้เข้าสู่กระแสคลื่นแห่งประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อนแล้ว?
คำพูดของเซียวเซียงทำให้หลินหยางเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นอย่างเต็มอกแต่ในจังหวะที่สำคัญที่สุดของการสนทนาครั้งนี้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอกอีกครั้ง
“เซียวเซียงเจ้าอยู่ข้างในรึเปล่า?”
น้ำเสียงอันเย็นชาของชายผู้หนึ่งดังขึ้นทำให้บรรยากาศภายในห้องเสียไปในพริบตา
หลินหยางคิ้วขมวดทันทีคนเขากำลังจะคุยเรื่องสำคัญกันอยู่แท้ๆ ใครที่ไหนมาขัดจังหวะเอาตอนนี้พอดี?
แต่หลินหยางพลันสัมผัสได้ว่าสีหน้าของเซียวเซียงและเซี่ยฉี่หลงดูอึดอัดอยู่ไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าทั้งสองรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
พอเปิดประตูแล้วก็เจอกับชายหนุ่มรูปงามที่ดูท่าทางเย็นชาคนหนึ่งยืนอยู่ดวงตาอันเย็นเยือกคู่นั้นเพ่งเล็งเข้าใส่หลินหยางทันทีที่ประตูเปิดออก
มู่หยงไป๋
ชายหนุ่มที่ดูหยิ่งทระนงตลอดเวลาราวกับตนเป็นเทพมังกรจากสวรรค์ชั้นฟ้าสีหน้าของเขาตอนนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธอยู่สายตาที่ใช้มองหลินหยางนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยามและความไม่พอใจ
ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมองดูหมาวัดยืนเกาะอยู่ข้างนางฟ้าสุดที่รักในดวงใจของตนอยู่ก็ไม่ปานดูรังเกียจสุดขีด
เขาไม่ได้เข้าไปในห้องแต่ยืนพูดอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงเย็นชาแทนว่า “เซวี่ยเทียนประกาศว่าให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ดาดฟ้าเรือเรากำลังจะเข้าสู่อาณาเขตของทะเลสาบเมฆาอัสนีแล้ว”
น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังออกคำสั่งอยู่ด้วย
มันยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“พวกเรารับทราบแล้วขอรับคุณชายมู่หยง” ตอนที่เซี่ยฉี่หลงตอบรับกับมู่หยงไป๋นั้นสีหน้าท่าทางของเขาก็ดูจะมีความเคารพอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน
ฐานะของมู่หยงไป๋ผู้นี้ดูท่าจะสูงศักดิ์กว่าองค์ชายของราชอาณาจักรเสียอีก
“ไปกันเถอะ เซียวเซียงอย่าให้ผู้อื่นคอยนานเลย”
แต่ดูท่าทางมู่หยงไป๋จะไม่ได้สนใจเซี่ยฉี่หลงเลยแม้แต่น้อยเขายังคงจ้องเขม็งไปที่องค์หญิงเซียวเซียงราวกับว่าจะต้องเห็นนางออกจากห้องนี้ไปก่อนเขาถึงจะวางใจ
สีหน้าขององค์หญิงตอนนี้ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไรเห็นได้ชัดว่ากำลังรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมากราวกับว่าทั้งสองฝ่ายนั้นมีความสัมพันธ์ในแบบที่ไม่สะดวกใจที่จะบอกให้คนอื่นรู้อยู่
นางทำเพียงแค่กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆจากนั้นมาหัวเราะแบบฝืนๆ ให้กับหลินหยางด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แล้วกล่าวว่า
“ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณชายหลินไว้ครั้งหน้าเราค่อยคุยกันใหม่”
จากนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนเดินนำเซี่ยฉี่หลงออกไปจากห้องพักของหลินหยางอย่างรวดเร็วตอนที่กำลังเดินผ่านมู่หยงไป๋อยู่นั้น เซียวเซียงไม่ได้เหลือบไปมองอีกฝ่ายแม้แต่น้อยเห็นได้ชัดว่านางรู้สึกโมโหอยู่ไม่น้อยที่ถูกขัดจังหวะอย่างไร้มารยาทเช่นนี้
แต่หลินหยางนั้นรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่า
แค่เขาถูกขัดจังหวะในตอนที่กำลังจะได้ยินเรื่องสำคัญมันก็น่าโมโหพออยู่แล้วเมื่อเจอสายตาอันหยิ่งยโสของมู่หยงไป๋เข้าไปอีกมันยิ่งทำให้หลินหยางรู้สึกโมโหมากกว่าเดิม
แต่มันยิ่งน่าโมโหมากขึ้นไปอีก เมื่อมู่หยงไป๋นั่นมันไม่ได้จากไปพร้อมกับเซียวเซียงแต่กลับยืนรอให้องค์หญิงผู้นั้นเดินจากไปไกลก่อน จากนั้นค่อยหันมาพูดกับหลินหยางด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกว่า
“ตั้งแต่วันนี้ไปข้าไม่อยากเห็นเจ้าเข้าใกล้เซียวเซียงเกินกว่าสิบเมตร มิเช่นนั้น... เจ้าจะได้เจอกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายจนไม่สามารถทนไหวแน่นอน”
นี่คือการเตือนผสมกับการข่มขู่อย่างตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม
หลินหยางยังสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้ายของอีกฝ่ายที่พุ่งตรงมาหาเขาอย่างชัดเจนด้วย
ความเผด็จการของมู่หยงไป๋นั้นเหมือนกับลูกหมาป่าน้อยที่กำลังปกป้องอาหารตัวเองอยู่ไม่มีผิดเซียวเซียงก็เป็นเหมือนกระดูกติดเหนือที่มันจะไม่มีทางปล่อยให้ผู้อื่นเด็ดขาดมันผู้ใดกล้ามายุ่ง มันผู้นั้นจะต้องตาย!!
แต่น่าเสียดายที่รอบนี้ศัตรูของเขาดันเป็นหลินหยาง
หลินหยางนั้นทำเหมือนไม่ได้ยินที่มู่หยงไป๋พูดมาแม้แต่น้อยเขาค่อยๆ ยกถ้วยโจ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นก็ซดเข้าไปอึกใหญ่จากนั้นก็หันมามองมู่หยงไป๋แล้วพูดขึ้นมาว่า
“อืมโจ๊กที่องค์หญิงเซียวเซียงยกมาให้ด้วยตัวเอง เจ้าจะเอาสักถ้วยไหม?”