“ ซาหวัดลีค่า! ”
เด็กสาวสวมใส่ชุดกระต่ายสีขาวโบกมือทักทายพี่ชายและพี่สาวที่เดินผ่าน หลายคนรู้สึกเอ็นดูเด็กตัวน้อยๆนี้เป็นอย่างมากแม้จะไม่เคยเจอกันมาก่อนก็ตาม
แต่สำหรับนักศึกษาปี 1 ที่เคยพบหน้าเด็กน้อยมาแล้วหนึ่งครั้งล้วนแล้วเข้ามาทักทายด้วยความเป็นกันเอง หลายคนรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวตัวน้อยมากขึ้นทั้งด้วยนิสัยร่าเริงและการแต่งตัวที่ไม่ซ้ำกัน
“ ป๊ะป๋าหยูลงไปเดินได้ไหมเหยอ ”
“ อยากเดินเหรอ ”
เป่าเป้ยพยักหน้าหงึกหงักหลังจากป๊ะป๋าพากลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง เฉินห่าวจึงค่อยๆวางเป่าเป้ยลงพื้นปล่อยให้เธอเดินเอง เขาไม่กลัวว่าเธอจะหกล้มแม้แต่น้อย ต่อให้ท่าทางการเดินจะเตาะแตะต้วมเตี้ยมไม่ต่างจากเด็กสองขวบทั่วไปเขาได้ใช้สกิลปรับแก้ข้อผิดพลาดให้แล้ว หากไม่มีหินมาขวางทางเธอจะไม่มีทางล้มแน่นอน นอกจากนั้นแล้วยังสามารถวิ่งได้รวดเร็วด้วยหากต้องการจะวิ่ง
“ ป๊ะป๋ามาดูนี่เย็ว ”
เฉินห่าวเดินตามเป่าเป้ยไปติดๆก่อนจะคุกเข่าลงไปนั่งบนพื้นเพราะลูกสาวกำลังกวักมือเรียกให้เขามองดูผึ้งภายในดอกไม้เล็กๆข้างทาง
“ มันกำลังทำอะไยเหยอ ”
“ ผึ้งน้อยกำลังกินน้ำหวานครับ ”
“ กินเลอะๆนะ ”
เป่าเป้ยโบกมือลาแล้วเดินไปตามที่คุณพ่อจูงมือ จนกระทั่งมาถึงอาคารสอนเธอจึงขอเสื่อปูนั่งรอพี่ๆมาเรียน
“ เป่าเป้ยจารอที่นี่นะ ”
เฉินห่าวนำของเล่นออกมาวางเอาไว้บนเสื่อปูปล่อยให้ลูกสาวเล่นคนเดียวไปก่อน เขาไม่กลัวเธอเหงาเลยเพราะพาเพื่อนๆตุ๊กตามาเป็นร้อยตัวหลังจากขอให้เขาซื้อพวกมันให้ระหว่างเที่ยวเล่นในเมืองลั่วหยาง
ในระหว่างรอให้ถึงเวลาเรียนเฉินห่าวก็พบว่ามีนักศึกษาค่อยๆทยอยเข้ามาในชั้นจนอัฒจันทร์เริ่มมีคนเยอะ ถึงอย่างนั้นจำนวนคนกลับหายไปเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับวันแรกที่มาสอน หากให้เปรียบเทียบแล้วลดเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
“ คนที่ไม่สนใจก็มีเยอะสินะ ไม่เป็นไรอย่างน้อยฉันก็มั่นใจว่าคนที่อยู่จะสามารถช่วยฉันได้ในอนาคต ”
มือน้อยๆของเป่าเป้ยยกขึ้นมากวักเรียกพี่สาวสองคนให้มาเล่นด้วยกัน เหมยลี่และหลี่อิงที่มาถึงเห็นว่ายังมีเวลาอยู่จึงเข้ามาเล่นกับเป่าเป้ยท่ามกลางสีหน้าสงสัยของเพื่อนร่วมชั้นว่าไปสนิทกันตอนไหน
อย่างไรก็ตามทุกคนกลับตกใจเมื่อเห็นว่าหลี่อิงกำลังยิ้มออกมาทั้งๆที่เธอจะทำหน้านิ่งตลอด ส่วนเหมยลี่ดูจะกระตือรือร้นกว่าเดิมมากเพราะแต่ละครั้งที่เธอจับตุ๊กตาจะพามันวิ่งไปรอบๆเด็กตัวน้อยๆจนเธอหัวเราะชอบใจ
“ เอาล่ะกลับไปนั่งที่กันได้แล้ว ”
นักศึกษากลับเข้าที่ได้เวลาแล้วที่เฉินห่าวจะสอนขั้นต่อไป อย่างไรก็ตามก่อนเริ่มทำการสอนเขาพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยจำนวน 10 คนเดินเข้ามาในคลาสของเขา แต่ละคนสวมใส่สูทราวกับเป็นผู้คุมวินัย
“ สวัสดีคุณเหวิน เราเป็นคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ”
“ เด็กๆพักก่อน ” เฉินห่าวหันมาทักทายคณะกรรมการมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้สนใจคำพูดที่อีกฝ่ายเรียก เนื่องจากเขาไม่ใช่อาจารย์ การที่อีกฝ่ายเรียกคุณเหวินจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
“ สวัสดีครับ มีอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ”
“ เมื่อสัปดาห์ก่อนเราได้รับแจ้งว่ามีอาจารย์สอนพิเศษคนใหม่ถูกผู้อำนวยการทาบทามมา ทางเราจึงต้องตรวจสอบประวัติพบว่าอาจารย์เหวินไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูใช่ไหมคะ ”
“ ใช่ครับ ”
“ ไม่เป็นไรค่ะ เพราะทางมหาวิทยาลัยของเรามีกฎยกเว้นเรื่องนี้อยู่ ขอเพียงแค่คุณเหวินตรงตามเงื่อนไขข้ออื่นก็เพียงพอ ”
“ เออ.. ไม่ทราบว่าจะคุยกับผมเรื่องอะไรครับ ”
“ จากที่เราได้ลองตรวจสอบคาบแรกของคุณพบว่าคุณเหวินได้ทำการเปลี่ยนแปลงวิธีการฝึกทักษะฝ่าเท้าสายลมใหม่ทั้งหมดแล้วนำมาสอนนักศึกษาโดยไม่ผ่านการวิจัย ทางเราเห็นความไม่ปลอดภัยจึงเข้ามาตรวจสอบ ”
“ ตรวจสอบแล้วยังไงต่อครับ ”
“ ทักษะยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบอยู่ค่ะ จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เหลืออีก 1 สัปดาห์การตรวจสอบจะจบลง แม้เราจะประเมินไว้แล้วว่ามันจะต้องผ่านแต่ทางเราขอให้คุณหยุดสอนทักษะเอาไว้ก่อนค่ะเพื่อความปลอดภัย ”
เฉินห่าวมองคณะกรรมการสลับกับมองดูลูกสาวที่กำลังทำตาปริบๆเพราะไม่เข้าใจคำพูดของคณะกรรมการที่เหมือนจะเป็นทางการมากเกินไป
“ หมายความว่าผมจะต้องรอจนกว่าทางมหาวิทยาลัยจะตรวจสอบให้เสร็จสินะครับ ”
“ ถูกต้องค่ะ นอกจากจะตรวจสอบแล้วยังต้องยืนยันด้วยว่ามันจะไม่มีผลเสีย ”
“ มีอะไรจะคุยกับผมอีกไหมครับ ”
“ ไม่ค่ะ ทางเรามาแจ้งเท่านี้ ขอย้ำอีกครั้งนะคะ ให้หยุดการสอนทักษะฝ่าเท้าสายลมเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการยืนยันจากทางมหาวิทยาลัย ”
เฉินห่าวพยักหน้ารับแล้วรอให้คณะกรรมการเดินทางจากไป เขาไม่คิดว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีกฎเข้มงวดเช่นนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจำนวนนักศึกษาที่ลดน้อยลงจะเป็นเพราะการตรวจสอบทักษะ โอกาสที่มันจะไม่ผ่านมีเช่นกัน หลายคนจึงเลือกเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นๆแทนที่จะฝากความหวังไว้กับเขา
เฉินห่าวจึงมองไปยังสองสาวเหมยลี่กับหลี่อิง ดูเหมือนว่าเขาจะต้องพึ่งทั้งสอง ตราบใดที่สองสาวไม่ออกจากคลาสของเขา นักศึกษาจะยังคงเหลืออยู่เพราะอยากรู้ว่ามีสิ่งใดทำให้เหมยลี่และหลี่อิงสนใจคลาสนี้
“ คงไม่มีใครขัดขวางการตรวจสอบนะ … เอ๊ะหรืออาจจะมี ”
เฉินห่าวลูบคางตัวเองเล็กน้อย การสอนของเขาไม่น่าจะเตะตาใครจนเกิดความโกรธแค้นเพราะเขาจำได้ว่าตนเองไม่ได้พาดพิงใครเลย คาบแรกที่เข้ามาเขามุ่งเน้นไปที่การสาธิตความพิเศษของทักษะฝ่าเท้าสายลมโดยไม่ได้เปรียบเทียบกับทักษะของใคร เขาจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครเกลียดเขา
ทว่าการที่ไม่มีใครสักคนเกลียดเขาไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนอิจฉาริษยาในตัวของเขา หากคาบแรกของเขาสร้างมาตรฐานเอาไว้ดี อาจจะทำให้เกิดคนขัดขวาง
“ หวังว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายนะ ”
เฉินห่าวโยนความคิดหลายอย่างออกไปก่อน ในเมื่อทางมหาวิทยาลัยให้เขาหยุดการสอนฝ่าเท้าสายลมออกไปก่อนเขาจึงต้องหาสิ่งอื่นมาสอนแทน
“ คงได้ยินกันแล้วใช่ไหม ทางมหาวิทยาลัยให้อาจารย์เลื่อนการสอนออกไปก่อนจนกว่าจะมีการยอมรับ ”
“ อาจารย์ครับแล้วเราจะทำอะไรต่อ คาบนี้ปล่อยว่างเหรอ ”
เฉินห่าวค่อยๆฉีกยิ้มกว้าง เขามีแผนสำรองเสมอ
“ อืม…ถ้าจะให้เลิกเลยฉันก็จะได้เงินจากมหาวิทยาลัยไปฟรีๆ แบบนี้จะเป็นการโกงไปหน่อย งั้นเอางี้ไหม มีใครอยากจะได้คำแนะนำเกี่ยวกับการปลุกพรสวรรค์หรือการปรับปรุงทักษะที่กำลังฝึกอยู่ไหม ฉันจะแก้ไขข้อผิดพลาดให้ในระหว่างรอการตรวจสอบทักษะฝ่าเท้าสายลม ”
“ จริงเหรอครับอาจารย์ ”
เฉินห่าวเห็นท่าทางของนักศึกษาแต่ละคนทำให้เขาสงสัย พวกเขาดูตื่นเต้นจนออกนอกหน้าเขาเชื่อว่าอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาจะปรับแก้ไขข้อผิดพลาดรายคน มันจะต้องมีเหตุผลอื่นรออยู่แน่นอน
“ เกิดอะไรขึ้นทำไมดูตื่นเต้นกันจัง ”
“ อาจารย์ครับ ทุกๆเดือนทางมหาวิทยาลัยจะมีการสอบย่อยด้วยการพานักศึกษาออกล่าเป็นประจำ คะแนนส่วนหนึ่งของเราได้มาจากการทำผลงานในพื้นที่ล่าครับ เช่น ฆ่าได้กี่ตัว หนีกี่ตัว หลบซ่อนตัวได้นานแค่ไหน ใช้ชีวิตได้ดีหรือไม่ อะไรทำนองนี้ครับ ”
“ อ๋อ..ที่แท้ก็มีงานสอบรออยู่นี่เอง แล้วทำไมถึงตื่นเต้นขนาดนั้นกัน ”
“ ผมเห็นที่อาจารย์ชี้แนะวิธีใช้หมัดให้กับนักเวทแล้วผมก็เลยไปขอต่อยกับเธอดู ปรากฎว่าเธอต่อยได้จริงๆ ผมก็เลยอยากให้อาจารย์ช่วยปรับแก้ไขสิ่งที่ผมติดอยู่ ”
“ ทุกคนที่นี่รอให้ฉันปรับแก้ไขทั้งหมดเลยเหรอ ”
เด็กนักศึกษาส่ายหน้า แม้พวกเขาอยากจะให้อาจารย์ปรับแก้ไขข้อผิดพลาดให้แบบรายคนก็ตาม อาจารย์เหวินเป็นเพียงอาจารย์สอนพิเศษที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาในแต่ละเทอม หลังจากสอนเขาก็จะจากไปเหมือนอาจารย์สอนพิเศษท่านอื่นๆ
นักศึกษาทุกคนที่เข้ามาจึงคาดหวังกับสิ่งที่เขาสอนแทนเพราะแค่ชี้แนะเล็กๆน้อยๆก็ทำให้นักเวทเอาชนะนักดาบได้ในการต่อสู้ระยะประชิด แม้จะไม่สามารถปรับแก้ไขข้อผิดพลาดในทักษะที่ฝึก แต่หากได้เรียนทักษะใหม่กับอาจารย์เหวินก็อาจจะทำให้คะแนนดีขึ้นได้
“ โอเค ถือว่าทุกคนโชคดีสินะที่ทักษะฝ่าเท้าสายลมสอนยังไม่ได้ เอาเถอะต่อแถวมาเลยแล้วก็เตรียมตัวไว้ด้วยว่าอยากจะให้ฉันช่วยอะไร ขอคนละ 1 - 2 อย่างนะ เกินนี้คนอื่นจะไม่ได้เพราะหมดคาบก่อน ”
เฉินห่าวนำโต๊ะออกมากางแล้วนำเป่าเป้ยขึ้นไปนั่ง เธอเห็นว่าคุณพ่อกำลังจะตรวจดูร่างกายของพี่ชายและพี่สาวจึงนำเข็มฉีดยาออกมาถือในมือเพื่อฉีดให้กับพี่ๆแต่ละคน
“ ทำไมต้องเป็นพวกเธอสองคนที่มาถึงก่อนล่ะเนี่ย ”
เฉินห่าวถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วมองไปยังเหมยลี่ที่มาถึงก่อน ตามด้วยหลี่อิงที่ยืนต่ออยู่ด้านหลัง ทั้งสองใช้ออกด้วยวรยุทธ์จึงทำให้มาถึงที่นี่เป็นอันดับ 1 และ 2 ก่อนจะมีนักศึกษาวิ่งเข้ามาต่อแถวตามๆกัน
ชายชราผมสีขาวค่อยๆเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา หลังจากเห็นว่าเฉินห่าวแก้ปัญหาอย่างไรหลังจากที่ตัวของเขาไม่สามารถสอนทักษะฝ่าเท้าสายลม
เดิมทีเขาคิดเอาไว้ว่าเฉินห่าวอาจจะยกเลิกคลาสแล้วกลับไป หรือดีกว่านั้นเขาอาจจะนำทักษะใหม่ออกมาสอนโดยเป็นหนึ่งในทักษะของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยืนยัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับต่างจากที่เขาคิด เฉินห่าวเลือกที่จะชี้แนะข้อบกพร่องให้กับนักศึกษาเป็นรายบุคคลโดยที่เขายังคงรอให้ทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบทักษะจนกว่าจะเสร็จสิ้น
การกระทำของเขาในวันนี้ทำให้เขาดีใจมากเพราะเชื่อว่านักศึกษาที่ยังคงอยู่ในคลาสจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจากการชี้แนะเล็กๆน้อยๆนี่
“ โอ้ ต้องแก้ไขเยอะเลยนะหากอยากจะแข็งแกร่งกว่านี้ ”
“ หนูเป็นอะไรมากไหมคะ ”
เด็กสาวกอดหนังสือคนเดิมแสดงสีหน้ากังวลหลังจากอาจารย์เหวินเห็นความผิดปกติ
“ เปล่าหรอก เธอแค่ร่างกายอ่อนแอเกินไป เอางี้ฉันจะแนะนำสถานที่ที่หนึ่งให้ มันจะทำให้เธอแข็งแกร่งมากๆ แข็งแกร่งจนแม้แต่เลเวลเท่ากันก็ไม่สามารถเอาชนะเธอได้เลยเธอสนใจหรือเปล่า ”
เด็กสาวพยักหน้าสนใจเฉินห่าวจึงบอกให้เธอเดินทางไปใช้งานเครื่องออกกำลังกายที่โรงแรมหรูอี้ คนอื่นๆที่ต่อแถวเข้ามาต่างก็ถูกเชิญให้ไปที่นี่เช่นเดียวกัน
สำหรับคนที่ไม่สามารถปลุกพรสวรรค์ได้นั้นเขาบอกให้ไปที่โรงแรมเพราะมีอุปกรณ์ที่จะทำให้พรสวรรค์ตื่นขึ้น หากรอให้เลเวลสูงกว่านี้ค่าใช้จ่ายจะพุ่งตามขึ้นไปด้วยจนจ่ายไม่ไหว
การที่เขาแนะนำนักศึกษาที่เหลืออยู่ในคลาสไปยังร้านพร้อมกันทั้งหมดในวันเดียวนั่นก็เพราะว่าอีก 1 เดือนจะมีการสอบครั้งใหญ่ เขาจะทำให้เด็กในคลาสที่ตัวเองสอนยืนอยู่ในอันดับสูงๆ
หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคิด เด็กนักเรียนในคลาสนี้คงเชื่อเขาทุกอย่าง หากเขาชี้มือบอกว่านั่นเป็นนก พวกเขาก็ต้องเชื่อว่านก หากชี้บอกว่าสิ่งนั้นเป็นไม้ พวกเขาก็ต้องเชื่อว่าไม้ จากนี้ไปเขาก็สามารถเข้าถึงผู้ปกครองของเด็กได้ นับว่าเป็นการปูพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์ในเขตลั่วหยางได้ดีทีเดียว