The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 56 อมิกดาลาที่ผิดพลาด

            มิเนอร์วาทำท่าทางจริงจัง ยกสองมือขึ้นทำท่าเตรียมคว้าจับ อลิซชะงักกับคำพูดของอีกฝ่าย ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสี โลหิตสูบฉีดไปทั่วร่างจนร้อนผ่าว แผนในใจคือการหยอกเย้าเด็กหนุ่ม แต่ไม่คาดคิดกับถูกอีกฝ่ายหยอกล้อจนต้องเขินอาย รีบจ้ำเท้าเดินหนีอย่างรวดเร็ว ผู้หนึ่งเดินหนี ผู้หนึ่งเดินตาม พูดคุยกันไปจนเสร็จธุระที่เวอร์โนฝากไว้ให้ทำ ก็นำของที่เฟรเกียฝากมามอบให้ แล้วแยกตัวจากไป ถึงแม้ในใจนางจะยังไม่อยากกลับก็ตาม แต่ก็ไม่อยากอยู่นานจนทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัด แม้แต่ศิลาแกร่งก็ไม่อาจต้านการกัดเซาะจากน้ำทะเล วันหนึ่งกำแพงศิลานี้อาจจะพังทลายลงก็เป็นได้



            "อีก 10 วันสินะ… ดูท่าแล้วคงต้องเร่งมือหน่อยแล้ว"



            มิเนอร์วากำลังวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่ศิลาบันทึกข้อมูลได้รายงานไว้ และบ่นพึมพำกับตัวเอง



            "เจ้าหนูอย่ากังวลไป ขอเพียงไปถึงเพลิออนได้อย่างปลอดภัย ทุกสิ่งหลังจากนั้นล้วนง่ายต่อการจัดการ สมบัติของข้า ย่อมต้องมีเพียงข้าที่เป็นเจ้าของ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ"



            เด็กหนุ่มรับคำหันกายจากไป มุ่งหน้าสู่ที่พัก และเรียกรวมตัวประชุมสมาชิกระดับสูง ภายในห้องโถงกว้างขวางที่สร้างขึ้นมาใหม่จากศิลาสวยงาม มิเนอร์วาที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะที่นั่งประธาน กำลังรับฟังรายงานสรุปจากมาร์ตี้ และลูดอฟ แผนงานต่างๆ กำลังไปได้สวย ไม่มีสิ่งใดติดขัด มีเพียงแค่จำนวนเหรียญทองที่ประเมินเอาไว้ว่าจะหมดลง ก่อนที่การก่อสร้างทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ และเวลาที่คาดเอาไว้ว่าจะแล้วเสร็จน่าจะอีกประมาณ 3 ถึง 4 อาทิตย์



            "ในบางครั้งก็มีคนฉวยโอกาส หวังจะก่อกวนสร้างความวุ่นวาย แต่ก็ถูกพวกเราไล่ตะเพิดไปหมดแล้ว ข้าได้กระจายคนของเรา ให้ตรวจตราโดยรอบอย่างต่อเนื่อง หากมีเหตุไม่ปกติใด ย่อมต้องรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว จบการรายงานขอรับ"



            ลูดอฟเอ่ยสรุปปัญหาที่พบเจอทั้งหมด รวมไปถึงวิธีการจัดการ ตัวมันเองยังคงรู้สึกหวั่นเกรงทุกครั้งที่มองตาอีกฝ่าย ราวกับเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตที่เคยพบเจอมา มิเนอร์วาไม่ได้สนใจท่าที หรือปฏิกิริยาตอบสนองของเหล่าผู้อยู่ใต้บัญชา ก้มหน้ามองไปที่มือข้างหนึ่ง ซึ่งมีเหรียญทองกลิ้งไหลควงหมุนพลิกไปมา ภายในจิตใจกำลังชั่งน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ



            "ใช้พื้นที่ว่างเปล่าที่ยังไม่ถูกก่อสร้างเป็นสถานที่จัดงาน แล้วป่าวประกาศออกไปให้ทั่ว อีกสี่วันหลังจากนี้ ซัลวาโตเรแฟมิลี่ของเราจะจัดงานเลี้ยง เตรียมต้อนรับแขกจากขุมอำนาจจำนวนมาก แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถมาร่วมงานได้ ข้าจะใช้เงินก้อนสุดท้ายที่มีในตอนนี้ต้อนรับพวกเขา แล้วพวกเรามาคอยดูกัน พวกเขาเหล่านั้นจะเลือกสิ่งใด ระหว่างเหรียญทองในปัจจุบัน หรือผลตอบแทนในอนาคต"



            มิเนอร์วาเอ่ยสั่งงานให้เหล่าสมาชิกระดับสูงนำไปจัดการ โดยไม่รอให้ผู้ใดได้เอ่ยขัดก็พูดเกี่ยวกับหัวข้อถัดไปแทบจะทันที



            "ในอดีตพวกเจ้าต่างก็อยู่กันคนละกลุ่ม ต่อหน้าข้าอาจจะสามัคคีกัน แต่อย่าคิดว่าลับหลังข้าจะไม่รู้เห็นสิ่งใด การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มคนหมู่มากต้องมีการจัดลำดับ มีความชัดเจนเพื่อง่ายต่อการสั่งการ และปฏิบัติตาม มาร์ตี้ ลูดอฟพวกเจ้ามานี่"



            มิเนอร์วาหันหน้าไปมองลูกน้องทั้งสองของตนและเอ่ยเรียก ทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธ รีบเดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังซ้ายขวาอย่างกระตือรือร้น สายตาทั้งสองคู่แฝงไว้ด้วยแววประจบประแจง ฉับพลันเบื้องหน้ามิเนอร์วาก็มีกระดานหมากรุกพร้อมหมากเบี้ย ที่ได้ถูกจัดไว้แล้วปรากฏขึ้น เด็กหนุ่มหันมองไปรอบตัว และสุ่มเลือกหนึ่งในสมาชิกระดับสูงออกมาด้วยการชี้คาง เป็นนัยให้อีกฝ่ายมาเล่นหมากรุกด้วย แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าขัดหรือตั้งข้อสงสัยไม่มีแม้แต่หนึ่งคำถามที่กล้าเปล่งเสียงถามออกมา



            "กับคนธรรมดาที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง และทำงานให้พวกเรา ข้าให้พวกเขาแทนตัวเบี้ย…"



            มิเนอร์วาเดินหมากแรกออกไป ท่ามกลางสายตาที่ยังคงงุนงงสงสัยของเหล่าสมาชิกระดับสูงที่จ้องมองมา ฝ่ายตรงข้ามไม่เสียเวลาคิดนานก็เดินหมากรับแบบที่เคยเดิน มิเนอร์วาเองก็ขยับมือจับหมากแถวหลังที่มีหัวเป็นรูปม้าเช่นกัน



            "กองทัพที่สามารถบุกตะลุยรบให้ข้าไปสิบทิศ ย่อมไม่อาจขาดอัศวินผู้กล้า จะมีการก่อตั้งหน่วยจู่โจมทั้งสิบขึ้น สมาชิกทุกคนภายในหน่วยจู่โจมแต่ละหน่วยเหล่านี้ จะถูกเรียกว่า… 'โซลดาโต้' ข้าให้พวกเขาแทนอัศวิน"



            สมาชิกระดับสูงทุกคนล้วนได้รับการอบรม มีการสอนวิชาภาษาศาสตร์โดยมีมาร์ตี้เป็นผู้สอน ถึงแม้มันมักจะเดินเข้ามาถามมิเนอร์วาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็นับเป็นคนฉลาดผู้หนึ่งที่เรียนรู้ได้ไว หมากบนกระดานยังคงถูกเดินบุก และย้ายรับสลับกันไปมา



            "ผู้ที่จะนำบัญชาแห่งข้า แผ่ขยายปกครองทั่วหน่วยทั้งสิบ จะถูกเรียกว่า… 'คาโปเดชินา' และคาโปเดชินาที่ถูกเลือกทั้งสิบคนนี้ จะเป็นผู้ถือหอกทั้งสิบของข้า ข้าให้พวกเขาแทนบิชอป"



            ทหารม้าตัวหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามเผลอตัวกินเบี้ยล่อของมิเนอร์วา ถูกบิชอปที่จ้องรออยู่แล้วเตะออกจากกระดาน สมาชิกระดับสูงเบื้องหน้าขมวดคิ้ว ขบคิดถึงหมากเดินตาต่อไป ทั้งคู่ต่างเดินหมากตามความคิดของตนเอง โดยมีผู้ชมที่กำลังพยายามจดจำ และคิดตาม



            "มาร์ตี้… เจ้าถือหอกแห่งโชคลาภ ควบคุมธุรกิจ และกิจการทั้งหมดของซัลวาโตเรแฟมิลี่… ส่วนเจ้าลูดอฟ ถือหอกแห่งการปกป้อง ควบคุมดูแลลาดตระเวน คอยเป็นโล่ปกป้องผู้คนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเรา อย่าให้พวกเขาเหล่านั้นต้องพบเจอกับอันตราย เป็นผู้พิทักษ์แห่งซัลวาโตเร พวกเจ้าทำได้หรือไม่?"



            "ได้ขอรับ ลูกพี่!"



            ทั้งสองคนรับคำอย่างหนักแน่น พร้อมกันนั้นภายในจิตใจก็หมายมั่นว่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่อีกฝ่าย ตอบแทนความไว้วางใจนี้ที่เด็กหนุ่มได้มอบให้



            "เมื่อหอกทั้งสิบถูกรวบรวมจนครบ กองทัพของข้ายังต้องการแม่ทัพผู้ที่สามารถบงการหอกทั้งสิบแทนข้าได้ แม่ทัพผู้นี้จะถูกเรียกว่า… 'คาโปบัสโตเน' ข้าให้เขาคนนั้นแทนควีน"



            มิเนอร์วายังคงพูดทุกครั้งที่จับหมากชนิดใหม่แล้วก็เงียบไป ในขณะนี้ถึงตามิเนอร์วาเดิน แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ไม่ยอมเดินสักที ครุ่นคิดจนผู้คนทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมได้แต่เงียบเสียง ไม่กล้ารบกวนสมาธิอีกฝ่าย หากมองทั่วกระดานหมากรุกขาวดำนี้ยังคงเหลือคิง และรูคที่ยังไม่ได้กล่าวออกมา เป็นที่แน่นอนว่าคิงนั้นต้องแทนตัวเด็กหนุ่ม สถานะนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้หากมิเนอร์วายังคงมีชีวิตอยู่ ยกเว้นเสียว่าจะตั้งใจยกให้ผู้อื่นเอง และยังคงเป็นลูดอฟที่ความอดทนค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถทนต่อไปได้จึงเอ่ยถามขึ้นเสียงเบา



            "ลูกพี่… แล้วรูคคือสิ่งใดกัน?"



            ตัวมันรู้เกี่ยวกับคิงแต่ยังคงสงสัยในตัวรูคว่าหมายความเช่นไร ตัวมันเดิมทีก็ใช้กำลังนำสมองอยู่แล้วจึงลงเอยเช่นนี้ และราวกับได้จุดประกายความคิดของเด็กหนุ่ม มิเนอร์วาจึงยกมือซ้ายขึ้นค้างไว้กางนิ้วออก และยังคงเป็นลูดอฟที่รู้งาน รีบก้มหัวล้านใสนั้นลงด้วยความเศร้าสร้อย ที่ตัวมันรู้สึกเศร้าเป็นเพราะพึ่งนึกขึ้นได้ ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ความคิดอยู่ และมันดันไปขัดความคิดนั้น จึงต้องโดนทำโทษ มันหลับตาสนิทเตรียมใจรอรับฝ่ามือ แต่ก็ต้องประหลาดใจที่มิเนอร์วาไม่ได้ตบลงมา



            กลับกลายเป็นการลูบไล้ที่อ่อนโยนแทนเสียได้ แม้แต่ตัวมันเองยังเผลอตัวคิด ว่าการโดนลูบแบบนี้ก็รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ช่างมีความสุขที่ได้ถูกลูบอยู่แบบนี้ มิเนอร์วานำมือซ้ายข้างเดิม ลากรูคที่มุมกระดานซ้ายมือย้ายไปยังช่องแถวกลางกระดาน ดักทางม้าที่เหลือเพียงตัวเดียวของอีกฝ่าย



            "รูค คือทัพเรือคอยส่งเสริมข้าอย่างไรเล่า! เพียงหนึ่งคนต้องสามารถรบได้เสมือนหนึ่งกองทัพ แม้ไม่สามารถมีผู้คนนับร้อยพันใต้บังคับ แต่เขาจะไปกับข้าในทุกสถานที่ คอยให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ข้า ทำให้ข้าได้เดินอย่างถูกต้อง และถอยหลังอย่างปลอดภัย ซื่อตรงดังตาเดินของรูคตัวนี้ ข้าเรียกเขาผู้นี้ว่า… 'คอนซีเยเร' ช่างเหมาะสมกับตัวรูค"



            สงครามกระดานนี้เดินทางมาไกลแล้ว ใกล้จะถึงจุดจบ เพียงอีก 5 ตาเดิน มิเนอร์วาก็คีบควีนกระโดดไปยังช่องสีดำช่องหนึ่ง



            "Scacco… matto"



            มิเนอร์วาเอ่ยรุกฆาตเสียงเรียบ มองดูอีกฝ่ายที่ยังงงกับตัวเองว่าเดินพลาดตาไหนไป มิเนอร์วาใช้มือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบ 'คิง' ของตัวเองขึ้นมาจ้องมองและเล่าถึงความหมายของคิงต่อไป วางรากฐานอันจะเป็นสิ่งรองรับความยิ่งใหญ่ และรับรองในรุ่งโรจน์ของซัลวาโตเรแฟมิลี่



            "และสุดท้าย… 'ดอนหรือบอส' เรียกขานแทนตัวว่าคิง ผู้ที่จะนำซัลวาโตเรให้ไปสู่ความรุ่งโรจน์ ปกครองทั้งครอบครัวให้ปลอดภัย ตัวข้ามิเนอร์วาจะเป็นดอนให้พวกเจ้าเอง"



            เด็กหนุ่มพักหายใจสักครู่แล้วกวาดตามองไปรอบห้อง



            "มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่?"



            หลังหารือกันต่ออีกเล็กน้อย เมื่อจบการประชุม มิเนอร์วาก็ปลีกตัวแยกออกมาทันที โดยได้กำชับมาร์ตี้และลูดอฟเอาไว้ ห้ามไม่ให้ผู้ใดมารบกวน หากจำเป็นจริงๆ ก็ให้อีกฝ่ายรอสัก 6 วัน เด็กหนุ่มเริ่มต้นผสมสมุนไพรสร้างตัวยา จากนั้นจึงหลอมขึ้นมาเป็นโอสถเม็ดหนึ่ง และกลืนลงท้องในทันทีที่หลอมเสร็จ



            ตรวนสยบอารมณ์… นั่นคือชื่อของโอสถเม็ดนี้ เม็ดยากำลังละลายช้าๆ และถูกดูดซับทีละน้อย ห้วงอารมณ์มากมายเริ่มถูกจองจำ ความอยากทั้งหลายต่างก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ไร้ปรารถนา ไร้กระหายอยาก ราวกับร่างกายอยู่ในสภาวะจำศีล โดยที่สติยังคงอยู่ นี่คือเม็ดยาที่ใช้สำหรับกักตัวในช่วงเวลาสำคัญ มีฤทธิ์อ่อนที่สุดแล้วในบรรดาสูตรโอสถมากมายที่แอสคลีเพียสมี



            มิเนอร์วาเดินไปที่เตียงนอน หยิบถั่วแห่งกาลเวลาทั้งหมดสิบเม็ดโยนเข้าปาก กลืนกินลงคอไปอย่างไม่ลังเลแล้วนอนหลับตาลง จิตใจสงบนิ่งเฝ้าสังเกตการณ์ สำรวจดูพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่ปะทุออกมาจากถั่วเม็ดเล็กทั้งสิบ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ห้วงจิตล้วนขาวโพลนไร้สีอื่นอีก ร่างกายที่นอนอยู่กำลังขยายขนาด แขนขาเริ่มยาวขึ้น เส้นผมและหนวดเคราต่างก็ยาวขึ้นทีละน้อย แต่แล้วก็ราวกับมีหลุมดำปรากฏขึ้นไม่ไกล มันดูดแสงสีขาวนี้เข้าไปทีละน้อยเผยให้เห็นแสงสามสีที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลัง



            แสงสีขาวกำลังยื้อฉุดตัวเองออกจากการถูกกลืนกิน แต่ผมว่าหลุมดำก็ยังไม่ยอมหยุดการกระทำ ยังคงดูดกลืนทีละน้อยอย่างไม่เร่งรีบ ผ่านไปแล้ว 3 วัน ใน 3 วันที่ผ่านมานี้ มิเนอร์วาได้สติกลับคืนมาแล้ว หลุมดำได้ดูดกลืนแสงขาวมาแล้วกว่าสี่ส่วน ผลึกแก่นสามสีที่ถูกเรียกว่าเป็นแก่นแห่งปราชญ์ ส่องแสงระยิบระยับเปล่งประกาย ในวันที่ 4 ราวกับการยื้อแย่งนี้ใกล้จบลง ความเร็วในการดูดซับของหลุมดำกำลังเร็วมากขึ้น เสมือนแสงขาวนั้นไร้กำลังจะต้านทาน



            'แปดส่วนแล้ว…'



            มิเนอร์วากำลังใช้สติจดจ่อกับภาพตรงหน้า เฝ้ารอดูผลึกแก่นแห่งปราชญ์ที่ส่องแสงเจิดจ้า เด็กหนุ่มสัมผัสได้ทันทีว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่แสงขาวนี้หายไปจนหมด ท่อลำเลียงมหาสมุทรความรู้ที่ในอดีตถูกดูดซับถ่ายเท จนแม้แต่ตอนนี้ก็ยังซึมซับไม่หมดนั้น จะเกิดการขยายตัวและเพิ่มอัตราการโอนถ่ายอย่างแน่นอน มวลความรู้มหาศาลจะถูกร่างกายตนเองกลืนกินใช้งาน แสงแห่งความคาดหวังปรากฏขึ้นในห้วงสติของเด็กหนุ่ม และในคืนวันเดียวกันนั้นเอง แสงสีขาวก็ได้ถูกดูดไปจนหมดสิ้นไม่อาจสัมผัสได้อีก แม้แต่หลุมดำจอมตะกละเองก็หายไป



            เพียงชั่วพริบตาสัมผัสวิญญาณก็รู้สึกราวกับได้รับการเติมเต็ม จากส่วนที่ขาดหาย อายุขัย 5 ปีถูกย้ายถ่ายกลับมายังที่ที่เคยจากไป ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับลง ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง ร่างกายที่นอนไม่ได้สติเปลี่ยนขนาดทางกายภาพเป็นครั้งสุดท้าย มวลความรู้มหาศาลที่โดยปกติต้องใช้เวลานานในการย่อยหลายปี ก็สามารถดูดซับไปได้จนหมดเกลี้ยง ถั่วแห่งกาลเวลา 10 เม็ดได้มอบกาลเวลา 5 ปีให้ภายในเวลาเพียง 5 วัน



            เสมือนทะเลทรายแห้งผากได้ซึมซับ โอบอุ้มหยดพิรุณที่ตกลงมาไม่มีหยุด ยิ่งตกลงมายิ่งถูกซึมหายลงไป แก่นแห่งปราชญ์ส่องแสงสามสีสว่างไสวไปทั่วทั้งสิบทิศ มันขยายขนาดขึ้นมาอีกเกือบหนึ่งเท่าตัว กระบวนการทั้งหมดจบลงในช่วงเช้าของวันที่ 6 มิเนอร์วาลืมตาขึ้นมาใช้สัมผัสวิญญาณกวาดไปทั่วภายในร่าง สังเกตเห็นบงกชสามสี และมังกรสวรรค์อนธการที่กำลังนอนหลับอย่างเกียจคร้าน ทั้งสองยังคงมีรูปร่างลักษณะเดิม



            แต่การเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ชัดที่สุด คือแก่นแห่งปราชญ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และความรู้จำนวนมากที่กำลังแล่นอยู่ในศีรษะ ได้สร้างความปวดร้าวจนเด็กหนุ่มตัวสั่น ต้องใช้สองมือกุมขมับด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เนื่องจากเส้นเลือดในดวงตาเริ่มปริแตก เสียงกัดกรามครางฮือจึงดังออกมาเป็นระยะ พร้อมกับน้ำลายที่ไหลย้อยราวกับคนเสียสติ ส่งเสียงฟู่ฟ่าหอบหายใจ มิเนอร์วาใช้เวลาผจญอยู่กับความทรมานไร้ที่มานี้ นานเกือบ 4 ชั่วโมง จนทุกสิ่งเริ่มยอมสงบลง



            เป็นดั่งทะเลเงียบไร้การกระเพื่อมใด ที่จู่ๆ ก็พบเจอพายุคลั่งสาดซัดให้เจ็บปวด จนกระทั่งมองเห็นท้องนภาสดใสไร้เมฆามืด เมื่อพายุโหมได้มลายสลายไป มิเนอร์วาส่งสัมผัสรับรู้ไปทั่วร่างกายภายนอก ก็ได้พบว่าขณะนี้ทุกสัดส่วนล้วนได้เปลี่ยนไป กลับกลายเป็นร่างชายหนุ่มอายุ 20 ปี ไม่ว่าจะมวลกล้ามเนื้อ สภาพโครงกระดูก หรือลักษณะหน้าตาทุกสิ่งได้เปลี่ยนไป ถึงแม้ใบหน้าจะยังคงมีเค้าโครงคล้ายกับสมัยในอดีต แต่ก็ถือว่าได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย



            แขนขายืดยาวออก ที่ควรยาวก็ยาวจนน่าตกใจ ที่ควรโตก็ใหญ่ล่ำสมภาคภูมิ มัดกล้ามเนื้อในอดีตส่งผลให้ร่างกายในปัจจุบันโตตามไปด้วย นับได้ว่าเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง หลังจากสำรวจจนถ้วนทั่ว มิเนอร์วาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น รับรู้ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับสมองส่วนหน้า จากการคาดเดาของมิเนอร์วานั้น ประเมินได้ว่าความผิดปกติส่วนนี้คงอยู่มานานแล้ว แต่พึ่งถูกสังเกตพบเพราะองค์ความรู้จำนวนมากได้ถูกดูดซับเข้าไป



            "ท่านอาจารย์… หากสมองส่วนหน้า และอมิกดาลาของข้าทำงานผิดปกติ จะส่งผลเสียใดหรือไม่ขอรับ… ข้ารับรู้ได้ว่าพวกมันทำงานผิดปกติ แต่กลับไม่อาจรู้ได้ว่าผิดปกติที่ตรงไหน หรือเกิดจากอะไร…"



            มิเนอร์วาเอ่ยถามแอสคลีเพียสอย่างสงสัย ทันทีที่สติกลับมาอยู่กับความเป็นจริงครบทั้งสิบส่วน สัมผัสวิญญาณของเด็กหนุ่มก็ได้ร้องเตือน ว่าสมองตนเองกำลังมีปัญหาไม่อาจทราบถึงสาเหตุ แม้จะรู้ว่าส่วนไหนของสมองเรียกว่าอะไร แต่กลับไม่อาจล่วงรู้ถึงผลดีผลร้ายที่ตนจะได้รับ เรียกได้ว่าหากดีย่อมส่งเสริม แต่หากร้ายจะกลายเป็นลำบากต้องรีบหาทางรักษา



            "อมิกดาลา... เจ้าคงหมายถึงถั่วแห่งอารมณ์ใช่หรือไม่? ผลเสียทางกายภาพนั้นล้วนไม่มี… หากแต่ไม่ใช่กับจิตปรุงแต่ง"



            แอสคลีเพียสตอบเสียงเรียบ ในห้วงความคิดกำลังรื้อฟื้นถึงข้อมูลในอดีต เกี่ยวกับสิ่งที่ศิษย์เอ่ยถามและเริ่มอธิบายต่อ



            "อย่างที่รู้กันดี มนุษย์เดิมที่มีห้าสัมผัสเป็นพื้นฐานการรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงผลเป็นรูปธรรมจับต้องมองเห็นได้ แต่ถั่วแห่งอารมณ์เม็ดนี้กลับเป็นที่อยู่หลักของสัมผัสที่หก 'จิตปรุงแต่ง' ด้วยความทรงจำรวมไปถึงห้วงอารมณ์ ที่คาบเกี่ยวซึ่งกันและกัน จึงก่อเกิดเป็นดวงจิตที่ว่านี้"



            แอสคลีเพียส จู่ๆ ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เริ่มปรับน้ำเสียงเป็นจริงจัง หวังให้ศิษย์เข้าใจในรายละเอียดเชิงลึก



            "มีสุข…ย่อมมีทุกข์"



            "หากเศร้าโศกถือกำเนิด… จะเกิดเป็นการดีใจ"



            "บังเกิดผู้กล้าหาญ… ผู้ขลาดกลัวย่อมปรากฏ"



            "ผู้ใดมีจิตคิดแค้นฆาต… เขาผู้นั้นก็อาจมีเมตตาธรรม"



            "และยังคงมีอารมณ์อื่นๆ อีกเช่นกัน หากแต่เมื่อใดก็ตาม ที่ถั่วเม็ดนี้ทำงานผิดปกติ ทั่วทั้งสมองของเจ้าจะเกิดการรับรู้ที่ผิดเพี้ยน ดังเช่นกระดุมที่ติดผิดรู เม็ดต่อไปก็จะผิดรูอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นโรคจิตเวชโรคหนึ่ง…"



            "ถั่วแห่งอารมณ์ที่ทำงานผิดพลาด ย่อมหมายถึงจิตปรุงแต่งที่สับสน หากรู้ตัวช้าจะยิ่งถลำลึก ถูกฉุดดึงเข้าสู่ด้านมืดอย่างกู่ไม่กลับ ปัจจัยดังเช่นผู้คนรอบตัว สังคม และการเป็นอยู่… ทั้งหมดล้วนมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อจิตปรุงแต่งของพวกเขา"



            "ข้าคิดว่าตัวข้าเองก็มีนิสัยปกติดี จะเป็นด้านมืดใดกันขอรับ ท่านอาจารย์?"



            มิเนอร์วาเริ่มรู้สึกกังวลบ้างแล้ว ชายหนุ่มที่ภายนอกอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี เริ่มคิดย้อนทบทวน ประเมินตนเองอยู่หลายรอบ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นปกติดี เป็นมนุษย์อย่างที่มนุษย์สมควรเป็น



            "อย่างที่ข้าบอกไป ปัจจัยมากมายล้วนมีผลกระทบต่อจิตปรุงแต่ง แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่เคยสังเกตเห็น หากเจ้าไม่พูดขึ้นมา ยิ่งตัวเจ้าเองยิ่งไม่รู้ คิดไปเองว่านั่นคือปกติ เจ้าเองก็อาจจะไม่ทันได้สังเกต ข้าขอถามเจ้า… กับศัตรูแล้วเจ้ามองพวกเขาด้วยความคิดแบบไหนกัน?"



            เสียงของแอสคลีเพียสที่จริงจังอยู่แล้ว ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นกว่าเดิม มิเนอร์วาประเมินตัวเองรอบหนึ่ง และเอ่ยตอบไปตามตรง



            "กับศัตรูแล้ว หากทำให้กลับใจได้ ข้าย่อมมองว่าเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง แต่หากพวกมันทำข้าแค้นจนต้องอาฆาต เช่นนั้นในสายตาของข้า แม้แต่สัตว์ตัวหนึ่งพวกมันยังไม่สมควรจะได้เป็น ข้ามองพวกมันเป็นเพียงแมลงน่าเกลียดตัวหนึ่ง ล้วนต้องหาวิธีบี้เหยียบให้ตกตาย"



            แอสคลีเพียสนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว เพราะสามารถยืนยันได้แล้วว่าสิ่งที่มันคาดไว้นั้นได้เป็นจริง



            "เฮ้อ… พวกเขาล้วนเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่? ... เจ้าเองก็เป็นมนุษย์ ทุกคนเท่าเทียมกันใช่หรือไม่? ... แล้วผู้ใดกันเป็นคนกำหนดผู้อื่น สามารถตัดสินเป็นตายชีวิตของเขาได้ เจ้า? ... ข้า? ... ทวยเทพ? ... มารปีศาจ? ... หรือพระเจ้า? ..."



            "ไม่เลย… ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินชีวิตผู้อื่นได้อย่างแท้จริง แต่เป็นจิตปรุงแต่งนี้ที่ตัดสิน เช่นนั้นการที่เจ้ามองว่ามนุษย์ผู้หนึ่งว่าเป็นแมลง ต้องล้างสังหารให้สิ้นซาก… สิ่งนี้ก็คือด้านที่มืดดำนั่นเอง หากเจ้าดำดิ่งไปกับมัน สุดท้ายอารมณ์ของเจ้าก็จะผิดเพี้ยน กลายเป็นตัวเลวทรามที่ไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้อีกต่อไป!"

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน