เลขาธิการเฉินเองก็รู้สึกปวดหัวกับหลิวเกาไม่น้อยเขาแค่นเสียงเย็นชา “ไม่ไปก็ได้แต่พรุ่งนี้ฉันจะส่งนายไปดัดสันดานที่ทัณฑสถานแรงงาน”
พอได้ยินคำว่า‘ทัณฑสถานแรงงาน’ หลิวเกาก็พลันสงบเสงี่ยมลงทันทีปิดปากเงียบกริบ
ร่ำลือกันว่าในนั้นมีแต่พวกอันธพาลใจอำมหิต เข้าไปแล้วไม่เพียงต้องทำงานทุกวันยังกินไม่ดีนอนไม่หลับ แถมยังจะโดนซ้อมอีกด้วย
หัวหน้ากองผลิตหลิวจึงดึงเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวไปด้านข้างแล้วพูดเบาๆ ว่า “เรื่องนี้ให้มันจบแค่นี้เถอะเซียวหยวนหมิงก็สั่งสอนหลิวเกาไปบ้างแล้ว หากเรื่องราวลุกลามไปใหญ่โตพวกคุณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอก”
ซูเจียวเจียวตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเห็นด้วย อาหมิงโมโหจนผลักหลิวเกาลงน้ำไปก่อนหน้านี้ก็มีผลกระทบอยู่บ้าง ถ้าหลิวเกาไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ก็คงพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว
สุดท้ายพวกเขาก็เดินออกจากห้องประชุมของกองผลิตจะว่าไปก็เป็นเพียงบ้านดินที่ถูกดัดแปลงมาเป็นห้องประชุมเพื่อใช้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของกองผลิต
ข้างๆเป็นฉางเก็บเสบียงส่วนกลาง
เมื่อก้าวออกมาคุณย่าหลิวก็ตั้งท่าจะหาเรื่องเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวด้วยเพราะเซียวหยวนหมิงไม่เจนจัดในการพูดจา ปากคอไม่เราะร้ายพอซูเจียวเจียวจึงตอบโต้ด้วยคำพูดเพียงเล็กน้อยจนสุดท้ายเธอต้องหุบปาก
คุณย่าหลิวรู้สึกอึดอัดจนอกแทบระเบิดจึงหมายจะระบายอารมณ์ใส่เซียวหยวนซินแทนแต่ไม่คิดเลยว่าเซียวหยวนซินในยามนี้จะไม่ใช่คนเรียบร้อยนุ่มนิ่มเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
“หยวนหยวนก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ของคุณแม่นะคะ! ปกติคุณแม่ก็ลำเอียงอยู่แล้วมีเนื้อก็ให้แต่หลิวเกากิน ดูสิหลิวเกาอ้วนจนตัวจะแตกอยู่แล้ว!หยวนหยวนเกิดมาก็ผอมแห้ง แรงน้อย สุขภาพไม่ดี แต่คุณแม่กลับซ่อนไข่ไม่ให้เธอกินแล้วเอาไปให้หลิวเกากินทั้งหมด!”
“ฉันกับเฉิงเหว่ยทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่อแต้มคะแนนงานสุดท้ายหยวนหยวนก็ได้แต่กินอาหารหยาบ ดื่มโจ๊ก กินหมั่นโถวส่วนหลิวเกากลับได้กินดีอยู่ดี! เรื่องพวกนี้ก็ช่างเถอะแต่วันนี้หยวนหยวนเกือบถูกหลิวเกาทำร้ายจนตาย! แต่คุณแม่กลับบอกให้ฉันอยู่เฉยๆจะลำเอียงก็ต้องมีขีดจำกัดบ้างสิคะ!”
เซียวหยวนซินระบายความโกรธในใจออกมาไม่หยุดหย่อน
คุณย่าหลิวถึงกับงุนงงไม่คิดเลยว่าลูกสะใภ้สี่ที่เคยแต่ยอมคนมาตลอด จะกล้าพูดกับตัวเองแบบนี้!
เธอโกรธจนหน้าเขียวดวงตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลจ้องมองเซียวหยวนซิน “ดี!วันนี้น้องชายของเธอมาแล้ว เธอก็เลยเก่งกล้าขึ้นใช่ไหม? คิดว่าจะสั่งสอนฉันได้แล้วเหรอ?บ้านนี้ฉันเป็นคนคุม คำพูดของฉันย่อมสำคัญที่สุด!”
คุณย่าหลิวพูดไปก็จ้องมองหลิวเฉิงเหว่ยอย่างดุดัน“เจ้าสี่ แกดูแลเมียยังไง? เมียของแกแทบจะขึ้นไปเหยียบบนหัวกบาลแม่แกแล้ว!”
หลิวเฉิงเหว่ยดึงมือเซียวหยวนซิน“ที่รัก ดูสิหยวนหยวนของเราก็ไม่เป็นอะไรแล้วเรื่องนี้วันนี้ให้มันจบแค่นี้เถอะนะ”
เซียวหยวนซินพลันรู้สึกเสียใจจนตาแดงก่ำน้ำตาไหลพราก เธอกอดหลิวหยวนหยวนไว้ในอ้อมแขนแน่น
หลิวหยวนหยวนกอดคอแม่แน่นพอเห็นแม่ร้องไห้ก็ทนไม่ไหว เบะปากร้องไห้ออกมาทันที
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวแค่นเสียงเย็นชา“สะใภ้สี่ แต้มคะแนนงานที่พวกเธอสองสามีภรรยาหามาได้น่ะยังไม่พอกินสำหรับคนสามคนในบ้านเธอเลยด้วยซ้ำเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่คอยจุนเจือพวกเธอมาตลอดแท้ๆ เธอยังไม่รู้จักพออีกเหรอ? อีกอย่าง ใครใช้ให้เธอคลอดเด็กผู้หญิงออกมา ไม่ใช่เด็กผู้ชายกันเล่า?”
ต่างจากเธอคลอดลูกชายเป็นคนแรก ถึงแม้หลังจากนั้นจะคลอดลูกสาวติดกันสองคนแต่ก็ยังถือว่าได้มอบหลานชายคนแรกให้ตระกูลหลิวได้
หลิวเกาหลบอยู่หลังพี่สะใภ้ใหญ่หลิวและคุณย่าหลิวพูดเสียงดัง “ใช่! เด็กผู้หญิงอย่างเธอยังจะกล้าอยากกินเนื้อกินไข่อีก! ฝันไปเถอะ!”
เซียวหยวนซินได้ยินดังนั้นก็จ้องมองหลิวเกาอย่างดุดัน
หลิวเกาเมื่อมีคนหนุนหลังก็ไม่กลัวอีกต่อไป ตะโกนลั่น “เธอก็แค่เด็กผู้หญิงไร้ค่า!ทำไม? คุณจะอยากตีผมเพราะเธออีกเหรอ? ผมเป็นหลานรักของตระกูลหลิวนะ!ลองตีดูสิ? แล้วผมจะให้ปู่กับย่าตีคุณให้ตายไปเลย!ไม่ให้คุณกินข้าวด้วย! อีกอย่างหลิวหยวนหยวนก็ยังสบายดีนี่นา? ไม่ได้เป็นอะไรเลย! ผมต่างหากที่เกือบถูกน้องชายของคุณทำให้จมน้ำ!”
ฟังคำพูดเหลวไหลของคนตระกูลนี้ซูเจียวเจียวรู้สึกเจ็บทั้งหัวใจ ปวดลามไปถึงตับ ไต ไส้ พุง เกิดมาสองภพชาติยังไม่เคยเจอญาติแบบนี้มาก่อน! เปิดปากทีก็เรียกเด็กผู้หญิงว่า‘นางตัวซวย’ หรือไม่ก็ ‘นางคนไร้ค่า’!
แม้ซูเจียวเจียวจะเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ทนไม่ไหวแล้ว เธอกระแทกเสียงใส่คุณย่าหลิวและพี่สะใภ้ใหญ่หลิวทันที“พวกคุณสองคนไม่ใช่ผู้หญิงหรือไง? เปิดปากก็เรียกคนอื่นว่า‘นางตัวซวย’ ‘นางคนไร้ค่า’ ทำยังกับพวกคุณไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นแหละ! ถ้าหยวนหยวนเป็นคนไร้ค่าพวกคุณสองคนก็ยิ่งไร้ค่าเสียกว่า!”
“โดยเฉพาะคุณ ยายแก่สารเลว หลิวหยวนหยวนเป็นหลานสาวของคุณเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณเหมือนกัน! คนตระกูลคุณนี่มันใจดำอำมหิตนัก!”
พูดไปก็รับหลิวหยวนหยวนมาจากมือเซียวหยวนซิน“พวกคุณไม่ต้องการหยวนหยวน แต่ฉันต้องการ!”
เธอส่งยิ้มหวานให้เซียวหยวนซิน“พี่คะ พี่กลับไปกองผลิตฉางซิงกับฉันและอาหมิงเถอะคะพวกเราจะได้ไม่ต้องทนเจอเรื่องบัดซบแบบนี้ที่นี่อีก!”
คุณย่าหลิวถูกซูเจียวเจียวด่าเข้าให้ก็โกรธจนตาแดงก่ำ “เธอว่าอะไรนะ? แน่จริงก็พูดอีกครั้งสิ!”
พูดไปก็พับแขนเสื้อขึ้นทำท่าพร้อมลงไม้ลงมือเต็มที่
เซียวหยวนหมิงยืนตัวสูงสง่าขวางอยู่ด้านหน้าราวกับวีรบุรุษที่ขวางประตู ไม่ว่าศัตรูจะมามากเพียงใดก็ไม่มีใครผ่านไปได้
“อยากจะสู้งั้นเหรอ? ผมพร้อมเสมอ”
เขามองคุณย่าหลิวด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งในน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไว้ด้วยความโกรธที่ไม่ปิดบัง
คุณย่าหลิวกลัวจนหดคอลงทันทีเธอหันไปมองสามีกับลูกชายทั้งสามคนของตัวเองก่อนจะพบว่าไม่มีใครสักคนคิดจะลงมือปกป้องเธอเธอโกรธจนเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุบๆ
พวกไร้ประโยชน์!
ผู้ชายตัวโตสี่คนยังสู้ไอ้เด็กตระกูลเซียวคนเดียวไม่ได้!
คุณปู่หลิวพี่ใหญ่หลิว และพี่รองหลิว ต่างมองเซียวหยวนหมิงด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดต้องบอกว่าไอ้เด็กเซียวหยวนหมิงนี่มันดุร้ายจริงๆ!
พวกเขาสามคนรุมเขายังโดนชกไปตั้งหลายครั้ง!
ก่อนหน้านี้หลิวเฉิงเหว่ยรีบเข้ามาห้ามเลยยังไม่ได้ลงมือ
“ขอบคุณนะคะน้องสะใภ้ แต่ฉันไปไม่ได้หรอก” เซียวหยวนซินมองซูเจียวเจียวแล้วส่ายหน้าแม้เธอจะอยากกลับบ้านเหลือเกิน แต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่มีวันกลับไปได้อีกแล้วเธอแต่งงานออกมาแล้ว ก็เป็นคนของตระกูลหลิวแล้ว
น้องชายก็แต่งงานมีภรรยาน้องชายก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง หากเธอกลับไปพักสักสองสามวันก็คงพอได้แต่ถ้าอยู่นานๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างน้องชายกับน้องสะใภ้
เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอก!
“พี่หยวนซินคะ ฉันรู้ว่าพี่เป็นห่วงอะไรฉันไม่รังเกียจหรอกค่ะถ้าพี่กับหยวนหยวนจะมาอยู่ด้วยกันที่สำคัญอาหมิงก็ไม่ได้เจอพี่นานแล้ววันนี้พี่ก็พาหยวนหยวนไปอยู่กับพวกเราสักสองสามวันก่อน ถือว่าไปพักผ่อนหย่อนใจนะคะ”ซูเจียวเจียวปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
เซียวหยวนหมิงมองซูเจียวเจียวด้วยความซาบซึ้งใจเมื่อครู่เขาก็คิดจะชวนพี่สาวกลับไปอยู่ด้วยกันสองสามวันแต่กลัวซูเจียวเจียวจะไม่เห็นด้วย จึงไม่กล้าพูดไม่คิดเลยว่าซูเจียวเจียวจะเข้าใจและเสนอขึ้นมาเอง
เซียวหยวนซินเงยหน้าขึ้นก็เห็นสายตาที่ร้อนแรงและเป็นห่วงของน้องชายเธอก็พยักหน้าอย่างไม่ตั้งใจ “ได้ค่ะ”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวพูดประชดประชัน“ช่วงนี้ในกองผลิตงานยุ่งจะตาย เธอยังจะคิดไปเที่ยวอีกเหรอ? งานบ้านกองเป็นภูเขาไม่ต้องทำหรือไง? เสื้อผ้าไม่ต้องซักหรือไง?ข้าวไม่ต้องหุงหรือไง?”