บทที่ 31 เรียกอาเก้า! เบียดหน่อยก็นั่งได้
"ใช่ เป็ของที่ผู้พิทักษ์แห่งเลี่ยเฟิงถังสกุลจั่วมอบให้ข้าพอดี"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า
เพื่อแต้มสำนัก เขาจึงต้องเล่าเื่นี้ออกไป แต่เื่ที่สองคนนั้นข่มขู่เขา เขายังคงตัดสินใจปิดบังเอาไว้
‘ท่านปู่เคยกล่าวไว้ ว่าการเป็คนควรเหลือทางไว้บ้าง เพื่อวันหน้าจะได้พบกันอีก’
สวี่ไท่ผิงคิดในใจ
"นี่เป็ยันต์สื่อสารธรรมดา ไม่สามารถส่งเสียงได้..."
หลิ่วซงซานรับยันต์มาดู ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือด หัวของเขาะเิออกด้วยเสียงอื้ออึง
ในฐานะเ้าสำนักศาลาซีเฟิงมานานหลายปี เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรกับกลเม็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูกน้องพวกนี้ ยันต์ประเภทนี้ส่งข่าวสารได้อย่างเดียวแต่ส่งเสียงไม่ได้ ส่วนใหญ่ลูกน้องใช้เพื่อเรียกค่าไถ่จากลูกศิษย์นอกสำนักพวกนั้น!
"ยังยืนงงอยู่ทำไม จ่ายเงินสิ!"
สายตาเ็าของอาเก้าวาดผ่านหลิ่วซงซานและสวี่โหย่วจื้อ
"ชะ...ใช่ครับ!"
หลิ่วซงซานไม่พูดมากความ ควักถุงแต้มสำนักวางบนโต๊ะทันที จากนั้นจ้องมองสวี่โหย่วจื้อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างดุดัน
ตอนนี้สวี่โหย่วจื้อยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เหงื่อเม็ดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาจากหน้าผากราวกับสายฝน ทั้งตัวเขาตกอยู่ในสภาวะนิ่ง
"อย่ายืนงงอยู่เลย พอดียันต์นี้เป็ของที่จั่วจวีให้มา น่าจะแจ้งเขาได้"
อาเก้ากล่าวเสียงเ็า
"พี่จั่วจวีกับพี่โจวกู่ทั้งสองใจดีมาก พวกเขากลัวว่าข้าจะเจอิญญาร้าย จึงมอบยันต์สื่อสารนี้ให้ข้าโดยเฉพาะ"
สวี่ไท่ผิงแสร้งทำตัวเป็คนดีให้ถึงที่สุด จึงเอ่ยชมจั่วจวีกับโจวกู่ไปด้วย
แต่เขาไม่รู้เลย ว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เต่าแก่พันปี พวกเขาเดาพฤติกรรมของจั่วจวีและโจวกู่ในวันนั้นได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว
"ไท่ผิงน้อย เ้าพูดแบบนี้ พวกเราควรเชิญสองคนนี้มากินมื้อเย็นด้วยกันอย่างยิ่ง เร็วเข้า เร็วเข้า หลิ่วซงซาน เ้าอย่าชักช้า รีบไปเรียกพวกเขามาเร็ว!"
อาเก้ากระตุ้นอย่างไม่อดทน
"ได้ ได้ ข้า...ข้าจะไปเรียกพวกเขาเดี๋ยวนี้..."
หลิ่วซงซานอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา รีบเดินไปที่ประตูด้านนอกเพื่อเรียกใช้ยันต์นั้น
...
เพียงครู่
"เด็กน้อย ในที่สุดเ้าก็คิดได้แล้วสินะ?"
"ปล่อยให้ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าถึงยอมเรียกพวกข้า กลัวว่าจะทนทุกข์ทรมานมามากแล้วสินะ? รู้อย่างนี้ั้แ่แรก จะดื้อด้านไปทำไม!"
อาเก้าและสวี่ไท่ผิงที่กำลังกินแกะย่างห่อใบโหระพา รวมถึงสวี่โหย่วจื้อและหลิ่วซงซานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าขยับตะเกียบ เมื่อได้ยินเสียงะโสองเสียงจากนอกลาน
"นี่คือ...พวกเขาสองคน?"
ในปากอาเก้าเต็มไปด้วยเนื้อ พลางใช้ตะเกียบชี้ไปที่ด้านนอกบ้าน
"ข้าจะไปเปิดประตูเอง!"
หลิ่วซงซานและสวีโหยวจื้อที่เหงื่อท่วมตัวลุกขึ้นยืนและพูดพร้อมกัน
พวกเขาไม่อาจปล่อยให้สองคนข้างนอกนั่นเปิดปากพูดอีกได้แล้ว!
......
ด้านนอกลาน
"คนอยู่ไหน? เปิดประตู!"
"รีบเปิดประตู!"
ปัง ปัง ปัง!
เพราะไม่มีใครมาเปิดประตูสักที จั่วจวีกับโจวกู่จึงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงโกรธ โจวกู่ถึงกับเริ่มเตะประตูแล้ว
"พี่ใหญ่จวี ไอ้หนุ่มคงไม่ได้จะกำลังหลอกพวกเราอยู่หรอกนะ?"
โจวกู่มองไปทางจั่วจวีที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาระแวดระวังเล็กน้อย
"มันกล้ารึ!" จั่วจวีแค่นหัวเราะ "ที่นี่เป็อาณาเขตของพวกข้าสองพี่น้อง ถึงแม้จะเป็ประมุขสวีหรือประมุขหลิ่ว พอเจอพวกข้าสองคนยังต้องก้มหัวให้"
ปัง!
พอจั่วจวีพูดจบ ประตูลานเล็ก ๆ ก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
"นับว่าเ้าหนุ่มยังพอรู้จักกาลเทศะ...หลิว...ท่านหลิว...ท่านสวี?!"
โจวกู่พูดได้แค่ครึ่งทางก็หยุดชะงัก
เมื่อพวกเขาเห็นหลิ่วซงซานกับสวีโหยวจื้อยืนคู่กัน สายตาจ้องมองมาที่โจวกู่กับจั่วจวีด้วยใบหน้าเ็า ดวงตาเต็มไปด้วยไฟโทสะที่พวยพุ่ง
"ท่าน...ท่านทั้งสอง ทำไม...ทำไมถึงอยู่ที่นี่?"
จั่วจวีที่ตื่นจากภวังค์ถามทั้งสองด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
"พวกเ้ายังยืนเกะกะอยู่ที่ประตูทำไม? รีบเข้ามา อาหารจะเย็นชืดหมดแล้ว"
ไม่ทันที่หลิ่วซงซานกับสวีโหยวจื้อจะตอบ จู่ ๆ ก็มีเสียงฝืนทนของอาเก้าดังมาจากในห้อง
"มาแล้วท่านอาเก้า!"
"กำลังจะไปแล้ว!"
หลิ่วซงซานกับสวีโหยวจื้อเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกัน ประหนึ่งฤดูหนาวแปรเปลี่ยนเป็ฤดูใบไม้ผลิในพริบตา เขาหันหน้ายิ้มแย้มมองไปทางด้านในลาน
แต่เมื่อทั้งสองหันกลับมามองจั่วจวีกับโจวกู่ สีหน้าก็กลับไปเป็ฤดูหนาวอีกครั้ง
"รีบเข้ามา!"
หลิ่วซงซานจ้องมองทั้งสองคนก่อน จากนั้นตวาดใส่ด้วยน้ำเสียงห้วน
"ขอรับ!"
ตอนนี้จั่วจวีกับโจวกู่ใจนหน้าซีดเผือด"
แม้พวกเขาจะโง่เขลาเพียงใด ก็ยังมองออกว่าในเวลานี้ ภายในลานเล็ก ๆ มีผู้ที่แม้แต่หลิ่วซงซานและสวีโหยวจื้อยังต้องยิ้มเอาใจ
...
"ท่าน...ท่าน...ท่านอาจารย์..."
เพียงแค่เห็นท่านอาเก้า ขาของจั่วจวีและโจวกู่ก็อ่อนแรง ปากตะกุกตะกักพูดไม่ออก เหงื่อท่วมหัวยืนอยู่ที่ประตู
"เรียกท่านอาเก้าสิ!"
สวี่โหยวจื้อเตะจั่วจวีและโจวกู่อย่างแรง
"ท่านอาเก้า!"
"ขอคารวะท่านออาเก้า!"
ทั้งสองถูกสวี่โหยวจื้อเตะเรียกสติ รีบเข้าไปคารวะท่านอาเก้า
"ไม่ต้องยืนแล้ว รีบนั่งลงเถอะ"
ท่านอาเก้าไม่แม้แต่จะมองทั้งสองสักนิดเดียว ทำเพียงแค่ชี้ไปที่ตำแหน่งของหลิ่วซงซานและสวี่โหยวจื้อ บอกให้ทั้งสองนั่งลง
"นี่..."
หลิ่วซงซานและสวี่โหยวจื้อเดิมทีก็นั่งชิดกันอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้เพิ่มจั่วจวีและโจวกู่เข้ามา ก็ต้องนั่งยิ่งเบียดกันแน่นขนัด
"ท่าน ท่านอาเก้า ไม่ ไม่เป็ไร พวกข้าสองคนยืนรออยู่ข้าง ๆ ก็ได้นะขอรับ"
จั่วจวีมองไปที่หลิ่วซงซานที่ถูกเบียดจนเหงื่อท่วมหัว จึงรีบเสนอขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก
"อ้าว เบียดกันหน่อยสิ เบียดกันหน่อย ก็นั่งได้อยู่แล้ว"
น้ำเสียงของอาเก้ากลายเป็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
"เ้าพูดอะไรของเ้า รีบนั่งให้ดี ๆ ที่ว่างเยอะขนาดนี้ ยังไม่พอให้เ้านั่งอีกหรือ"
หลิ่วซงซานจ้องมองจั่วจวีอย่างโกรธเคือง
"ขอรับ! ขอรับ!"
จั่วจวีรีบนั่งลงข้าง ๆ หลิ่วซงซานอย่างว่าง่าย และไม่พูดอะไรอีก เพียงชั่วครู่เดียวเสื้อผ้าก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
"พวกนี้ไปทำอะไรให้ท่านอาเก้าโกรธหรือ"
"ถึงขนาดทำให้ประมุขหลิ่วกลัวขนาดนี้ ฐานะของท่านอาเก้าผู้นี้คงไม่ธรรมดาสินะ หรือว่าจะเป็ระดับเดียวกับผู้าุโเฮยหลง"
พอมองไปที่สี่คนที่นั่งเบียดกันแน่นอยู่ฝั่งตรงข้าม สวี่ไท่ผิงก็รู้สึกขบขันไปด้วย และเริ่มสงสัยขึ้นมา
‘ช่างเถอะ ความแค้นของพวกผู้ใหญ่ ข้าเป็เพียงศิษย์ภายนอกตัวเล็ก ๆ ก็ไม่ควรไปยุ่งด้วย ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครเลยที่ข้าจะไปทำให้ขุ่นเคืองได้’
สวี่ไท่ผิงคิดไม่ออก จึงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
...
กินไปจนถึงยามเย็น อาหารมื้อนี้จึงจบลง
ต้องยอมรับ ว่าปริมาณการกินของท่านอาเก้านั้นมากจริง ๆ ระหว่างนั้นสวี่ไท่ผิงต้องสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายจาน ถึงจะทำให้ท่านอาเก้าอิ่มจนพอใจ
"โชคดีที่ได้รับเงินมา ไม่อย่างนั้นมื้อนี้ ข้าคงขาดทุนหนักแน่ ๆ"
สวี่ไท่ผิงมองโต๊ะอาหารที่เกลื่อนกลาดไปด้วยจานชาม พลางคิดในใจด้วยความโล่งอก