บทที่ 102
หลังจากทานอาหารแล้ว นทีก็ควบมอเตอร์ไซค์ของตัวเองมุ่งหน้าต่อไปยังหมู่บ้านที่เขาเคยอยู่ บรรยากาศทุกอย่างมันเหมือนเดิม ลมอ่อนที่โบกสะบัดทุ่งข้าวเขียวขจี บ่อน้ำที่มีปลาว่ายหาอาหารมันทำให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นทีเลือกที่จะขับมายังตำแหน่งที่เคยเป็นบ้านของเขามาก่อน แน่นอนว่าด้วยตัวของหมู่บ้านที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมันจึงใช้เวลาไม่นานเท่าไรนัก เขายืนอยู่ที่ดินตรงบ้านหลังเก่า ที่ตอนนี้มันเป็นทุ่งหญ้ากว้างมีวัวกินหญ้าอยู่หลายตัว ชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงที่ได้เห็นนทีก็เดินเข้ามาทัก และคนนั้นก็คือนวล และแม่จันนั่นเอง“พ่อหนุ่มเห็นมองที่ดินตรงนี้อยู่นานแล้ว สนใจจะซื้ออย่างนั้นเหรอ” แม่จันเอ่ยถามออกมา นทีมองไปยังทั้งสองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเป็นกันเอง“ใช่แล้วครับคุณป้า.. ผมสนใจที่จะซื้อที่ดิน หาทำเลทำบ้านสักหลังหนึ่งอยู่น่ะครับ ไม่ทราบว่าพอรู้จักกับเจ้าของที่ดินผืนนี้ไหมครับ” นทีเอ่ย และมันทำให้แม่จันตาเป็นประกายในทันที“ถามได้ถูกคนแล้ว ป้าเป็นเจ้าของที่ดินนี้เองจ้ะ... ป้านี่เสียมารยาทจริงๆ ป้าชื่อจัน ส่วนนี่ลูกสาวป้าชื่อนวลนะ.. แกเพิ่งจะเรียนจบมัธยมปลายมาไม่กี่วันก่อนนี่เอง ป้าก็กะว่าจะขายที่ดินผืนนี้เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาให้นวลมันอยู่พอดีเลย.. ถ้าพ่อหนุ่มซื้อมันไป ป้าจะขอบใจเธอมากเลย” ป้าจันกล่าวออกมาพร้อมกับลูบหัวของนวลเบาๆ นทีที่เห็นนวลก็นึกถึงวันเก่าๆที่เคยได้ใช้ร่วมกับเธอ นวลไม่ต่างอะไรกับน้องสาวแท้ๆของเขาเลยก็ว่าได้“แล้วคุณป้าจันจะขายที่ผืนนี้เท่าไรเหรอครับ พอมีราคาอยู่ในใจบ้างหรือเปล่า” นทีกล่าวถามไป“ป้าก็ไม่คิดเอาไว้ว่าสักเท่าไร ที่ดินบ้านนอกอย่างนี้มันก็ไม่ได้แพงอะไร... ป้าสามารถขายให้พ่อหนุ่มได้ทั้งหมดเกือบ 10ไร่ ป้าว่าไร่ละ 50,000 บาทพ่อหนุ่มพอจะไหวไหม” ป้าจันคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง เธอต้องมองถึงความจำเป็นในการศึกษาต่อของลูกสาว ว่าต้องใช้ต่อปีเท่าไรถึงจะพอ ถ้าเรียนจริงๆก็สี่ปี ปีละ 100,000 มันก็น่าจะพอกับค่าใช้จ่าย ส่วนอีกแสนที่เหลือเก็บไว้เป็นค่าเทอมที่แยกออกมา“อย่างนั้นเหรอครับ...” นทีเองก็คิดตามเช่นกัน เขาคิดว่านวลควรที่จะใช้เงินเท่าไรต่อเดือน ถ้ารวมค่าหอพักค่าไฟฟ้า และน้ำประปาก็ตกประมาณ 4000 บาท ค่ากินวันละ 150 บาทก็เดือนละ 4500 บาท ไหนจะค่าจุกจิกอีกประมาณ 1000 บาท เดือนเดือนหนึ่งก็ใช้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ปีหนึ่งก็ใช้ทั้งหมด 120000 บาท รวมสี่ปีเงินที่ป้าจันเสนอมาก็คงจะหมดพอดี“พี่ชาย.. ถ้ายังไงหนูสามารถพาพี่ชายลงไปดูพื้นที่ได้นะคะ..” ดวงตาของนวลมันแสดงออกถึงความหวัง หวังที่จะได้เรียนด้วยมรดกผืนดินนี้ นทีที่เห็นก็ยกยิ้มให้กับเธอ ก่อนจะกล่าวขึ้นมา“ผมรู้สึกถูกชะตากับน้องสาวคนนี้ ชื่อนวลซินะ.. ไหนลองบอกมาสิว่าอยากเรียนอะไร” นทีมองไปยังนวลอย่างจริงจัง และเอ่ยถาม“หนูอยากเรียน สัตวแพทย์ค่ะ... แต่เท่าที่หนูรู้มา ค่าเทอมมันค่อนข้างที่จะแพง หนูคงจะเรียนพวกเกษตรอะไรอย่างนี้แทนน่ะค่ะ” นวลตอบกลับมา ในชาติก่อนนวลนั้นอยากเป็นหมอที่ช่วยเหลือคน หรือมันอาจจะไม่มีสิ่งที่เปลี่ยนใจเธอในตอนนี้ แม่จันยังไม่ได้ป่วยเลยไม่มีแรงกระตุ้นน่าจะเป็นเพราะอย่างนั้น นทียิ้มก่อนจะหันไปเอ่ยกับป้าจัน“ป้าจันครับ ผมมีข้อเสนอดีๆ ไม่รู้ว่าป้าสนใจหรือเปล่า...” เมื่อนทีกล่าวออกมาอย่างนั้น มันก็ทำให้ป้าจันสงสัย เธอยังไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มคนนี้ต้องการอะไร “ข้อเสนออะไรเหรอจ๊ะ.. ป้าขอลองฟังดูก่อน..” ป้าจันตอบกลับ ลองฟังดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไร“เห็นว่าน้องนวลอยากจะเรียนสัตวแพทย์ ผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเล่าเรียนให้ทั้งหมดตลอดจนจบปริญญาตรี.. อย่างน้อยก็ประมาณ 5-6 ปี แน่นอนว่ามันเป็นการจ่ายเหมาให้กับทางมหาวิทยาลัย เรื่องที่พักเองก็เช่นกันผมก็จะสนับสนุนค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟให้กับน้องนวลตลอดระยะเวลาที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่...” นทีกล่าวต่อไปเรื่องของหลักสูตรการเรียนที่นวลอยากจะศึกษา ว่าต้องใช้เงินมากขนาดไหน นอกจากนี้ยังมีค่าจุกจิกอีกหลายอย่างเช่นอุปกรณ์การแพทย์ส่วนตัว เสื้อผ้า และหนังสือที่ต้องซื้อ นทีพยายามจะเปิดหลักสูตรให้กับทั้งสองดู แต่ด้วยสัญญาณที่มันไม่เอื้ออำนวยเลยไม่สามารถทำได้ ต่อมาก็พูดถึงเรื่องการเตรียมตัวสอบที่อาจจะต้องจ้างติวเตอร์เพื่อทบทวนหนังสือตั้งแต่ชั้นม.4-ม.6 ซึ่งในชาติที่แล้วเขาก็จ้างให้นวลด้วยเช่นกัน “ถ้าจากการคำนวณของผมไม่ผิดพลาด ค่าใช้จ่ายของนวลตอนนี้ก็ไม่น้อยกว่า 8 แสนบาทเข้าไปแล้วครับ นอกจากนี้แล้วผมสามารถให้เงินสดกับคุณป้าได้สองแสนบาทสำหรับที่ดินผืนนี้.. คุณป้าจันคิดอย่างไรครับ” นทีกล่าวออกมาให้กับทั้งสองฟัง ป้าจัน และนวลก็ต่างคิดตามๆกันไป หลังจากที่ฟังเรื่องค่าใช้จ่ายแล้วนวลก็แทบจะยกเลิกในการเรียนเลยทีเดียว มันแพงเกินไป เธอไม่เคยคิดเลยว่ามันแพงขนาดนี้มาก่อน ด้วยความที่อยู่ห่างไกลความเจริญค่อนข้างมาก การที่จะทำตามความฝันมันเป็นไปไม่ได้เลย ป้าจันมองไปยังลูกสาวของตัวเองที่หน้าซึมๆไป เธอก็อยากให้ลูกอยากเป็นในสิ่งที่อยากเป็น อยากทำในสิ่งที่ต้องการ“มันเป็นข้อเสนอที่ดีมากพ่อหนุ่ม แต่ป้าแค่สงสัยว่าทำไมพ่อหนุ่มถึงให้เรามากขนาดนี้ ทั้งๆที่พ่อหนุ่มเพียงแค่ซื้อที่ดินของเราราคาไม่ถึง 5 แสนบาทก็สามารถได้ผืนดินนี้ไปครอบครองแล้ว แล้วทำไมพ่อหนุ่มถึงให้เรามากขนาดนี้กันล่ะ” ป้าจันถามออกมา ในหัวของเธอตอนนี้กำลังสองจิตสองใจว่าหนึ่งพ่อหนุ่มคนนี้เป็นคนดีจริง หรือแค่มิจฉาชีพที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆนทียิ้มออกมา “ผมรู้ว่าคุณป้าไม่ไว้ใจผม แต่จริงๆแล้วที่ผมซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อที่จะทำบ้านพักตากอากาศน่ะครับ นั่นก็หมายความว่าผมจะไม่ได้เข้าอยู่ตลอดเวลา นานๆก็อาจจะมาสักครั้งหนึ่ง ในระหว่างนั้นผมอยากให้คุณป้าช่วยดูแลบ้านให้กับผมด้วย แน่นอนว่ามีเงินเดือนให้ด้วยนะครับ” “อย่างนี้นี่เอง แต่ป้าก็ยังไม่เห็นเลยว่าพ่อหนุ่มจะมีหลักประกันอะไรให้เรา ว่าพ่อหนุ่มนั้นจะไม่หลอกเราสองแม่ลูก” ป้าจันพยายามมองไปที่ดวงตาของชายหนุ่มเพื่อจับผิด นทีที่ได้ยินก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าป้าจันจะระแวงเขามากขนาดนี้ เขายิ้มแล้วก็ตอบกลับไปอย่างมั่นใจ“นอกจากการกระบวนการทางกฎหมายที่ผมจะเช็น และดำเนินการให้ทุกขั้นตอนนั้น ผมก็มีเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของผม” นทีกล่าวตอบไป พวกเขาคุยเงื่อนไขกันอีกนิดหน่อยเรื่องเช็นสัญญา ทั้งเรื่องซื้อขายที่ดิน การอุปการะ และเรื่องสัญญาจ้าง แน่นอนว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานในการเช็นสัญญาครั้งนี้ กว่าจะเสร็จมันก็เป็นเวลาเย็นๆแล้ว ในตอนแรกนทีคิดว่าจะขับรถไปหาที่พักในตัวเมืองอำเภอที่น่าจะพอมีอยู่บ้าง แต่เมื่อป้าจันรู้อย่างนั้นก็ให้เขามาพักได้ที่บ้านของเธอ เพื่อตอบแทนในหลายๆเรื่อง นทีเองก็ไม่ปฏิเสธเพราะเขาอยากจะคุยเรื่องที่ดินที่เคยเป็นสวนของพ่อแม่ขาในอดีตอีกด้วย ไหนจะเรื่องสร้างบ้านในที่ดินที่เพิ่งจะซื้ออีกด้วย หลังจากที่กินข้าวกินปลาที่นวลเป็นคนทำ ต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน “ดาวตกสวยจริงๆแหะ ....” นทีนั่งอยู่ตรงระเบียงบ้าน บรรยากาศเย็นๆที่ลงตัว และนั่งมองดูดวงดาวอย่างนี้ มันก็ทำให้เขานึกเรื่องเก่าๆที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวที่นี่....