(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 176 จดหมายจากราชินี

    ตอนที่ 176 จดหมายจากราชินี



    ไม่นานหลังจากสไลม์ของท่านไวทเคานต์ได้กินเนื้อตากแห้งเข้าไป หลายสิบชิ้น สีและผิวหนังของมันที่มีสีดำคล้ายกับหิน ก็ค่อยๆ กลับมาสดใส มันกระโดดเด้งไปมาอยู่รอบๆ ตัวของท่านไวทเคานต์

    และแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น เจ้าโปริ่งมีนิสัยเช่นไร สไลม์บริวารที่เป็นมีเศษเสี้ยวพลังประหนึ่งร่างแยกที่ไม่สมบูรณ์

    ก็มีนิสัยที่คล้ายกันดังกับแกะ สไลม์สีเขียวได้กระโดดขึ้นมาบนไหล่ของท่านไวทเคานต์ ก่อนจะหาที่เหมาะ แสร้งทำเป็นนอนจนมั่นใจแล้วว่าตรงบริเวณไหล่ของท่านไวทเคานต์คือจุดที่เหมาะสมแก่การนอน


    มันก็พลันกระโดดปราดข้ามไปยังไหล่ของคุณผู้หญิงและทำแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เพื่อหาที่เหมาะๆ บนไหล่ของเจ้านาย ที่มีทั้งไวทเคานต์นิค คุณผู้หญิงและลูกอีกสองคน จนครบถ้วน


    ก่อนจะทิ้งกายและรับไปบนตักของคุณผู้หญิงที่รักและเอ็นดูต่อเจ้าสไลม์ตนนี้ จนตกหลุมรักมันไปเสียแล้ว



    “ได้หลักฐานของท่านไลท์มาแล้ว งั้นพวกเราก็รีบกลับเข้าเมืองหลวงกันเถอะ ทางที่ดีเอาให้ถึงในบ่ายของวันนี้เลย” ไวทเคานต์นิคได้สั่งเคลื่อนขบวนเพื่อกลับเมืองหลวง ด้วยความเร็วสูงสุด

    ส่วนทางด้านไลท์ที่ได้ตัดการสื่อสารกับทางฝั่งของไวทเคานต์นิคลง ก็ได้กลับไปดูแลฟาร์ม เพื่อเฝ้าดูการเติบโตของปลาที่เขาเพาะเลี้ยงไว้ตามเดิม


    พร้อมกับพบว่า ปลาทุกตัว รวมไปถึงพืชผักสวนครัวที่เขาได้ปลูกไว้ มันเป็นไปอย่างราบรื่น



    ปลาทุกตัวแหวกว่ายและโผล่ขึ้นมากินอาหารตามกำหนดเวลาที่ไลท์ได้วางเอาไว้ แม้ตอนนี้ปลาทั้งหมดจะยังมีขนาดเล็กเท่ากับ นิ้วมือ แต่ผ่านไปอีกสัก 1 เดือนนับจากนี้ ปลาทั้งหมดก็คงจะพร้อมสำหรับเก็บเกี่ยวและรับประทานได้แล้ว


    เพราะด้วยอาหารและน้ำที่ใช้เลี้ยงบ่อปลาและผักทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากเจ้าโปริ่ง รวมไปถึงซื้อหามาจากร้านค้าในระบบ ที่มีคุณสมบัติช่วยให้การเติบโตของปลา แข็งแรงและเติบโตได้เร็วกว่าปกตินั่นเอง



    อันที่จริงไลท์ก็มีความคิดที่จะแบ่งอาหารสัตว์ที่เขาซื้อมาจากระบบให้กับ ฟาร์มของไรอัน ไรเซนและจีน่าด้วยเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่า ในช่วงเวลานี้แต้มร้านค้าในระบบของเขาค่อนข้างฝืดเคือง


    ผนวกกับตอนนี้ ระบบไม่ได้มอบภารกิจใหม่อะไรให้กับเขามาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ไลท์ในตอนนี้รู้สึก เงียบเหงาพอๆ กับร้านอาหารสามเวลาที่ไม่ค่อยมีลูกค้า จนไลท์ต้องหาอะไรอย่างอื่นทำนั้นก็คือหันมาทุ่มเทกับฟาร์มอย่างเต็มที่นั่นเอง

    ไลท์ได้ตรวจสภาพของฟาร์มของเขาไปตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางด้านกลุ่มของท่านไวทเคานต์นิตได้กลับมาถึงเมืองหลวง หลังจากต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านดาราฉายนานนับเดือน


    ซึ่งในทันทีที่ขบวนรถม้าได้ขับเข้ามาจอดเทียบท่าคฤหาสน์หลังใหญ่ของท่านไวทเคานต์ ประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์ก็ถูกเปิดอ้าออกเพื่อเตรียมต้อนรับเจ้าของบ้านในการกลับมา

    โดยมีชายชราในชุดสูทสีดำ ออกมายืนอยู่ด้านหน้าของขบวน พร้อมกับเหล่า สาวใช้รับใช้อีกนับสิบคนที่แต่งกายในชุดเมด ยืนตั้งแถวโค้งคำนับ


    “ท่านไวทเคานต์กลับมาแล้วสินะครับ” พ่อบ้านวัยชรา ได้เดินเข้ามากล่าวทักทายกับไวทเคานต์นิคด้วยถ้อยคำที่สุภาพ

    ก่อนจะหยิบยื่นผ้าชุบน้ำที่เตรียมไว้เช็ดมือส่งให้กับขุนนางวัยกลางคน

    “หลายวันที่ฉันไม่อยู่ คงลำบากพ่อบ้านมากเลยสินะ” ไวทเคานต์นิคอ้าแขนออกข้างหนึ่ง ก่อนจะใช้มือประคองพ่อบ้านวัยชรา กลับเข้าไปในบ้าน ด้วยความให้เกียรติและไม่ถือตัวว่าเป็นเจ้านายเลยสักนิด



    พ่อบ้านคนนี้คือพ่อบ้านที่รับใช้ตระกูลของไวทเคานต์นิคมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ เป็นพี่เลี้ยงกับไวทเคานต์นิคมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่แปลกเลยที่ขุนนางผู้นี้จะรักและเอาใจใส่พ่อบ้านเทียบเท่ากับ พ่อบุตรธรรม



    ครั้นในส่วนของคุณผู้หญิง ที่ก้าวออกจากรถม้า ก็มีเมดอีกจำนวนมากที่คอยให้การดูแล


    แต่ทุกคนก็ต้องผงะ เมื่อพบว่าบนไหล่ของคุณผู้หญิง ได้มีสไลม์ตัวหนึ่งกำลังเกาะกุมอยู่ พร้อมกับกะพริบตามองมาที่พวกเธอ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    “ไม่ต้องตกใจไป สไลม์ตัวนี้คือ สัตว์เลี้ยงของเราเอง นับแต่นี้ขอให้ทุกคนเรียกมันว่า เจ้าโปโกะ ด้วยนะ” คุณผู้หญิงอุ้มเจ้าโปโกะหรือสไลม์ที่มีเศษเสี้ยวพลังของเจ้าโปริ่ง ยื่นไปให้กับเมดได้ทำความรู้จัก


    ทั้งนี้แม้ทุกคนจะมีท่าทีแปลกใจที่จู่ๆ คุณผู้หญิงถึงได้รับสไลม์ สัตว์อสูรชั้นต่ำมาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เมื่อได้เห็นถึงความน่ารักน่าชังของมันที่ดูใสซื่อกันใกล้ๆ เหล่าสาวใช้ก็ต่างพากันหลงรักในความน่าเอ็นดูของเจ้าโปโกะนี้ในทันที


    “คุณผู้หญิงเจ้าค่ะ พอดีมีจดหมายจาก สมาคมแม่บ้านขุนนาง ได้ส่งคำเชิญมาหาคุณผู้หญิงเมื่อเช้านี้เจ้าค่ะ” หนึ่งในสาวใช้คนหนึ่งที่ดูจะมีอายุมากที่สุดในบรรดา เมดทั้งหมดได้ยื่นซองจดหมายสีแดงที่มีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบเจืออ่อนๆ ให้กับคุณผู้หญิง

    โดยด้านบนของซองจดหมายได้ประทับตรา สมาคมแม่บ้านขุนนาง ปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด


    คุณผู้หญิงรับจดหมายมาถือไว้ ก่อนจะส่งให้สาวใช้และองครักษ์ ช่วยกันขนย้ายสัมภาระทั้งหมดเข้าบ้าน ส่วนคนที่จัดการธุระอะไรเสร็จแล้ว ก็ให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามปกติ


    โดยในหมู่องครักษ์และสาวรับใช้ ก็มีหลายคู่ที่ตกแต่งเป็นสามีภรรยากัน ดังนั้นคำสั่งที่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนของคุณผู้หญิงนี้ ก็เหมือนเป็นการปล่อยให้ คู่สามีภรรยาที่ห่างกันไปนานแรมเดือนได้ใช้เวลานี้ ชดเชยเวลาที่ห่างกันนั่นเอง

    และในส่วนของตู้แช่เย็นที่ไลท์เป็นคนมอบให้เป็นของขวัญ ทางด้านของไวทเคานต์นิคหลังจากส่งพ่อบ้านในวัยชรากลับเข้าไปในคฤหาสน์ของตนเองแล้ว ตัวขุนนางก็ได้วกกลับมาขนย้ายตู้นั้นกลับเข้ามาด้านในด้วยตัวเอง โดยที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาช่วยเพราะกลัวว่าจะทำของขวัญที่ไลท์มอบให้เสียหายนั่นเอง



    คุณผู้หญิงและลูกๆ รวมไปถึง โปโกะ เมื่อจัดวางสัมภาระส่วนตัวกันเป็นที่เรียบร้อย ตัวเธอก็เข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำอาบท่าให้ร่างกายสดชื่น เมื่อร่างกายสดชื่นดีแล้วก็ได้กลับมานั่งเปิดอ่านจดหมายจากทางสมาคมแม่บ้านขุนนาง บนโซฟาอันอ่อนนุ่นที่แสนคิดถึง โดยมีเจ้าโปโกะ กระโดดเด้งไปมาเพื่อสำรวจบ้านหลังใหม่ พร้อมกับลูกๆ ของเธอที่กำลังวิ่งไล่จับด้วยความสนุกสนาน



    ‘จดหมายเรียนเชิญ จากสมาคมแม่บ้านขุนนาง ถึงคุณหญิงตระกูลนิคอันสูงส่ง’

    เนื่องด้วย ทางกลุ่มสมาคมแม่บ้านขุนนาง อันมีธรรมเนียมในการจัดงานเลี้ยงประจำเดือนที่จัดขึ้นเป็นประจำ จึงใคร่ขอเรียนเชิญ คุณหญิงจากตระกูลนิคอันสูงส่ง เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้เพื่อสานสัมพันธ์กันภายในกลุ่มให้เหนียวแน่น ลงชื่อ...คุณหญิงจากตระกูลเดอลูน่า



    จดหมายฉบับนี้หากมองจากในมุมของคนภายนอก คงจะมองว่ากลุ่มสมาคมดังกล่าวนี้ คงเป็นงานเลี้ยงเลิศหรู ที่เชิญเฉพาะบรรดาภรรยาของกลุ่มขุนนาง ที่ส่วนใหญ่ของหัวข้อในการสนทนาก็มักจะหนีไม่พ้น การอิจฉาริษยาหรือจิกกัดตามประสาขุนนาง ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นต้น

    แน่นอนว่างานเลี้ยงนี้ก็มี เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งคุณผู้หญิงก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับงานเลี้ยงดังกล่าวเช่นเดียวกัน


    แต่ถึงกระนั้น แม้เธอจะเบื่อหน่าย แต่ก็ใช่ว่าภายในงานเลี้ยงจะมีภรรยาของเหล่าขุนนางที่อวดร่ำรวยอวดรวยไปเสียทุกคน อีกทั้งแม้จะชื่อว่าเป็นสมาคมแม่บ้านขุนนาง หากแต่จริงๆ แล้ว ภายในงานก็ยังเรียนเชิญ สตรีที่มีหน้ามีตาในเมือง นอกเหนือจากกลุ่มภรรยาของขุนนาง มาร่วมงานในฐานะแขกอีกด้วย


    ซึ่งการที่ทางด้านกลุ่มสมาคมแม่บ้านขุนนาง ยินยอมให้มีการเชื้อเชิญ คนนอกเข้ามาในงาน ก็เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง



    โดยทั้งหมดนี้เป็นความคิดของทางด้านราชินี ลีอาห์ เดอ ลูน่า ที่ถือเป็นประธานและคนก่อตั้ง สมาคมกลุ่มแม่บ้านขุนนาง ดังกล่าวขึ้นมา

    ราชินี ลีอาห์ เดอ ลูน่า แต่เดิมที่จัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้น ก็เพื่อที่จะสานสัมพันธ์กับภรรยาของเหล่าขุนนาง ให้เหนียวแน่นและปรองดองต่อกันไว้

    เพราะในหมู่แวดวงขุนนาง อย่างที่รู้กันดีว่า เหล่าขุนนางเองก็มีความชิงดีชิงเด่น แย่งชิงอำนาจกันหนักข้อมากขึ้นทุกวัน การจัดตั้งกลุ่มสมาคมนี้ขึ้นมา ก็เปรียบเสมือนว่า ราชินีลีอาห์ กำลังจับตาดูครอบครัวของพวกเขาอยู่นั่นเอง



    ส่วนในช่วง 1-2ปีหลังๆ มานี่ที่มีการเชื้อเชิญ คนนอกหรือสตรีที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเข้ามาร่วมงานในฐานะแขก ก็เนื่องมาจากการเสียชีวิตของ นางสนมเอกที่ชื่อว่า เอมิลี่ รวมไปถึงการหลบหนีของ เอลล่าและแอล บุตรธิดาและบุตรชายทั้งสองคนของเอมิลี่ ที่ตอนนี้เธอกำลังตามสืบอยู่นั่นเอง



    ราชินีลีอาห์ต้องการที่จะสืบว่าเอลล่าและแอล หนีไปที่ใด มีขุนนางหรือคนนอก ให้การช่วยเหลืออยู่หรือไม่

    และที่สำคัญ เพราะเหตุใด ทำไมถึงได้มีข่าวลือแพร่กระจายในหมู่ขุนนางว่า การเสียชีวิตของนางสนมเอมิลี่ เป็นราชินีลีอาห์หรือตัวเธอ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ไปได้



    ทั้งที่จริงๆ แล้ว เธอกับนางสนมเอมิลี่ คือเพื่อนรักที่ใช่ชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต…!



    ย้อนกลับไปในตอนที่ ราชินีลีอาห์ยังเป็นเพียงเด็กหญิงจากตระกูลดยุกอันสูงศักดิ์ เธอได้ถูกหมั้นหมายกับ เจ้าชายโจเซฟ เดอ ลูน่า แห่งอาณาจักรลูนาเทีย มาตั้งแต่ทั้งสองยังไม่เคยได้เห็นหน้ากันเลยด้วยซ้ำ


    เนื่องด้วยทางพ่อของเธอที่เป็นดยุกแห่งราชวงศ์ ลูนาเทีย อันเป็นพระสหายคนสนิทของพระราชาในตอนนั้น ที่จะหาสตรีอันสูงศักดิ์ให้กับบุตรชายของตนเอง


    ทำให้ทั้งสองตระกูลตกลงที่จะปรองดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน

    และตั้งแต่นั้นมา ลีอาห์ ก็เธอต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ทางครอบครัวของเธอ ขีดเส้นเอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นการร่ำเรียนมารยาท การร่ำเรียนการปกครอง และ วิชาต่างๆ ในห้องหับ ซึ่งที่กล่าวมา มันเป็นเรื่องที่เด็กน้อยอย่างเธอในวัยไม่ถึง 10 ปี จะทนรับไว้หรือเข้าใจได้เลย

    หากแต่ว่า ลีอาห์ กลับผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้มาได้ ด้วยเธอนั้นมีสาวใช้คนหนึ่งที่มีอายุน้อยกว่าเธอ 1 ปี อยู่เคียงข้างมาโดยตลอด ไม่ว่าจะการร่ำเรียนวิชาใดๆ สาวใช้ประจำตัวของเธอก็จะคอยดูแลอยู่ข้างๆ เธอ ไม่ห่างไปไหน

    จนลีอาห์นั้นมองสาวใช้คนนี้เป็นดั่งน้องสาวแท้ๆ ของเธอ น้องสาวผู้ที่มีรอยยิ้มอันสดใส รอยยิ้มที่ทำให้คนรอบๆ ข้างมีความสุข นามว่า ‘เอมิลี่’


    เอมิลี่อยู่กับเคียงข้างเธอในทุกวันเวลา ไม่ว่าจะกิน นอน อาบน้ำ ผลัดผ้า ทั้งสองได้แบ่งปันช่วงเวลาเหล่านั้นมาด้วยกันตลอดเวลา


    จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เธอมีอายุได้ 18 ปี วันที่เจ้าชายหนุ่มรูปงาม คู่หมั้นคู่หมายของเธอ ได้เดินทางมาที่ คฤหาสน์ประจำตระกูลดยุก ผู้ครองแคว้นที่เป็นบ้านของลีอาห์เพื่อพบหน้า ราชินีในอนาคตเป็นครั้งแรก



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน