ขณะที่พวกอู๋เซิ่งได้ฝึกฝนทางด้านอีกสองสำนักเองก็ไม่ต่างกันเหล่าศิษย์ที่ออกไปหาประสบการณ์และปิดด่านฝึกฝนเริ่มออกมาอย่างต่อเนื่องในสำนักเฟยหยางหลังจากเหตุการณ์เมื่อครึ่งปีก่อนผู้อาวุโสและศิษย์จำนวนหนึ่งถูกสังหารโดยอู๋เซิ่งพวกเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้สำนักเฟยเซียงจับผิดได้ว่าเป็นความผิดของพวกเขาที่ลอบสังหารศิษย์สืบทอดของเมี่ยวอิงเยว่
“เป็นอย่างไรบ้างสายข่าวของเรารายงานอะไรมาบ้างไหม”ประมุขสำนักเฟยเซียงนามเหลียนอี้มองไปยังผู้อาวุโสตรงหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
“เรียนท่านประมุขครึ่งปีมานี้สายของเราไร้การเคลื่อนไหวข้าเกรงว่าจะถูกจับได้หรือไม่ก็ตกตายไปแล้ว”
“ชิไม่ได้เรื่อง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าสำนักเฟยเซียงตอนนี้อ่อนแอลงมากแล้วทางด้านสำนักอสูรละ”
“ทางด้านสำนักอสูรมีรายงานมาว่าปีนี้มีอัจฉริยะของตระกูลซางที่โดดเด่นและมีชายหนุ่มอีกคนอีกคนที่ไม่รู้ที่มาโดดเด่นยิ่งกว่าตอนนี้พลังของชายหนุ่มคนนั้นถึงระดับวิญญาณขั้นกลางแล้ว”
“ไม่มีที่มางั้นเหรอแบบนี้มันแปลกมากหรือว่าจะมีคนจากแดนวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องไม่สิด้วยกฎของจ้าวดินแดนพวกเขาไม่น่าจะยื่นมือเข้ามาหรือว่าลิทธิปีศาจ”เหยียนอี้ขมวดคิ้วแน่น
“ข้าเองก็ไม่ทราบเพราะจากที่สายรายงานบอกการจะเข้าใกล้ศิษย์คนนี้ยากมาก แต่ศิษย์คนนี้มีสามารถในการสยบสัตว์อสูรที่น่าเหลือเชื่อและเขายังทำสัญญากับอสูรมังกรปฐพีอีกด้วย”
“ดูท่าปีนี้พวกเราจะต้องให้ความสนใจสำนักอสูรแล้วส่วนเฟยเซียงไม่น่าจะมีอะไรคุกคามพวกเราได้ถึงอย่างไรเจ้าศิษย์สืบทอดนั่นก็น่าจะตายหรือไม่ก็บาดเจ็บสาหัสไม่น่าจะหายทันการประลอง”เหลียนอี้กล่าว
“ข้าน้อยก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ข้าน้อยจะพยายามส่งสายเข้าไปสืบอีกรอบ”
“ไม่ต้องตอนนี้อีกฝ่ายน่าจะจับตาดูพวกเราอยู่หากส่งสายเข้าไปก็มีแต่จะส่งไปตายเท่านั้นตอนนี้พวกเราจะต้องเตรียมรับมือกับสำนักอสูรก่อนข้าได้ยินว่าตระกูลต้วนกำลังประมูลเม็ดยาหลอมวิญญาณอยู่ เจ้าส่งคนปลอมตัวไปประมูลมาพวกเราจะต้องทำให้ศิษย์ของเราทะลวงขั้นวิญญาณให้ได้มากที่สุด” เหลียนอี้กล่าว
ทางด้านสำนักอสูรสำนักอสูรนั้นมักจะทำตัวสงบๆไม่ได้ไปขัดแย้งกับใครแต่ใช่ว่าพวกเขาอ่อนแอ กลับกันพวกเขาเก็บซ่อนความแข็งแกร่งมาตลอดเพราะทักษะที่พวกเขาฝึกฝนทำให้สามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรได้เวลาต่อสู้พวกเขาสามารถใช้สัตว์อสูรต่อสู้ร่วมกับพวกเขาได้ดังนั้นในการประลองพวกเขาจะมีความได้เปรียบในระดับหนึ่ง
ในลานกว้างหญิงสาวชุดดำคนหนึ่งและชายหนุ่มชุดดำกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดปักษาอสนีและมังกรปฐพีต่างเข้าต่อสู้กัน
“ไม่เลวไม่เลว สมแล้วที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงทั้งคู่ คนหนึ่งทำสัญญากับปักษาอสนีที่หาได้ยากสำเร็จอีกคนทำสัญญากับสัตว์อสูรสายเลือดมังกรได้ทั้งคู่มีโอกาสที่จะเป็นตัวแทนของภูมิภาคใต้ของพวกเรา” ประมุขสำนักอสูรตู่เหอกล่าว
“ปีนี้สำนักของพวกเราโชคดีมากๆที่ได้รับทั้งสองเข้ามาทั้งซางหยินและจี๋เต้าต่างก็เป็นเมล็ดพันธ์ชั้นยอดในอนาคตมีความหวังทะลวงขั้นเซียนทั้งคู่”ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
“แน่นอนเพราะงั้นข้าถึงทุ่มกำลังฝึกฝนพวกเขาและเก็บตัวเงียบมาหลายปีเพื่อหลบซ่อนสายตาของเจ้าเหลียนอี้คนนั้น”ตู่เหอเค้นเสียงเมื่อนึกถึงเหลียนอี้ในสายตาของเขาเหลียนอี้เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมกับศัตรูเป็นพวกชอบลอบกัดมากกว่าต่อสู้ซึ่งๆหน้า
“ส่วนทางด้านเฟยเซียงได้ยินว่าเกิดการต่อสู้ภายในผู้คนล้มตายจำนวนมากเพราะการปรากฎตัวของลัทธิมารแม้แต่จางไถเองก็เป็นคนของลัทธิมารเกรงว่าตอนนี้คงเหลือแค่ฉินอู่เหยาคนเดียวเท่านั้น”
“อย่าได้ประมาทจากที่หยินเอ๋อบอกอู๋เซิ่งคนนั้นไม่ธรรมดา เขาคนเดียวทำให้สองตระกูลใหญ่ในเมืองพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าและยังทำให้ธุรกิจปรุงยาของตระกูลต้วนรุ่งโรจน์ได้ความสามารถนี้ไม่น่าจะใช่คนของแดนมนุษย์จะสอนได้ แถมมีข่าวลือมาว่าอาจารย์ของเด็กนั่นคือเซียนคนหนึ่งอีกด้วย”ตู่เหอแสดงสีหน้าจริงจัง
“มันเป็นเพียงข่าวลือไม่ใช่หรือ”
“หากนับรวมเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นในหุบเขาเฟยเซียงละก็มันมีหลายอย่างไม่สมเหตุสมผลเจ้าคิดดูเพื่อศิษย์สืบทอดคนเดียวเมี่ยวอิงเยว่ลงมือโหดเหี่ยมสังหารคนตระกูลจางบีบให้จางหลี่เผยธาตุแท้ออกมาขณะเดียวกันกลุ่มผู้อาวุโสสูงสุดก็ถูกสังหารไปด้วยเจ้าคิดว่ามันไม่แปลกไปหน่อยงั้นเหรอ”ตู่เหอกล่าว
“แปลกจริงๆนั่นแหละ”
“เพราะงั้นข้าคิดว่าทางที่ดีอย่าไปยั่วยุเขาก็พอขอแค่เขาไม่คิดเป็นศัตรูกับพวกเราพวกเราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาอีกอย่างต่อให้พวกเราไม่ไปยุ่งเจ้าเหลียนอี้นั่นก็น่าจะรนหาที่ตายไปทดสอบให้พวกเราเอง”ตู่เหอยกยิ้ม
หลายวันต่อมาตระกูลต้วนตอบรับคำขอของหุบเขาเฟยเซียงส่งศิษย์ในตระกูลที่ปรุงยาได้ระดับหนึ่งมาทำหน้าที่ผู้อาวุโสในสำนักและผู้ที่เป็นผู้นำมาคือต้วนเซียงอู๋เซิ่งที่คุ้นหน้าทั้งสามคนก็วางหน้าที่ให้พวกนางพร้อมกับสอนสูตรยาชนิดใหม่ให้ทั้งสามอีกด้วย
“เจ้าได้ยินหรือยังศิษย์พี่ใหญ่กลายเป็นผู้นำสาขาปรุงยาแล้ว”
“จะไม่ให้ได้ยินได้อย่างไรท่านประมุขเล่นประกาศออกมาซะขนาดนั้น”
“แต่พวกเจ้าก็ต้องยอมรับว่าความสามารถของศิษย์พี่ใหญ่นั้นคือของจริงพวกเจ้าจำเม็ดยาที่ขายในร้านของผู้อาวุโสเต๋อซางได้หรือไม่นั่นหนะศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนหลอมเองรวมถึงยันต์พวกนั้นด้วย”
“เรื่องจริงงั้นเหรอนี่ศิษย์พี่ใหญ่เป็นเทพมาจากไหนกัน” เหล่าศิษย์ที่รู้ความจริงพากันตกตะลึงและวันต่อมาการประลองเพื่อคัดเลือกคนก็มาถึง
ในฐานะศิษย์สืบทอดแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องจัดอันดับความแข็งแกร่งเอาไว้แล้วศิษย์สืบทอดที่ได้รับศิษย์ 10คนนั้นต่างก็นั่งอยู่ประจำที่ส่วนศิษย์สายในคนอื่นๆนั้นสามารถเลือกได้ว่าจะท้าทายศิษย์สืบทอดคนไหนและหากชนะก็จะได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนทันที
“นั่นมันศิษย์พี่ใหญ่สินะอายุยังน้อยจริงๆด้วย”
“เหอะเจ้าพึ่งกลับมาจากข้างนอกไม่รู้อะไรอย่าให้รูปร่างของศิษย์ใหญ่หลอกได้เห็นแบบนั้นการลงมือของศิษย์พี่ใหญ่เด็ดขาดมากแถมพลังของเขาก็แข็งแกร่งหากไม่ถึงระดับวิญญาณอย่าได้คิดไปท้าทายเด็กขาด”
“แค่พลังของศิษย์พี่ใหญ่แค่ก่อกำเนิดเองนะ”
“เชื่อข้าอย่าใช้สามัญสำนึกทั่วไปวัดความแข็งแกร่งของศิษย์พี่ใหญ่ไม่งั้นเจ้าจะต้องเสียใจ”ศิษย์หลายคนพึ่งกลับมาจากหาประสบการณ์หรือปิดด่านแน่นอนว่าไม่ได้รู้จักอู๋เซิ่งแค่บางคนรับรู้อยู่แล้วก็ตักเตือนสหายให้ระวังตัว