"น่าจะสัก เกือบ ๆ 20 ปีที่แล้ว ทางทิศเหนือมีดันเจี้ยนหนึ่งปรากฏขึ้น เป็ดันเจี้ยนมีชีวิต ดันเจี้ยนมีชีวิตคืออะไร? ก็คือดันเจี้ยนที่มีเจตจำนงเป็ของตนเอง.."
วิธูนึกย้อนกลับไปใน่เวลานั้น
"เจตจำนงของดันเจี้ยนนั้นตั้งเงื่อนไขที่เรียบง่ายข้อหนึ่ง คือในแต่ละครั้งจะเข้าดันเจี้ยนได้แค่คู่เดียวเท่านั้น เป็ดันเจี้ยนประเภทห้วงแห่งจิต รางวัลของการพิชิตดันเจี้ยนคือการมอบความสามารถที่เหมาะสมกับผู้พิชิตมากที่สุด ส่วนบทลงโทษสำหรับความล้มเหลวก็คือการที่ทั้งสองคนที่เข้าพิชิตดันเจี้ยนด้วยกันจะไม่สามารถพบเจอกันได้อีก หากพวกเขาบังเอิญเจอกัน ก็จะรู้สึกได้ถึงความทุกข์ทรมานมหาศาลจนแทบสิ้นใจ"
เขาถอนหายใจแ่เบา
"แต่เพราะว่าไม่มีมอนสเตอร์ในตอนแรกแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ลองเข้าไปเหมือนกัน รู้สึกว่าจะกลายเป็กระแสอยู่่หนึ่ง อะไรสักอย่าง.. อ้อ การพิสูจน์รักแท้ พิสูจน์มิตรภาพหรืออะไรทำนองนั้น"
วิธูหัวเราะเบา ๆ
"อันที่จริงข้าว่าสิ่งที่ปรารถนาจะทดสอบจิตใจของมนุษย์มากที่สุดก็เป็มนุษย์ด้วยกันเองนี่ล่ะ"
เขายกน้ำขึ้นจิบอย่างเอื่อยเฉื่อย
"นานวันเข้าพอมีคนเข้าไปมากขึ้น ผู้คนที่ต้องแยกจากกันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาก็ค่อย ๆ เด่นหราขึ้นจนส่งผลกระทบ สามีภรรยาไม่อาจอยู่ร่วมกัน ลูก ๆ ของพวกเขาไม่สามารถพบเจอพ่อแม่พร้อมกันได้อีกต่อไป เหล่าสหายรู้ใจที่ต่อสู้กันมานานก็ไม่สามารถทำภารกิจด้วยกันได้อีก แม้แต่จะออกล่ายังต้องส่งคนมานัดแนะเวลาเพื่อไม่ให้ไปบังเอิญพบกันในรังมอนสเตอร์ ไม่งั้นถ้าความเ็ปกำเริบขึ้นมา พวกเขาคงจะกลายเป็เหยื่อเอาเสียเอง ่นั้นน่ะวุ่นวายมาก เพราะคำสาปพวกนั้นจะไม่มีวันคลายจนกว่าดันเจี้ยนจะถูกพิชิต"
เงียบไปครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงคำพูด
"ตอนนั้น สองคนนั้นก็ตัดสินใจเข้าพิชิตดันเจี้ยน ก็นะ หากจะพูดถึงความรู้ใจ ใครเล่าจะรู้ใจได้เท่ากับคนที่เปรียบเสมือนครึ่งหนึ่งของกันและกันอย่างฝาแฝดน่ะ"
สายตาของเขาเลื่อนขึ้นมองท้องฟ้า พยายามนึกถึงใบหน้าของทั้งสองคน แต่ก็นึกไม่ออก ทั้งที่ก็พึ่งพบกันยังไม่ทันได้พ้นเดือนดี
"แต่.. พวกเขาก็ล้มเหลว ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนเจตจำนงของดันเจี้ยนจะพอใจในตัวพวกเขา ดังนั้นก็เลยจะละเว้นบทลงโทษ ทว่าพวกเขาปฏิเสธ ขอและการละเว้นเป็การขอแลกเปลี่ยนแทน"
เขาไม่ได้สนใจหนุ่มสาวสามคนที่กำลังตั้งใจฟังมากนัก แค่พยายามนึกบางอย่างเกี่ยวกับฝาแฝดคู่นั้น แต่ก็นึกไม่ออก
"พวกเขาทำข้อตกลงกัน สละตัวตนของกันและกันเพื่อคลายคำสาปให้เหล่าผู้ที่พยายามท้าทายดันเจี้ยนคู่ก่อน ๆ เจตจำนงนั้นก็ยอมตกลง โดยมีเงื่อนไขว่าการคลายคำสาปจะคงอยู่แค่เมื่อทั้งสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อพวกเขาตายไปคำสาปก็จะกลับมาสู่เหล่าผู้ล้มเหลวพวกนั้นอีกครั้ง จนกว่าการพิชิตที่แท้จริงจะเกิดขึ้น... นั่นก็คือความเสียสละของพวกเขา"
แต้มตรังคะได้ฟังก็รู้สึกจุกในอก เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมดาราถึงมีเค้าลางของความเศร้าสร้อยเมื่อเล่าถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตของฝาแฝดตัวเอง นั้นก็เพราะว่าฝาแฝดที่น่าภาคภูมิใจไม่สามารถออกไปผจญภัยได้อีกแล้ว เพราะชีวิตที่กล้าหาญนี้ไม่ใช่ของตัวเองคนเดียวอีกต่อไป แต่เป็ชีวิตที่กำลังแบกรับคำสาปแทนผู้คนมากมายให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตแสนธรรมดาสามัญได้อีกครั้งหนึ่ง
ขีดขุนเขาเอื้อมมือตบหลังเธอเบา ๆ เป็การปลอบใจ
"...สละตัวตนที่ว่านี่คือ?"
ลมวสันต์เอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจนัก
"ก็ไม่มีใครจำพวกเขาไม่ได้ก็เท่านั้นล่ะ ชื่ออะไร หน้าตาแบบไหน อะไรทำนองนั้นน่ะ"
วิธูอธิบายด้วยท่าทางเมินเฉย
"ก็คุณดารินไม่ใช่เหรอครับ?"
"อ่อ นั้นคือชื่อของเขาสินะ"
อีกฝ่ายพยักหน้ารับ
"ก็นั่นล่ะ หลังจากนั้นดันเจี้ยนนั้นก็ไม่มีใครพยายามจะเข้าไปพิชิตอีก"
เงียบไปครู่หนึ่ง
"น่าเสียดายนะ ทั้งที่ยอมเสียสละตั้งขนาดนั้นกลับไม่มีใครจดจำชื่อได้สักคน"
"คุณดารินครับ"
"เป็ชื่อที่ดีนะ"
วิธูรับคำของลมวสันต์ก่อนจะหันมามองเธอและขีดขุนเขาสลับกันไปมา
"นี่ก็คือเื่เล่าที่ข้าจะมอบให้พวกเ้า หากเชื่อใจกันมากพอก็จงไปพิชิตดันเจี้ยนนั้นเสีย อย่าให้คนที่เปรียบดั่งครึ่งหนึ่งของกันและกันเช่นพวกเ้าต้องแยกจากกันโดยไม่มีทางหวนกลับไปตลอดกาลเลย"
[ตรวจพบภารกิจ! : พิชิตดันเจี้ยนทางทิศเหนือของเมือง
ข้อมูลภารกิจ : การเสียสละที่ยิ่งใหญ่คือการยอมละทิ้งอัตตาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่จำไม่ได้แม้แต่นามของตน โปรดพิชิตดันเจี้ยนทางทิศเหนือ เพื่อทวงคืนตัวตนของผู้เสียสละกลับคืนสู่โลกใบนี้
รางวัล : หากพิชิตสำเร็จ ทักษะที่สอดคล้องกับความปรารถนาของคุณ, คลายคำสาปให้กับทุกคนที่เคยเข้าท้าทายดันเจี้ยนก่อนหน้า
: หากล้มเหลว ในระยะเวลาการเข้าสู่ระบบจะไม่อาจพบเจอกันและกันได้อีกจนกว่าจะมีผู้ที่สามารถพิชิตดังกล่าวได้สำเร็จ]
แต้มตรังคะมองหน้าต่างภารกิจรู้สึกได้ถึงมวลน้ำที่กองตื้นอยู่ขอบตา เธอต้องรับภารกิจนี้ อย่างไรต่อให้ล้มเหลวก็เป็เพียงการแยกจากกัน 'ในระยะเวลาการเข้าสู่ระบบ' เท่านั้น มันจะไปเทียบอะไรได้กับคุณดารินดาราที่ต้องแยกจากกันเกือบยี่สิบปี
ยี่สิบปี นั่นเป็เวลาเกือบทั้งหมดที่เธอและขีดขุนเขาได้เกิดและเติบโต ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาโดยแทบจะไม่แยกจากกัน แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเที่ยวเล่นกันอย่างสบายใจนั้น กลับมีฝาแฝดอีกคู่หนึ่งที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มองหน้ากัน ถึงจะอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันก็เจอกันไม่ได้ นั่นต้องเป็ความรู้สึกแบบไหน?
"ขุน..."
"อืม.. ไปกันเถอะ"
อีกฝ่ายรับคำอย่างว่าง่าย ไม่ได้มีท่าทางคิดมากใดใด
"งั้นพวกผมขอตัวไปหาเ้าของร้านก่อนนะครับ"
ขีดขุนเขาหันไปบอกลาลมวสันต์กับวิธูอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินเคียงข้างกันไปหาคุณดารินและคุณดารา แม้ว่าหากแยกกันไปแจ้งข่าวคงจะประหยัดเวลากว่า แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็เลือกที่จะเดินไปด้วยกัน เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่อให้เ้าของร้านทั้งสองได้มองเห็นพวกเขาพร้อมกัน
'ทำไมกันนะ?'
เธอไม่รู้ แต่เธอก็แค่อยากทำมัน บางทีคงเป็การแสดงจุดยืนบางอย่างล่ะมั้ง
เขามองสองคนนั้นจากไป ั์ตาสองคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งนั่น
'ต่างก็เป็เหล่าหนุ่มสาวที่ไม่หวาดกลัวต่อโชคชะตา'
พอละสายตาก็หันมาเห็นลมวสันต์ที่กำลังมองตนด้วยสายตาวาววับ
"พวกเขารู้จักคุณดารินด้วยเหรอครับ"
'ใครล่ะนั่น'
"เ้าหมายถึงใคร"
"อ่า.. เ้าของร้านขายอุปกรณ์นักผจญภัยที่ให้ใช้ที่พักก่อนหน้านี้น่ะครับ"
"อ่อ ใช่ ข้าแนะนำให้พวกเขาไปช่วยงานที่นั่น"
ถึงยังไงฝั่งนั้นก็ใจดียอมให้นอนบนเตียงนุ่มนั่นตั้งหลายคืน ก่อนหน้านี้มีลมวสันต์คอยช่วยงาน พอไม่อยู่ก็คงงานยุ่งไม่น้อย ไหน ๆ ก็เจอคนที่ดูจะใช้ได้ ก็ให้ไปช่วยงานฝั่งนั้นสักหน่อย ถือเป็การตอบแทน
"อย่างนี้นี่เอง เป็แผนที่แยบยลมากครับ"
"???"
'เพ้อเจ้ออะไรของมันอีก'
เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาแปลก ๆ อย่างไม่พยายามปกปิด
"ภารกิจนี้ค่อนข้างหนักหน่วงเลย ถ้าจู่ ๆ ให้ไปทำทั้งที่ไม่ได้รู้จักกับทั้งสองคนก่อนก็อาจจะรู้สึกเฉย ๆ หรือไม่สนใจภารกิจนี้ไปเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าได้ใช้เวลาด้วยกันก่อน ได้รู้จัก ได้ผูกพันกันแล้ว จะให้เมินเฉยต่อภารกิจนี้ก็คงยากสินะครับ ท่านวิธูเข้าใจวิธีการใช้ผู้คนจริง ๆ"
อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคาดหวัง ราวกับกำลังถามว่า 'ผมเก่งไหม ที่เดาได้'
"..."
เขาไม่รู้ว่าควรจะบอกไปเลยดีไหมว่าเข้าใจผิด เพราะตอนแรกลมวสันต์เคยพูดไปว่าเผ่าตัวเองออกจากเมืองไม่ได้จนกว่าจะถึงวันที่ 10 เขาก็เลยให้สองคนนั้นไปหาอะไรทำจนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถออกจากเมืองไปได้ก็เท่านั้น
"...อืม"
"เฮะเฮะ ผมเดาถูกจริงด้วย"
อีกฝ่ายทำท่าถูจมูกเขิน ๆ
เอาเถอะ ก็แค่ความคิดไร้สาระจะเข้าใจผิดไปก็ไม่เป็ไรหรอก เห็นทำท่าภูมิใจในตัวเองตั้งขนาดนั้น ก็ปล่อยไปเถอะ ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย
TBC.