ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 39 แค่เลือดสิบหยด

            รุ่งเช้า.........

            หนิงเอ๋อและเฟิ่งหยูได้มาเฝ้าองค์กษัตริย์ภายในห้องส่วนตัว เมื่อองค์กษัตริย์ได้เห็นทั้งสองเดินเข้ามาจึงให้พวกเขาทั้งสองนั่งลง

            “เจ้าต้องการตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวงนั้น ข้าไม่อาจให้เจ้าตามประสงค์ได้” เฟิ่งหยูอึ้งไปกับคำตอบขององค์กษัตริย์  องค์หญิงน้ำตาเริ่มคลอ  

            “ทำไมหรือพระบิดาทำไมเฟิ่งหยูถึงจะตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลวงไม่ได้”

            “ข้าได้ตัดสินใจแล้วแต่ก่อนนั้นข้าจะถามคำถามเจ้าข้อหนึ่งหนิงเอ๋อเจ้าต้องตอบคำถามข้าด้วยความจริงเท่านั้นเพราะมันมีผลต่อการตัดสินใจของข้าและพี่ชายของเจ้าเป็นอย่างมาก”หนิงเอ๋อนั่งนิ่งคิดอยู่ภายในใจว่าบิดาจะถามคำถามอะไรและเขาจะช่วยอะไรเฟิ่งหยูได้มากน้อยเพียงใด

             

            “เจ้ามีใจให้กับเจ้าหนุ่มน้อยหรือไม่?”  คำถามสั้น ๆแต่ทำให้หนิงเอ๋อ นิ่ง หน้าตาแดงก่ำ บิดม้วนด้วยความเขินอาย  นางมองไปยังเฟิ่งหยูเมื่อนางเห็นเฟิ่งหยูยิ่งอึ้งเสียยิ่งกว่านาง ชายหนุ่มหากไม่นั่งคงจะเป็นลมล้มทั้งยืน เพราะคำถามนี้สั้นๆ ได้ใจความและตัวเฟิ่งหยูเองก็เริ่มมีใจให้กับหนิงเอ๋ออยู่ไม่น้อยถึงแม้ระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆหนิงเอ๋อไม่ได้ตอบอะไรองค์กษัตริย์ เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยด้วยความเขินอาย

             

            “ดีเช่นนั้นข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นเจ้าเมืองจินเฟิง เจ้าจงนำตระกูลของเจ้าไปพัฒนาพื้นที่เมืองจินเฟิงให้รุ่งเรือง ข้าจะคอยดูผลงานของเจ้าและข้าจะยกลูกสาวของข้าให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าเจ้ายินดีจะรับสิ่งที่ข้ามอบให้เจ้าได้หรือไม่ ?”  องค์กษัตริย์ถามด้วยความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะดึงตัวเฟิ่งหยูแต่เมื่อมองไปยังเฟิ่งหยูที่ นิ่ง อึ้ง ตะลึง งง หากเป็นคนอื่นคงรีบตอบรับด้วยความยินดีแต่เฟิ่งหยูกลับมองไปที่หนิงเอ๋อ เพราะยังไงก่อนที่จะตอบก็ต้องคิดถึงความรู้สึกของหนิงเอ๋อด้วย

             

            “เจ้าคิดเห็นเป็นเช่นไร?”  เฟิ่งหยูเอ่ยถามหนิงเอ๋อ

             

            “ข้ามิขัดข้องอันได ข้าเป็นหญิงเมื่อถึงเวลาข้าก็คงต้องแต่งกับองค์ชายของเมืองอื่นที่ข้าเองก็ไม่รู้จักอยู่ดีสู้ข้ามาอยู่กับเจ้ายังเป็นตัวเลือกที่ข้าได้ตัดสินใจ เจ้าช่วยเหลือบิดาข้าข้าเองก็ไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไร ข้าพร้อมจะทำตามที่บิดาของข้าต้องการแต่ข้าเคยลั่นวาจาไว้ว่า ข้าจะแต่งกับคนที่นำเลือดมังกรที่แท้จริง หนึ่งหยดหรือสัตว์สายอสูรสายเลือดมังกรที่เทียบเท่ากับเลือดมังกรหนึ่งหยด”หนิงเอ๋อกล่าวออกมาจากใจของตนเอง

             

            เมื่อกษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะหนิงเอ๋อได้เคยประกาศแบบนั้นจริง ๆตราบจนวันนี้ยังมีคนพยายามนำสัตว์อสูรสายเลือดมังกรมาแทบทุกเดือน แม่แต่ราชครูที่เป็นความหวังสูงสุดยังล้มเหลวไม่เป็นท่าตัวกษัตริย์เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

             

            “ทำไมเจ้าไม่บอกข้าหละแค่เลือดมังกรที่แท้จริงหยดเดียวเอง” เฟิ่งหยูกล่าวออกมาแบบไม่สะทกสะท้าน  กษัตริย์และหนิงเอ๋อมองหน้ากัน แค่เลือดมังกรหรอพวกเขาทุ่มเทแทบจะพลิกแผ่นดิน ค้นหาแต่ยังไม่เคยเจอเลยแม้แต่ราชครูที่ว่าใกล้เคียงที่สุดแค่เจอวิญญาณมังกรก็เอาตัวแทบไม่รอดแล้วต้องติดอยู่ที่นั่นเป็นร้อย ๆ ปี กว่าจะกลับมาได้ กษัตริย์ถึงกับคิดว่าเขาตายไปเสียแล้วด้วยซ้ำ

            “ข้าเองก็มิขัดข้องอันไดแค่เลือดมังกรแท้จริงหยดเดียวเอง ข้าให้พวกท่านสิบหยด เพื่อเป็นของขวัญก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูกล่าวสั้น ๆ

             

            กษัตริย์และหนิงเอ๋อมองหน้ากันพวกเขาไม่คิดว่าเฟิ่งหยูจะพูดแบบนี้ นี่มันเลือดมังกรบริสุทธิ์เชียวนะมังกรที่หายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว

             

            “เจ้าอย่ามาพูดเล่นนะเลือดมังกรบริสุทธิ์เชียวนะ แม้แต่บิดา และพี่ชายข้าจะประกาศออกไปทั่วทุกอาณาจักรก็ยังไม่มีใครที่เคยครอบครองเลยแม้แต่คนเดียว”หนิงเอ๋อพูดออกมาด้วยกังวลว่าเฟิ่งหยูจะพูดเพื่อเอาใจบิดา ของตน

             

            เฟิ่งหยูหยิบขวดหนึ่งออกมายื่นให้กับกษัตริย์

             

            “แค่เลือดมังกรแท้จริงสิบหยดข้ามอบให้ท่านด้วยความจริงใจ ไม่ได้กล่าวเล่น ๆ เพื่อเอาใจพวกท่าน”องค์กษัตริย์ยื่นมือที่สั่นสะท้านออกไปรับขวดเขาคิดในใจขอให้เป็นเลือดมังกรที่แท้จริง เพราะตัวเขาหวังเพราะพวกเขาตามหามาเป็นเวลา หลายร้อยปีแล้วมันเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยมารดาของหนิงเอ๋อสาเหตุเพราะนางได้รับพิษมานานนับร้อยปี นางแต่งงานกับกษัตริย์เมื่อสามร้อยปีที่แล้ว และอยู่ร่วมกันมา กษัตริย์ก็รับรู้ว่านางนั้นถูกพิษมาเป็นเวลานานจึงได้สั่งให้ข้าราชบริพานทั้งหลายออกตามหาเลือดมังกรที่แท้จริงเพื่อนำมาทำโอสถรักษานางแต่ก็หายังไงก็หาไม่เจอ จนกระทั่งเมื่อห้าสิบปีที่แล้วนางได้คลอดบุตรชายออกมาทำให้นางอ่อนแอเป็นอย่างมากซึ่งก็คือองค์ชายคนปัจจุบันสุดท้ายนางได้คลอดลูกสาวออกมาเมื่อสิบสองปีที่แล้วนางจึงทนรับพิษไม่ไหวกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรานอนรอวันตาย ซึ่งเหลือเวลาไม่เกินสิบปีพวกเขาต้องสูญเสียมารดาของพวกเขาไปจึงทำให้หนิงเอ๋อบังคับให้บิดาของตนประกาศตามหาเลือดมังกรที่แท้จริงขึ้น

             

            เมื่อมองไปที่ขวดเลือดที่เฟิ่งหยูให้กษัตริย์หลับตามปริบพร้อมกับเปิดขวดขึ้นมา กลิ่นอายของมังกรแผ่กระจายออกมาจนเป็นรูปลักษณ์ของมังกรให้เห็นองค์กษัตริย์เห็นดังนั้นถึงกับตะลึง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง  หนิงเอ๋อน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองของนาง แค่เลือดมังกรสิบหยดเองหรอ  พวกเขาตามหาแค่หยดเดียวเป็นเวลาร้อยสองร้อยปียังไม่มีให้เห็นแม้แต่เงาแต่วันนี้ที่พวกเขาเห็นมันเลือดมังกรที่แท้จริงสายเลือดบริสุทธิ์สิบหยดเชียวนะ แค่เลือดหยดเดียวก็สามารถทำให้เกิดสงครามได้แล้วแต่นี่สิบหยด ทุกคนแทบจะคุกเข่ากราบเฟิ่งหยูด้วยซ้ำไป

             

            หนิงเอ๋อตั้งสติได้จึงกล่าวกับเฟิ่งหยู

            “เจ้าจะมอบให้ทั้งสิบหยดเลยหรอ”เขากล่าวด้วยเสียงที่สั่น คล้ายกับว่ากลัวว่าเฟิ่งหยูจะพูดเล่น

            “อื่มแค่สิบหยดเอง แต่ต้องรับปากข้าว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด “

            หนิงเอ๋อที่น้ำตาไหลเป็นทางล้มตัวกอดเฟิ่งหยู ด้วยความยินดี แต่คนที่ตื่นเต้นดีใจที่สุด กลับเป็นองค์กษัตริย์เพราะเขาได้รอความหวังมาหลายร้อยปีแล้ว เป้าหมายสูงสุดในครั้งนี้ทั้งองค์กษัตริย์และองค์ชายปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดคืนก่อนเพราะกลัวว่าองค์หญิงหรือเฟิ่งหยูจะตอบปฏิเสธแต่ถึงเฟิ่งหยูหรือองค์หญิงจะปฏิเสธแน่นอนว่าองค์กษัตริย์ก็ได้ตัดสินใจให้เฟิ่งหยูเป็นเจ้าเมืองจินเฟิงอยู่ดี นั่นคือเหตุผลที่องค์กษัตริย์แอบดีใจอยู่ลึกๆ    แต่สุดท้ายเขากลับได้ของล้ำค่าที่สุดที่ปราถนามาหลายร้อยปี


                    แต่หากใครรู้ว่าเฟิ่งหยูมีเลือดมังกรอยู่เท่าไหร่คงจะเกิดสงคราครั้งใหญ่ขึ้นเป็นแน่  อย่าว่าแต่เลือดมังกรแท้จริงสิบหยดเลยแม้แต่มังกรสายเลือดบริสุทธิ์ก็ยังเป็นน้องชายของเฟิ่งหยูเลยด้วยซ้ำ

            

             

            “เช่นนั้นก็ดีข้าจะให้ขุนนางไปติดประกาศ พร้อมกับแต่งตั้งเจ้าเป็นเจ้าเมืองในวันพรุ่งนี้”กษัตริย์กล่าวด้วยเสียงอันทรงพลัง ด้วยความตื่นเต้น และความยินดี พร้อมกับเรียกขุนนางเข้าพบเฟิ่งหยูกับหนิงเอ๋อจึงของตัวออกมาจากตำหนักของกษัตริย์

            เฟิ่งหยูเดินกลับที่พักพร้อมกับหนิงเอ๋อเมื่อกลับถึงที่พัก

            “หนิงเอ๋อในเมื่อเจ้าไว้ใจข้าขนาดนี้ ข้าก็จะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี  ข้าให้คำมั่นต่อเจ้า”จากนั้นเฟิ่งหยูจึงได้บอกความลับเรื่องเจดีย์ฟ้าสวรรค์และพาหนิงเอ๋อเข้าไปเจอท่านปู ท่านย่าทั้งสิบ ของตนภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์

             

            เมื่อเข้าไปภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ซึ่งเป็นที่ ที่เฟิ่งหยูต้องเข้ามาฝึกวิชาต่าง ๆพร้อมทั้งหลอมโอสถเป็นประจำทุกค่ำคืนอยู่แล้ว เฟิ่งหยูฝึกฝนด้วยความอดทนอดกลั้นจนผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายแอบปลื้มปิติกันอย่างยิ่งแต่วันนี้เฟิ่งหยูกลับพาหญิงสาวอายุพอๆ กับเขาเองมาด้วยสร้างความแปลกใจให้กับเหล่าผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก

             

            “ท่านปู่ท่านยาย  คนที่มากับหลานวันนี้ชื่อหนิงเอ๋อ เป็นองค์หญิงของอาณาจักรเมฆาหวน ลูกของท่านเจ้าเมืองอัสตาน่า”จากนั้นเฟิ่งหยูก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นให้กับผู้เฒ่าทั้งหลายได้รับฟัง เมื่อเหล่าผู้เฒ่าได้รับรู้ว่าหนิงเอ๋อเป็นว่าที่หลานสะใภ้ของพวกเขาต่างพากันหัวเราะชอบใจ เป็นการใหญ่โดยเฉพาะยายฮวาที่แอบน้ำตาคลอ ด้วยความปิติยินดี

            หลังจากใช้ช่วงเวลายินดีระยะหนึ่ง ผู้อาวุโสใหญ่พลันกล่าวขึ้น

            “เจ้าได้เป็นเจ้าเมืองจินเฟิงแล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”

            ข้าต้องศึกษาถึงระบบของเมืองก่อนว่าควรจะทำอย่างไรและพัฒนาไปทางไหนข้าคงต้องให้พวกท่านปู่ และท่านยายช่วยข้าอีกแรง ท่านปู่ ท่านยายพวกท่านยังแข็งแรงอยู่ ข้าอยากจะจัดตั้งสำนักศึกษาเพื่อให้ลูกหลานชาวบ้านได้ศึกษาเล่าเรียนตามความถนัดหรือความสนใจของแต่ละคนซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับเมืองต่อไป พวกท่านคิดว่าเป็นยังไงบ้างจากนั้นก็หันไปถามหนิงเอ๋อ ว่าเมืองจินเฟิงเป็นอย่างไร มีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรเพราะตัวเขาเองยังไม่เคยไปมาก่อน

            จากการบอกกล่าวของหนิงเอ๋อพวกผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจึงได้ปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดเพราะเป็นหน้าที่ที่ใหญ่หลวงเป็นอย่างมากพวกเขาใช้เวลาภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ไปหลายเดือนในการวางแผนการณ์ครั้งนี้อย่างรัดกุม ก่อนออกมาเฟิ่งหยูไปเยี่ยมมังกรน้อยและอสูรลิงยักษ์ซึ่งตอนนี้อสูรลิงยักษ์อยู่ในระดับ 5 เกือบจะเลื่อนเข้าสู่ระดับ 6 แล้วส่วนมังกรน้อยนั้นสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้แล้วและชอบไปอยู่กับท่านยายฮวาเป็นประจำ เหมือนเฟิ่งหยูทำให้เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นเมื่อออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูจึงได้บอกเรื่องเวลาให้กับหนิงเอ๋อได้รับรู้และกับชับไม่ให้หนิงเอ๋อบอกความลับนี้กับใครเป็นอันขาด

             

            รุ่งเช้าวันถัดมาประกาศต่าง ๆ ที่องค์กษัตริย์ได้นำออกมาติดประกาศในทุกเมืองให้ชาวเมืองทั้งหลายได้ทราบซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ได้รับการกล่าวถึงไปทั่วทั้งอาณาจักรผู้คนทั้งหลายอยากเห็นหน้าเจ้าเมืองคนใหม่ของเมืองจินเฟิงว่าจะเป็นคนอย่างไรรวมถึงพวกตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองจินเฟิงและเมืองใกล้ๆที่ตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าเจ้าเมืองคนใหม่จะเป็นคนอย่างไรด้วยความคาดหวัง

             

            เฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อเดินทางไปหาราชครูหลี่ฮวงที่เฟิ่งหยูได้ช่วยเหลือเอาไว้เมื่อราชครูได้พบกับเฟิ่งหยูอีกครั้งและพบว่าเฟิ่งหยูได้ช่วยรักษาองกษัตริย์ยิ่งซาบซึ้งใจเฟิ่งหยูเป็นอย่างยิ่งที่เฟิ่งหยูมาหาราชครูเพื่อขอให้ราชครูช่วยเหลือเขาอยากได้แบบแปลนเรือที่ท่านราชครูพาเขาออกมาจากเมืองโบราณซึ่งราชครูก็นำมาให้เขาทันที ซึ่งแบบแปลนที่ราชครูนำมาให้กับเฟิ่งหยูเป็นแบบแปลนเรือเล็ก และเรือรบหลายแบบ ซึ่งเขาเก็บสะสมเอาไว้เป็นของประดับเล่น ๆ เท่านั้นเฟิ่งหยูได้พูดถึงเรื่องที่จะพัฒนาเมืองจินเฟิงให้กับราชครูฟังและขอราชครูช่วยเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบผังเมืองที่เฟิ่งหยูจะจัดขึ้นมาใหม่ด้วยราชครูตอบรับด้วยความเต็มใจ พร้อมกับนำเรือเล็กออกมาให้เฟิ่งหยูด้วยลำหนึ่ง

             

            อาทิตย์ต่อมาเฟิ่งหยูพาหนิงเอ๋อไปล่ำลาองค์กษัตริย์และพี่ชายของเธอเพื่อเดินทางไปเมืองจินเฟิง

             

            บนเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นปรากฏควันสีขาวโพยพุ่งเป็นเกลียวขึ้นโอบล้อมท้องนภา ก่อนจะก่อตัวเป็นเมฆสีขาวผืนใหญ่อีกทั้งด้านล่างยังปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รองรับเอาไว้โดยรอบมีสายรุ้งสวรรค์พุ่งทะยานลอยขึ้นไป

             

            เมื่อมองทอดสายตาออกไปปรากฎเมืองขนาดเล็กตั้งตระหง่านสะท้อนอยู่ในม่านตาท่ามกลางมวลอากาศปรากฏแสงหลากสีภายในลำแสงอัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาลหมุนพันเกลียววนประดุจสัญญาณไฟ แสงแวววาวละลานตา

             

            ภายเมืองมีถนนขนาดใหญ่กว้างเมืองจินเฟิงเป็นเมืองที่เล็ก ที่มีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่ในเมืองทุกร้านประดับตกแต่งร้านล้วนมีกลิ่นเสน่ห์ที่เก่าแก่โอบล้อมไม่อาจรู้ว่าเมืองเก่าแก่นี้จะตั้งมากี่พันปีแววตาของเฟิ่งหยูเต็มไปด้วยความตกตะลึงถึงเมืองจินเฟิงจะเป็นเมืองเล็กแต่ก็ประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่นพอสมควรจากตัวเลขที่ หนิงเอ๋อได้บอกเอาไว้ ประชากรภายในเมืองมีอยู่ประมาณสองล้านคนเท่านั้น ถือว่าเป็นเมืองขนาดเล็กเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับเมืองอัสตาน่าซึ่งมีประชากรเกือบร้อยล้านคน ซึ่งไม่ต้องพูดถึงระหว่างดินแดนแต่ละอาณาจักรระยะห่างนั้นยากจะจินตนาการได้ รวมถึงประชากรก็มีมากน้อยต่างกันตามสภาพพื้นที่

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน