จวินมั่วเสียน เจ้ายังคงโหดเหี้ยมและคับแคบเช่นเคย
จวินมั่วหานก้มมองขาของตนเองพลางคิ้วขมวดแน่น ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าว
“เรื่องสร้างฐานกำลังทางฝั่งตะวันตกต้องเก็บเป็นความลับ และสั่งเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น” อ๋องเจ็ดเอ่ยกับสตรีที่อยู่ในห้อง
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” อวี่เตี๋ยตอบรับด้วยสีหน้าแฝงความยินดี เพราะนางรู้ว่าคืนก่อนเจ้านายตนไม่ได้เข้าไปที่เรือนของฮวาชิงเหยียนเลย นางจึงมั่นใจว่าคนไร้ค่าเช่นฮวาชิงเหยียนไม่มีทางเข้าตาเจ้านายได้แน่ เขาคงเพียงแต่งงานกับนางเพื่อขัดใจฮ่องเต้เท่านั้น
ฝ่าบาทคงโกรธไม่น้อยที่อ๋องเจ็ดไม่ยอมแต่งกับสาวงามที่ส่งให้ แต่กลับแต่งงานกับคนไร้พลังฝึกตนเช่นฮวาชิงเหยียน ส่วนบรรดาสาวงามในจวนนั้น นางคิดว่าไหนๆ พวกนางก็ว่างอยู่แล้ว คงถึงเวลาหาความสำราญให้นางพวกนั้นเสียบ้าง อวี่เตี๋ยเชื่อว่าพวกนางยินดี ‘ทำความรู้จัก’ กับชายาของอ๋องเจ็ด
ฮวาชิงเหยียนกลับมาถึงเรือนแล้ว จึงเริ่มจัดแจงพื้นที่เพื่อสร้างห้องปรุงโอสถเป็นของตนเอง หลังจากสั่งงานให้บ่าวรับใช้ไปจัดเตรียมของ นางก็ถือโอกาสเดินชมรอบๆ เพื่อจดจำเส้นทาง
นางเดินมาถึงห้องหนังสือของจวินมั่วหานโดยไม่รู้ตัว
“พี่เจ็ด ตอนนี้อำนาจในมือท่านมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุใดท่านถึงยอมให้ฝ่าบาทข่มเหงเช่นนี้เล่า”
ฮวาชิงเหยียนที่ได้ยินเสียงอ๋องเก้าชะงักฝีเท้า ก่อนจะย่องเข้าใกล้หน้าต่างเพื่อแอบฟัง
“เจ้าอยากให้ข้ากลายเป็นคนที่ผู้คนพูดกันว่า ฆ่าพี่ชายชิงบัลลังก์หรือ” จวินมั่วหานย้อนถาม
“เรื่องเสด็จแม่ในปีนั้น กับเรื่องขาท่าน...” เสียงของอ๋องเก้าสูงขึ้นอย่างอดกลั้นอารมณ์ไม่ไหว
“พอ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร” จวินมั่วหานขัดทันที
ฮวาชิงเหยียนรับรู้ว่าบทสนทนาจบลงแล้วก็รีบจากไปทันที หากถูกจับได้ว่าแอบฟังคงไม่ดีนัก ยิ่งเป็นเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ นางยิ่งไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ขาของอ๋องเจ็ด...มีปัญหาจริงหรือ ไม่ได้แสร้งทำอย่างที่คิด?
แล้ว...เขามีกองกำลังอยู่ในมือ? มิหนำซ้ำยังมีมากเสียด้วย?
เดิมทีนางตั้งใจว่าเมื่อกลับบ้านในวันพรุ่ง จะหาข้ออ้างไม่ย้อนกลับมาอีก แต่พอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ หากอ๋องเจ็ดมีอำนาจอยู่ในมือมากมาย เช่นนั้นนางอาจใช้สิ่งนี้ช่วยพี่ชายทวงบรรดาศักดิ์กลับมาได้ก็เป็นได้
เพราะตอนนี้จวนอันกั๋วกงซึ่งนำโดยฮวาเจิ้นเซี่ยมีสายสัมพันธ์กับอีกสามตระกูลใหญ่ หากนางต้องพึ่งพาตนเองเพียงลำพัง คงยากนักจะเขย่ารากฐานของอีกฝ่ายให้สั่นคลอน
ฮวาชิงเหยียนคิดพลางเดินกลับเรือน พอนึกได้ว่าพรุ่งนี้จะได้กลับบ้าน ใจพลันเบิกบานขึ้นมา ครั้นอารมณ์ดีขึ้นนางก็นึกสนุก อยากลงมือเข้าครัวด้วยตนเองเสียหน่อย
นางคิดมาตลอดว่าคนในยุคโบราณช่างใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองนัก ทั้งที่วัตถุดิบล้วนเป็นของสดใหม่ตามธรรมชาติ กลับปรุงออกมาได้ไม่ต่างจากของเหลือ บางทีก็แค่ปรุงอย่างลวกๆ ส่วนเครื่องปรุงที่ใช้ก็ทั้งหยาบทั้งไม่เข้ากัน ทำให้เสียรสชาติยิ่งนัก
หากเทียบกับชาติก่อนของนางแล้ว นางเคยต้องรับมือกับวัตถุดิบเพาะเลี้ยงทางชีวภาพที่รสชาติเหลือทน แต่ไม่ว่าแย่แค่ไหน นางก็ยังปรุงให้อร่อยได้
ไหนเลยมือของฮวาชิงเหยียนที่คุ้นเคยกับมีดผ่าตัดมาแรมปีจะคลาดเคลื่อน ฝีมีดของนางแม่นยำเกินมนุษย์ ไม่นานก็จัดอาหารเต็มโต๊ะได้สำเร็จ
“โอ้ กลิ่นอะไรช่างยั่วน้ำลายเช่นนี้ ข้าอยากลิ้มลองนัก”
“ดูเหมือนจะมาจากเรือนของชายาเจ็ดเจ้าค่ะ”
เหล่าบ่าวรับใช้ที่เดินผ่านต่างกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ทั้งมองซ้ายมองขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น
แต่แล้วพวกเขาก็เห็นสาวใช้สองคนยกสำรับอาหารออกมาจากเรือนของชายาเจ็ด กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอนั้นดึงดูดให้พวกเขาเดินตามอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเห็นว่าสาวใช้สองคนนั้นนำสำรับอาหารเข้าไปในห้องหนังสือของอ๋องเจ็ด ทุกคนตกใจจนแทบยืนไม่ติด รีบแยกย้ายกันกลับไปรายงานเจ้านายเรือนของตนทันที
แน่นอนว่าอาหารสำรับนั้นเป็นฝีมือของฮวาชิงเหยียน นางคิดว่าหากต่อไปต้องร่วมมือกับอ๋องเจ็ด เช่นนั้นตอนนี้ก็ควรเริ่มสร้างสัมพันธ์กันไว้ก่อน
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าเพียงการกระทำเล็กๆ นี้ของนาง จะทำให้บรรยากาศในห้องหนังสือร้อนระอุขึ้น
ที่สำคัญ...ยังทำให้น้ำแข็งในใจของอ๋องเจ็ดละลายไปเล็กน้อย
“พี่เจ็ด! ชายาของท่านดีต่อท่านเกินไปแล้ว! กลิ่นอาหารช่างหอมยิ่งนัก ข้าไม่เคยรู้เลยว่าพี่สะใภ้ไม่เพียงเก่งเรื่องปรุงยา แต่ยังทำอาหารน่ากินขนาดนี้ด้วย!”
อ๋องเก้าเห็นสาวใช้ยกสำรับเข้ามาก็แทบจะพุ่งเข้าไปชิมทันที
จวินมั่วหานทำเป็นไม่เห็นสีหน้าหิวกระหายของอ๋องเก้า แล้วพูดไล่เสียงเย็นชาทันที “ดึกแล้ว เจ้าควรกลับไปได้แล้ว”
อ๋องเก้ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไล่กันได้โจ่งแจ้งขนาดนี้ นี่มันใช้งานเสร็จก็ผลักไสกันหน้าตาเฉยชัดๆ แต่เขาไม่สนรีบพุ่งไปยังโต๊ะที่ตั้งสำรับอาหารทันที ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว อาวุธลับก็ปักลงตรงปลายเท้าของเขา ใกล้เสียจนอีกนิดจะปักลงกลางเท้าเขาแล้ว
“พี่เจ็ด! ท่านทำแบบนี้ ข้าอาจตัดขาดกับท่านไปตลอดชีวิตเลยนะ!” อ๋องเก้าแทบจะกระโดดหลบ
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง” อ๋องเจ็ดเอ่ยเสียงเรียบ
คำพูดแสนเย็นชานั้นทำเอาอ๋องเก้าแทบกระอักเลือด แต่เพราะหน้าด้านพอ เขาจึงยังคงเบียดตัวเข้าไปแย่งกินจนได้ พอกินเสร็จยังลูบท้องเดินออกไปอย่างมีความสุข พลางคิดในใจว่า...ต้องมาอีกบ่อยๆ แล้ว
ในเวลาเดียวกัน บรรดาอนุเรือนอื่นก็ได้ยินข่าวนี้จากบ่าวรับใช้
แต่คนที่มีท่าทีรุนแรงที่สุดคือหลิ่วเหม่ยเหริน [1] ผู้รับหน้าที่ดูแลจวนในขณะนี้
“ท่านอ๋องไม่ได้โยนสำรับอาหารที่ฮวาชิงเหยียนส่งมาอย่างนั้นหรือ”
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคราม มือหนึ่งบีบผ้าเช็ดหน้าแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนและไม่สบายใจ
ถึงตอนฮวาชิงเหยียนจะยังไม่เข้าจวนอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ดูแลก็มาแจ้งว่าอ๋องเจ็ดมีรับสั่ง ว่าเมื่อชายาเข้าจวนแล้วก็ยกเรื่องดูแลครัวให้นาง
หากพูดถึงตำแหน่งดูแลจวน ผู้ใดได้รับตำแหน่งนี้เท่ากับว่ามีอำนาจในมือ นางจะยอมเสียไปได้อย่างไร
สาวใช้เห็นสีหน้านางจึงไม่กล้าแม้แต่จะออกเสียง
หลิ่วเหม่ยเหรินที่ฟื้นสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และรีบสั่งเสียงเข้มว่า “เจ้าไปเรียกพี่อวี่เตี๋ยมา บอกนางว่าข้ามีเรื่องด่วนจะคุยด้วย”
สาวใช้รีบไปตามคำสั่ง ไม่นานอวี่เตี๋ยก็มาถึง ไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน หลิ่วเหม่ยเหรินถึงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า พร้อมเอ่ยขอบคุณอวี่เตี๋ยอย่างจริงใจ
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าเรื่องยุ่งยากกำลังจะมาเยือน
เช้าวันถัดมานางตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนอ๋องเจ็ดไม่ได้มาที่เรือนของนาง นางจึงวางใจ ดูท่าคงไม่ต้องระแวงจวินมั่วหานแล้ว เพราะเขาคงไม่สนใจในตัวนาง ซึ่งนั่นก็ตรงกับสิ่งที่นางต้องการพอดี
สิ่งที่นางไม่รู้คือ เมื่อคืนขณะที่นางกำลังหลับสนิท จวินมั่วหานก็กลับมายังเรือน ทั้งยังยืนมองใบหน้าของนางที่หลับใหลอยู่นาน ก่อนจะจากไปอย่างเงียบงัน
หลังรับประทานอาหารเช้า อ๋องเจ็ดกับฮวาชิงเหยียนก็ออกเดินทางไปยังจวนอันกั๋วกงพร้อมกัน เขายังคงสวมหน้ากากเงินเย็นเยียบ และนั่งอยู่บนรถเข็นเช่นเดิม
เมื่อมาถึงจวนอันกั๋วกง ฮวาชิงเหยียนคาดไม่ถึงว่าจะมีแขกมาที่จวน เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีใครแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนพวกนางเลย
กระทั่งมาถึงลานเรือน นางถึงได้รู้ว่าแขกผู้นั้นคือป้าเสิ่นซื่อภรรยาของลุง ซึ่งตั้งแต่บิดากับน้องชายของนางตาย อีกฝ่ายก็ไม่เคยโผล่หน้ามาเลย มิหนำซ้ำทุกครั้งที่เจอก็ไม่เคยมีสีหน้ายินดีให้เลยสักครั้ง ทว่าวันนี้กลับมาหาซูซื่ออย่างไม่น่าเชื่อ
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฮวาชิงเหยียนรู้ดีว่าเสิ่นซื่อเป็นคนหน้าเงิน มักใหญ่ใฝ่สูง หากไม่ใช่เพราะมีผลประโยชน์คงไม่มาหาแน่นอน
“ท่านแม่ พี่ชาย ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ฮวาชิงเหยียนเอ่ยขึ้น คนที่วิ่งออกมาคนแรกกลับเป็นเสิ่นซื่อ
พอเสิ่นซื่อเห็นจวินมั่วหานนั่งอยู่บนรถเข็นก็รีบแย้มยิ้มประจบ รีบทำความเคารพทันที “คารวะอ๋องเจ็ดเจ้าค่ะ”
ฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อก็รีบออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นอ๋องเจ็ดก็กล่าวทักทายเช่นกัน “คารวะอ๋องเจ็ด”
จากนั้นซูซื่อก็รีบเข้ามาจับมือฮวาชิงเหยียน พลางมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินมาก็อดสะเทือนใจไม่ได้ ดวงตาแดงก่ำในทันที “เหยียนเอ๋อร์ ลูกผอมลงหรือไม่…”
เสิ่นซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบแย้งเสียงดังทันที “เหยียนเอ๋อร์ผอมลงตรงไหนกัน ดูสิ ใบหน้าอิ่มเอิบกว่าข้าเสียอีก ดูก็รู้แล้วว่าท่านอ๋องเจ็ดดูแลเหยียนเอ๋อร์อย่างดี น้องสะใภ้นี่พูดจาอะไรกัน”
อ๋องเจ็ดไม่แม้แต่จะชายตามองเสิ่นซื่อ
ฮวาชิงเหยียนเองก็เมินเช่นกัน ก่อนจะหันไปปลอบมารดาว่า “ท่านแม่ พี่ชาย คนที่ผอมลงคือพวกท่านมากกว่ากระมัง ท่านกินข้าวไม่ตรงเวลาใช่หรือไม่เจ้าคะ แล้วสาวใช้ในเรือนเล่า พวกนางดูแลพวกท่านดีหรือเปล่า หรือว่าถูกฮวาเย่ว์โหรวชิงตัวไปอีกแล้ว?”
ซูซื่อรีบส่ายหน้า “ไม่เลยๆ เหยียนเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ลูกนี่สิ…”
นางหยุดไว้แค่นั้น ด้วยอ๋องเจ็ดยังอยู่จึงไม่อยากพูดอะไรมาก แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความเสียใจและโทษตัวเอง เพราะนางไม่คิดว่าอ๋องเจ็ดจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าทั้งฮวาชิงเหยียนและซูซื่อไม่แม้แต่จะสนใจตนเอง เสิ่นซื่อก็รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ทว่าพอนึกถึงเป้าหมายที่มาเยือนในวันนี้จึงข่มใจไว้ก่อน
แม้ภายในใจของซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์จะเต็มไปด้วยความยินดีที่ได้เจอฮวาชิงเหยียนอีกครั้ง แต่เพราะมีอ๋องเจ็ดและเสิ่นซื่ออยู่ตรงนั้น ทั้งคู่จึงเก็บอารมณ์ไว้ ไม่แสดงออกจนเกินงาม พอทักทายกันพอสมควรแล้วจึงพากันเดินเข้าเรือน
เสิ่นซื่อมองซูซื่อที่มัวแต่ต้อนรับบุตรสาวจนลืมเป้าหมายของตน จึงแสร้งกระแอมขึ้นมาเบาๆ เป็นเชิงเตือน “น้องสะใภ้ เวลาก็ล่วงไปมากแล้ว เจ้าว่าเราควรจะ…”
ขณะซูซื่อกำลังจะเอ่ยปาก ฮวาชิงเหยียนก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “เช่นนั้นข้าขอไม่ส่งท่านแล้วกัน เดินทางกลับดีๆ นะเจ้าคะ”
เสิ่นซื่อเห็นสีหน้าของฮวาชิงเหยียนที่อยากจะไล่นางออกไปจนแทบปิดไม่มิด ก็เดือดดาลจนใบหน้าเปลี่ยนสี จึงกล่าวต่อว่านางด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “เหยียนเอ๋อร์เอ่ยเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าเป็นป้าสะใภ้ของเจ้านะ! ไม่แม้แต่จะทักทายข้าสักคำ ยังจะไล่ข้าอีกหรือ น้องสะใภ้ นี่คือบุตรสาวที่เจ้าอบรมมาหรือ!”
ซูซื่อหน้าเจื่อนไปทันตา รีบยิ้มขอโทษก่อนจะยัดตั๋วเงินใบหนึ่งใส่มือเสิ่นซื่อ “พี่สะใภ้ เหยียนเอ๋อร์เผลอพูดไปโดยไม่ทันคิด ท่านอย่าถือสานางเลย ข้าฝากท่านทักทายพี่ชายด้วยนะเจ้าคะ”
เสิ่นซื่อเห็นจำนวนเงินในมือตน สีหน้าจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนโบกมืออย่างขอไปทีแล้วสะบัดหน้าจากไป
ฮวาชิงเหยียนเห็นดังนั้นก็ถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านแม่ ท่านป้าสะใภ้มาทำอะไรหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดต้องให้เงินนางด้วย”
ซูซื่อเผยสีหน้าลำบากใจและไม่ได้ตอบคำถาม
ฮวาเฮ่าเย่ว์จึงเป็นฝ่ายพูดแทนอย่างหงุดหงิด “น้องสาวรู้ดีว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายป้าสะใภ้ก็ไม่มีวันมาหาเราเฉยๆ นางเห็นว่าเจ้าขายของแล้วได้เงิน จึงมาร่ำไห้คร่ำครวญว่าครอบครัวลำบาก ทั้งยังโทษว่าเป็นเพราะเจ้าทำให้ภรรยาของพี่ชายหนีไปกับฮวาชิงมู่ นางมาขอเงินท่านแม่ บอกว่าจะเอาไปสู่ขอภรรยาใหม่ให้พี่ชาย”
ฮวาชิงเหยียนถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง
นี่มันเหตุผลอะไรกัน...ภรรยาของซูชิงเฟิงหนีตามชายอื่นไปแล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า!
ยิ่งคิดก็ยิ่งเคืองใจ ไหนจะเรื่องที่เคยถูกเสิ่นซื่อข่มเหงในอดีตอีก ทว่าเมื่อนึกถึงตอนที่ท่านลุงเคยแอบยื่นมือช่วยเหลือ นางจึงข่มใจปล่อยผ่านไป แต่จะไม่มีครั้งต่อไปเด็ดขาด!
เชิงอรรถ^เหม่ยเหริน หมายถึง ตำแหน่งอนุในจวนอ๋อง มีศักดิ์ต่ำกว่าพระชายา แต่สูงกว่าสาวใช้ห้องข้าง