ตอนที่ 28 มันเทศหนึ่งชาม (1)
อาหารมื้อเย็นของตระกูลเถียนนั้นเรียบง่าย สิ่งที่เสี่ยวเป่า ผู้เฒ่าเถียนและภรรยา พร้อมด้วยเถียนจินจวี๋กินคือหมั่นโถวแป้งขาวและกับข้าวสองอย่าง ส่วนคนที่เหลือกินมันเทศนึ่ง ในขณะที่หลินซื่อแม่ลูกกินโจ๊กข้าวฟ่าง
ตามที่ผู้เฒ่าเถียนกล่าว ตอนกลางคืนไม่ต้องออกแรง จะกินอาหารดีๆ ไปทำไม
ทว่าเมื่อตอนเที่ยงไฉ่เวยสร้างเรื่องใหญ่โตขึ้นมาเพื่อจะได้กินแบบเดียวกับบ้านใหญ่และบ้านสาม ดังนั้นคืนนี้เว่ยซื่อจึงจัดให้พวกนางกินมันเทศนึ่งด้วย
แม้มันเทศนึ่งไม่ค่อยอร่อย แต่ก็อร่อยกว่าโจ๊กข้าวฟ่างมากนัก
เมื่อหลินซื่อและลูกๆ เดินเข้าไปในห้องโถง บรรยากาศก็หนักอึ้งชวนให้คนรู้สึกหวาดกลัว ผู้คนที่อยู่บนโต๊ะด้านล่างเตียงเตาไม่ว่าบุรุษสตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก้มหน้าก้มตาราวกับอยู่ในงานศพ เถียนจินจวี๋ยังคงสะอึกสะอื้น
หม่าซื่อเดินตัวสั่นงันงกเอาไข่ตุ๋นหนึ่งชามกับปวยเล้งผัดเต้าหู้หนึ่งจานซึ่งวางอยู่ที่โต๊ะบนเตียงเตา แล้วรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารด้านล่าง
เมื่อเว่ยซื่อเห็นหลินซื่อแม่ลูกเดินเข้ามาแล้วถึงเริ่มแจกจ่ายอาหาร ขณะเดียวกันปากก็พูดจาเสียดสีไปด้วย “พวกเจ้าช่างเก่งกาจนัก ไม่ยอมทำงานให้ดี ยังจะเรียกผู้ใหญ่บ้านมาข่มพวกเราอีก”
ไฉ่เวยพูดอย่างเย็นชา “ท่านย่าจะโมโหกลุ้มใจไปทำไม หากท่านคิดว่าพวกเราแม่ลูกทำงานได้ไม่ดี ก็ไล่เราออกจากตระกูลเถียนไปเลยสิ หลังจากเราออกจากตระกูลเถียนไป ย่อมมีคนอื่นในตระกูลเถียนทำได้ดีกว่าเรา เหตุใดต้องลำบากเลี้ยงคนไร้ประโยชน์อย่างพวกเราด้วยล่ะ” เถียนไฉ่เวยเอ่ยเหมือนไม่ได้ตั้งใจพูดพลางเหลือบมองจี้ซื่อกับหม่าซื่อไปด้วย
แม้ทั้งสองคนจะชอบรังแกหลินซื่อแม่ลูก ทั้งต่อหน้าและลับหลังทำราวกับว่าพวกนางเป็นคนใช้ แต่เสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้าของครอบครัวตัวเองก็ล้วนต้องให้หลินซื่อแม่ลูกซัก แม้แต่น้ำร้อนสำหรับอาบก็ต้องให้พวกนางสามแม่ลูกต้มให้ ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้หลินซื่อแม่ลูกออกจากตระกูลเถียน
หากพวกนางสามแม่ลูกออกจากตระกูลเถียนไป ไม่เพียงแต่จะไม่มีใครรับใช้พวกนางอีก ที่สำคัญกว่านั้นคือ งานของหลินซื่อแม่ลูกต้องแบ่งมาใส่ศีรษะพวกนางแต่ละคนแน่นอน พวกนางอยู่ดีกินดีมาหลายปีดีดัก ไหนเลยจะเต็มใจทำงานหยาบๆ พวกนั้น และคิดว่าตัวเองไม่มีทางทำแน่นอน
หม่าซื่อรีบยิ้มเสแสร้งพลางดุไฉ่เวย “เจ้าเด็กคนนี้ ใช้คำพูดไม่รู้หนักเบาเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดพูดจาทำร้ายจิตใจคนในครอบครัวขนาดนี้ ท่านย่าของเจ้าแค่รู้สึกไม่พอใจ จึงพูดส่งๆ ไปเท่านั้น เจ้าก็ช่างคิดเล็กคิดน้อย โวยวายจะออกจากตระกูลเถียน หากออกจากตระกูลเถียนจริงพวกเจ้าแม่ลูกจะไปอยู่ที่ไหน”
ไฉ่เวยจ้องหม่าซื่อคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้ามองไม่ออกจริงๆ ว่าท่านอาสะใภ้สามจะใส่ใจพวกข้าขนาดนี้ แต่ถ้าท่านมีความกตัญญูจริงๆ ก็ควรปล่อยพวกเราไปถึงจะทำให้ท่านย่าโกรธน้อยลง อีกอย่างหลังจากเราออกไป งานต่างๆ ที่พวกข้าทำท่านอาสะใภ้สามก็ทำเองเลย ท่านต้องทำได้ดีกว่าพวกข้าแน่ ท่านย่าเห็นก็สบายใจ ทั้งยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของท่านด้วย และไม่ต้องเลี้ยงคนไร้ประโยชน์อย่างพวกข้าอีก ได้ประโยชน์มากมายขนาดนี้ ข้าคิดเพื่อทุกคนนะ”
ขณะที่หม่าซื่อกำลังจะพูดอย่างอื่น ผู้เฒ่าเถียนก็เริ่มโกรธจัด เขาตบตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง แล้วจ้องไปที่หม่าซื่อเขม็ง “ถ้าเจ้าไม่อยากกินก็ไสหัวออกไป!”
หม่าซื่อเปลี่ยนสีหน้า ไม่กล้าอ้าปากพูดอีก
ไฉ่เวยรู้ว่าไม่ใช่จู่ๆ ผู้เฒ่าเถียนก็เกิดเปลี่ยนใจหันมาทำดีกับพวกนางแม่ลูกกะทันหัน แต่กลัวว่าถ้าพวกนางสามแม่ลูกออกจากตระกูลเถียนไปจริงๆ จะมีใครในตระกูลเถียนทำงานในไร่นากันล่ะ
สองผู้เฒ่าไม่ได้ทำงานในไร่นามาหลายปีแล้ว ไม่มีทางที่จะลงทุ่งนาได้อีก หากให้เจ้าใหญ่กับเจ้าสามทำงานในไร่นา ยังไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็จะไม่สามารถหาเงินนอกบ้านได้ ส่วนรายรับในบ้านก็จะลดลงมาก คนอื่นในตระกูลยิ่งพึ่งพาไม่ได้ เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดูแล้ว ถึงได้แสร้งออกหน้าทำตัวเป็นคนดี