ขณะที่เรือนส่วนหน้าเกิดความโกลาหล องครักษ์จุดโคมวิ่งวุ่นตามหาผู้บุกรุก สาวใช้นางหนึ่งกำลังเดินหิ้วถังน้ำ ก้าวเร็ว ๆ ไปตามทางเดินที่ทอดเข้าสู่เรือนชั้นใน
โคมไฟบนทางเดินที่นำสู่เรือนหลักสว่างไสว เรือนหลังกลับมืดสนิทไร้ผู้คนอยู่อาศัย
นางวางถังไม้ลงซ่อนหลังต้นไม้แล้วยืดคอมองประตูเชื่อมสู่เรือนหลังที่คล้องกุญแจแ่า เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นจึงะโข้ามกำแพงไป
เรือนหลังแห่งนี้มีสระน้ำอยู่กลางลาน ริมสระมีศาลาชมสวน ต้นท้อใหญ่ทอดกิ่งก้านแผ่ออกไปด้านข้าง สวนตกแต่งด้วยพุ่มไม้เตี้ย ยามนี้ถูกหิมะปกคลุมบาง ๆ
หญิงสาวมองสวนและสระน้ำด้วยตาเป็ประกาย “นี่มันเรือนแบบที่ข้าใฝ่ฝันเลยนี่นา บังเอิญจริงเชียว”
เสียงองครักษ์ดังใกล้เข้ามา นางหันขวับไปมองประตูแวบหนึ่งก่อนจะวิ่งอ้อมเรือนไปทางด้านหลัง ไม่รีรออยู่นานก็อาศัยกำแพง ะโข้ามไปทีละชั้น จนถึงประตูข้างซึ่งเป็ทางออกของข้ารับใช้
“โชคดีที่เรือนหลังของเขายังไม่มีคนอยู่อาศัย”
หญิงสาวปิดปากยิ้ม เมื่อนึกถึงใบหน้าใต้แสงจันทร์ของบุรุษผู้นั้นหัวใจก็เต้นตึกตัก
เสียงองครักษ์ะโดังใกล้เข้ามา นางจึงปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป จัดเสื้อเล็กน้อยแล้วเดินแกมวิ่งไปที่ประตู หยุดหอบครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงขาดห้วง “หวงจื่อ...ถูกวางยาสลบ เปิดประตูให้ข้าออกไปซื้อยาเร็วเข้า”
ทหารขมวดคิ้วมองนาง เอ่ยถามอย่างสงสัย “เหตุใดสาวใช้อย่างเ้าต้องออกไปซื้อยา นั่นมันหน้าที่องครักษ์คนสนิท”
สาวใช้ตัวน้อยยกมือขึ้นกุมท้อง หอบเสียงดังแฮก ๆ “องครักษ์...กำลังไล่ตามคนร้ายนะสิ เ้าไม่เปิดประตูให้ข้าไม่เป็ไร ข้าจะกลับไปรายงานแล้ว...”
ทหารสะดุ้ง รีบร้อนเรียกสาวใช้ไว้ทันที “เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป เ้าคงมีป้ายขอออกนอกจวนกระมัง”
สาวใช้พยักหน้า ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ข้อมือเล็กค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากใต้แขนเสื้อ ทันใดนั้นแววตาของนางก็เข้มขึ้น นางสะบัดมือออกไป ฝุ่นผงสีขาวฟุ้งกระจายใส่หน้าทหารยามสองคน
นางคาดผ้าปิดหน้ายามใดไม่มีใครสังเกต ท่ามกลางความแสบร้อนในดวงตา ปฏิกิริยาของทหารยามเชื่องช้าลงเล็กน้อย ยามนั้นร่างเล็ก ๆ ก็มุดเข้ามาสับสันมือใส่ลูกกระเดือกพวกเขาคนละที เสียงที่กำลังจะเปล่งพลันดังขลุกขลัก ทหารร่างใหญ่ทรุดฮวบลง สำลักไอน้ำตาไหลพราก
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สาวใช้นางนั้นก็หายไปเสียแล้ว
เสียงกระดิ่งดังขึ้นที่ประตูหลังของจวนองค์ชายเป็สัญญาณแจ้งเตือน แสงคบเพลิงไหววูบวาบ
สาวใช้นางนั้นหยุดหอบหายใจอยู่ที่มุมกำแพงตรอก นางหันไปมองจวนองค์ชายรองที่ตกอยู่ในความวุ่นวาย ก่อนพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างโล่งใจ มือที่กำขวดหยกเปล่าสั่นระริก หัวใจเต้นแรงแทบจะกระดอนออกมาจากอก
“โชคดีที่รอดมาได้” นางลูบอกตัวเอง
ภาพการต่อสู้เมื่อครู่ย้อนกลับมาสั่นประสาทของนางไม่น้อย ยามที่องค์ชายรองพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างสุดกำลังในคราแรกนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร นางหลบการโจมตีของเขามาได้อย่างหวุดหวิดเพราะโชคช่วยอย่างแท้จริง
แต่พอผ้าปิดหน้าของนางถูกดึงออก ไอสังหารของเขาก็จางลง แต่แววตาของเขากลับแสดงออกอย่างแรงกล้าว่าอยากจับนางเอาไว้ให้ได้
จนถึงตอนนี้ร่างนางก็ยังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
บุกเข้าจวนองค์ชายนั้นไม่ง่ายเลยจริง ๆ
จวนสกุลซู
ซูอันหนิงค่อย ๆ ผ่านประตูข้างเข้ามาในจวน โคมไฟข้างเรือนยังคงสว่างนวล เวรยามแสร้งมองไม่เห็นยอมปล่อยให้นางแอบย่องไปทางเรือนหลังอย่างเงียบเชียบ
ทว่าเมื่อผ่านประตูวงเดือนเข้ามาก็พบว่าบิดากำลังยืนเท้าเอวรออยู่ที่ลานหน้าเรือนด้วยใบหน้าถมึงทึง สตรีที่กำลังย่องเข้ามาอย่างมีลับลมคมในสะดุ้งเฮือก ยืนตรงแน่วขึ้นมาทันใด
“ออกไปไหนมา เหตุใดเ้าสวมชุดเช่นนี้” ซูอี้ตวาดถาม
“ท่านพ่อ !” หญิงสาวอุทาน พลางโยนเสื้อคลุมสีดำเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทางทันที
ซูอี้ปรายตามองใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำขึ้น “พ่อถามว่าเ้าไปไหนมา”
นางเม้มริมฝีปาก ดวงตากลอกไปมาไม่กล้าสบสายตา “ลูก... อยากเห็นเรือนหลังของเอ้อร์หวงจื่อเ้าค่ะ”
“ดี ! ดี ! ดี ! วิชาเอาตัวรอดที่พ่อสอนเ้า ให้เอาไว้ใช้ป้องกันตัว แต่เ้ากลับดีนัก ถึงกับนำไปใช้สอดแนมจวนองค์ชาย !” เสียงของซูอี้ลอดออกมาจากไรฟัน ท่าทางเหมือนคนกำลังข่มกลั้นเต็มที
ซูอันหนิงย่นคอ เอ่ยแก้ตัวเสียงเบา “แต่ก็หนีออกมาได้แล้วนี่เ้าคะ”
“ยังจะเถียงอีก เ้าโชคดีเพียงใดที่ไม่ถูกจับไว้ จวนเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่จวนสกุลเว่ย ที่เ้าคิดอยากย่องเข้าย่องออกยามใดก็ได้”
ยิ่งฟังหญิงสาวก็ยิ่งตัวหดเล็กลงทุกที ได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิด “หนิงเอ๋อร์ไม่อยากแต่งกับหวงจื่อนี่นา เป็สะใภ้ราชวงศ์ไม่เห็นดีตรงไหน”
ซูอี้สะอึก ในใจพลันปวดแปลบ ไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่าครอบครัวจะถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระดานการเมือง เขาก็แค่ชาวยุทธ์ที่วางมือเพื่อสร้างครอบครัว ยอมมาเป็องครักษ์ก็เพื่อลดปัญหา หลบสายตาศัตรูเก่าจะได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างสงบเท่านั้น
เขาไม่ยอมเลื่อนขั้นให้สูงกว่านี้ก็เพราะกลัวจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดี ฝ่าากลับดีนักไม่ยอมให้เขาอยู่เงียบ ๆ บ้างเลย
บุรุษถอนใจยาว หันหลังไปทางประตูวงเดือน คล้ายกับว่าแผ่นหลังจะงองุ้มลงเล็กน้อย เสียงพูดต่อมาจึงอ่อนลง
“ตามพ่อมาที่ห้องหนังสือ”
ซูอันหนิงขมวดคิ้ว ค่อย ๆ เดินตามบิดาไป เหลือบไปเห็นเด็กสาวฝาแฝดสองคนซึ่งแอบอยู่ข้างประตูวงเดือนมองมาที่นางด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นก็รีบโบกมือไล่เบา ๆ ให้เด็กสาวทั้งสองกลับเรือนตนเองไปก่อน
เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ ซูอี้ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งขวา กล่าวช้า ๆ
“ในบรรดาองค์ชาย ผู้ที่มีความสามารถใกล้เคียงฝ่าามากที่สุดก็คือองค์ชายรอง” เขามองมาทางบุตรสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พระทัยฮ่องเต้ยากแท้หยั่งถึง แม้จะโปรดปรานมาก แต่ก็ต้องระวังป้องกันมากขึ้นเช่นกัน”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว แววตาปรากฏความละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะเขาเป็สหายเก่าของฮ่องเต้ ไม่มีใจทะเยอทะยานอยากมีอำนาจ มีหรือฝ่าาจะเลือกสกุลซู เพราะทรงเชื่อว่า ต่อให้บุตรสาวแต่งกับองค์ชาย สกุลซูก็จะไม่มีทางเอาใจออกห่าง
“แต่...” ซูอันหนิงกำลังจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ แต่ภาพใบหน้าใต้แสงจันทร์ขององค์ชายรองก็ผุดขึ้นซ้ำ ๆ คำพูดที่มาจ่ออยู่ริมฝีปากจึงถูกกลืนกลับไป
ซูอี้เห็นแววตาสับสนของบุตรสาวก็รีบกล่าวต่อไปว่า “พระราชโองการถูกประกาศแล้ว ไม่อาจเรียกคืน”
มือของเขาบีบที่พักแขนแน่นขึ้น “เพื่อตอบแทนความภักดีของสกุลซู สามชั่วอายุคนนับจากนี้ สกุลซูไม่จำเป็ต้องส่งหญิงงามเข้ารับการคัดเลือกนางใน อวี้เอ๋อร์ กับหว่านเอ๋อร์ จะไม่ถูกดึงเข้าสู่วังวนของอำนาจ”
ซูอันหนิงชะงัก นางรู้อยู่แล้ว นับั้แ่รับราชโองการเมื่อตอนกลางวัน นางก็รู้ดีว่าชีวิตนี้ไม่อาจหลบหนีไปทางใดได้อีก
แม้นางจะอ้างการสืบข่าวฉาว สำรวจจริยธรรมของเ้าบ่าวเป็ข้ออ้างในการบุกรุกจวนองค์ชายรอง ถึงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ อย่างน้อยนางก็อยากรู้ว่าคนที่ต้องอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตเป็คนเช่นไร
วันนี้นางได้รู้แล้วว่าเขาคือนักรบ มีความเด็ดขาด ที่สำคัญคือยังไม่มีสตรีเรือนหลัง
เมื่อนึกถึงน้องสาวฝาแฝดของตนเอง อีกไม่กี่ปีก็จะถึงวัยปักปิ่น หากไม่ต้องเข้าวังเป็นางใน ก็อาจจะถูกจับแต่งกับเชื้อพระวงศ์สักคน ชีวิตคงไม่ดีไปกว่านางนัก
นี่ก็คือ...การใช้ชีวิตของนางคนเดียว แลกมาด้วยอิสระของสตรีสกุลซูสามชั่วอายุคน
ฝ่ามือที่กำแน่นคลายออก ไหล่ตึงเกร็งลู่ลงเล็กน้อย นางกระพือขนตาเบา ๆ ก่อนตอบรับ “เข้าใจแล้ว ขอเพียงอวี้เอ๋อร์และหว่านเอ๋อร์ สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้เอง หนิงเอ๋อร์ก็ยินดี”
ซูอี้ขยับตัวคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง เขากลับไม่อาจเอ่ยปาก ว่าตนเองไม่ได้คิดเสียสละบุตรสาวคนใด
ซูอันหนิงเป็บุตรสาวที่เขาภาคภูมิใจ การปล่อยให้นางตกอยู่ท่ามกลางวังวนอำนาจ บิดาเช่นเขาย่อมปวดใจไม่น้อย
ทว่า...นี่คือรับสั่ง ที่ไม่อาจขัดขืน