และนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 อาทิตย์ที่แล้ว..
สนามบินบริสเบน ออสเตรเลีย
มธุรดาเดินออกจากทางออกผู้โดยสารขาเข้าพร้อมกับกระเป๋าเดินทางขนาดกลางสีน้ำเงินเข้ม ร่างบางอยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์รัดรูป เสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มพาดอยู่บนแขนเล็ก ่ปลายมกราคมยังคงเป็่ฤดูร้อนของประเทศออสเตรเลีย ทำให้เธอสามารถใส่เสื้อผ้าที่มีอยู่ได้โดยไม่ลำบากมากนัก
ข้อมือเล็กยกขึ้น ก่อนมธุรดาจะมองหน้าปัดนาฬิกาที่ยังไม่ได้ถูกปรับเวลา เข็มสั้นชี้ไปยังเลข 10 บอกเวลาสิบโมงเช้าประเทศไทย.. เธอยกมือนับนิ้วก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ
“ตอนนี้ก็.. บ่ายสอง..”
ขณะเดียวกันฝูงชนเริ่มทยอยเดินผ่านเธอไป ร่างบางถอนสายตาจากนาฬิกา ก่อนมองห่างออกไปด้านหน้าซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่ทั้งยืนรอ และถือป้ายชื่อ.. บางคนแต่งตัวเด่นชัดว่าเป็พนักงานของโรงแรมห้าดาวชื่อดังที่กำลังรอผู้โดยสารจากไฟล์ทเดียวกับเธอ
ร่างบางเริ่มออกเดินอีกครั้ง ั์ตากลมพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาป้ายที่น่าจะมีชื่อของเธอบ้าง..
ทันใดนั้นเธอก็เห็นป้ายชื่อภาษาอังกฤษยาวที่จะเป็ชื่อใครไม่ได้นอกจากชื่อของเธอ มธุรดาเดินตรงไปยังป้ายนั้นทันที และได้พบกับชายสูงวัยที่ยิ้มกว้างให้เธอ..
หญิงสาวยกมือไหว้อีกฝ่ายตามความเคยชิน ขณะที่วอร์เด็นรับไหว้อย่างไม่ตั้งตัว.. เขาไม่ชินกับวัฒนธรรมการไหว้ แม้จะเคยเห็นคุณผู้หญิงของบ้านกระทำเช่นนั้นเป็บางครั้งบางคราวก็ตาม
มธุรดาสังเกตเห็นท่าทางเช่นนั้น เธอจึงรีบลดมือลงก่อนจะเอ่ยทักทาย
“คุณลุงหนุ่มกว่าในรูปเยอะเลยค่ะ” เธอกล่าวเป็ภาษาอังกฤษอย่างง่าย
มธุรดาจำเขาได้เพราะอัลเบิร์ตเคยแนบรูปมาในจดหมายที่เขียนให้เธอเป็บางครั้งบางครา และวอร์เด็นก็มักจะปรากฏอยู่ในภาพถ่ายเสมอ
ชายสูงวัยหัวเราะเมื่อได้ยินประโยคแรกจากหญิงสาว
“หนูก็ปากหวานจริงๆ” เขากล่าว ขณะที่เอื้อมมือไปจับกระเป๋าเดินทางของเธอ
“ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวหนูถือเอง” เธอรีบกล่าว พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ
วอร์เด็นพยักหน้ารับอย่างตามใจ
“เดินตามลุงมานะ” เขากล่าวต่อ ก่อนจะเดินนำเธอไปยังรถที่เขาขับมารับเธอ
ระหว่างทาง วอร์เด็นจอดรถบริเวณปั้มน้ำมันเพื่อลงไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต มธุรดาจึงถือโอกาสแวะเข้าห้องน้ำ
ขณะที่เธอกำลังล้างมือหลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ั์ตากลมก็สังเกตเห็นถึงสัตว์ตัวน้อยหน้าตาคล้ายแรคคูนกำลังวิ่งตรงมายังเธอ พร้อมกับเสียงะโที่เธอไม่แน่ใจว่าดังมาจากทางไหน
“คุณ! ช่วยจับมันไว้ทีครับ”
เสียงทุ้มแอบหล่อที่มธุรดาไม่มีเวลาพิจารณาเพราะมัวแต่ใกับเ้าตัวเล็กที่กำลังพุ่งตัวมายังทิศทางที่เธอยืนอยู่
“เหวยยยยยยย” เสียงหวานอุทานอย่างไร้สติ ก่อนจะะโตัวหลบเ้าที่กำลังวิ่งมาหาเธอ
“โน โน!” เสียงหล่อะโตามมาทันที พร้อมกับเ้าของเสียงที่ปรากฏตัวขึ้น
ปิแอร์ จูเนียร์ กริฟฟิธส์ ชายหนุ่มในชุดทะมัดทะแมงสำหรับเดินป่าวิ่งไล่ตาม ‘แพนด้าแดง’ พุ่งตรงไปยังมธุรดา
โครม!
เขาชนเธอเข้าอย่างจัง ก่อนจะรีบลุกขึ้น และก้าวไปตะครุบเ้าตัวเล็กที่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ
“เฮ้อ! เกือบไป” เสียงทุ้มถอนหายใจ ขณะที่จับอุ้มเ้าตัวป่วนขึ้นมาอย่างหวงแหน
“ฉันจะไม่พาแกไปไหนด้วยอีกแล้วเรดดี้” เขาพูดกับมันราวกับพ่อกำลังดุลูกชายจอมดื้อ
มธุรดามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างงงๆ..
ผู้ชาย.. แรคคูน.. ผู้ชายกำลังคุยกับแรคคูน
คนตัวเล็กยกมือเกาศีรษะ ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้น
คนมาใหม่เหมือนเพิ่งสังเกตได้ว่าเขาได้ก่อเื่เอาไว้ ร่างสูงรีบหันมาหาเธอ
“โอ้ คุณ.. ขอโทษด้วยนะครับ” เขากล่าวรัวเร็ว ก่อนสายตาจะกลับไปมองแรคคูนในอ้อมแขน ไม่มีท่าทีจะช่วยเหลือเธอแม้แต่น้อย มธุรดาแอบลอบถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมา
“ซวยจริงๆ” เธอบ่นเป็ภาษาไทย ทำให้อีกฝ่ายหันกลับมามองเธออีกครั้ง
หนวดเคราที่ปกคลุมเกือบครึ่งไปหน้ากระตุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกึ่งประหลาดใจ
“คุณพูดว่าอะไรนะ” เขาถาม ั์ตาเบิกโตขึ้นเล็กน้อย ขณะที่มธุรดาส่ายหน้ายิก
“เปล่านี่คะ” เธอตอบ พร้อมกับปัดเสื้อที่เปื้อนเล็กน้อย
เมื่อยืนเผชิญหน้ากัน มธุรดาจึงสังเกตได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าบุคลิกค่อนข้างต่างจากผู้ชายในวงจรชีวิตของเธอซึ่งก็มีไม่มากนัก
เขาค่อนข้างสูง.. น่าจะซัก 185 ซม.เห็นจะได้.. สิ่งที่เด่นชัดที่สุดก็คงจะเป็ผมสีบลอนด์ผสมน้ำตาลเข้มหนาหยักโศกยาวเกือบประบ่า ั์ตาสีเดียวกับเส้นผมเปร่งประกายแม้ว่าจะอยู่ในชุดที่ค่อนข้างจะมอมแมม เคราหนาที่ยาวลงมาจากใบหูทำให้เธอนึกถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้มากกว่าที่จะอยู่ที่ออสเตรเลีย
มธุรดารู้สึกได้ว่าตัวเองจ้องมองอีกฝ่ายนานเกินความจำเป็ เธอจึงรีบเอ่ยต่อบทสนทนาเพื่อทำลายความเงียบ
“แรคคูนของคุณน่ารักดีนะคะ มันไม่ผิดกฎหมายเหรอ”
คำถามของหญิงสาวทำให้ปิแอร์มองเธอตาค้าง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะ
“ฮ่าๆๆๆๆ คุณตลกจัง” เขากล่าว ขณะที่พยายามหัวเราะโดยไม่ปล่อย ‘แรคคูน’ ในมือของเขา
“ฮ่าๆๆ โอ๊ยยย” เสียงทุ้มยังคงหัวเราะอยู่
มธุรดาไม่ขำเท่าไหร่.. เธอกะพริบตาปริบๆมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นตลกตรงไหน
ปิแอร์เห็นท่าทีเช่นนั้น เขาจึงพยายามหักห้ามตัวเองให้หยุดหัวเราะก่อนจะกล่าวขึ้นบ้าง
“อย่างแรกนะครับ.. เ้านี่” เขาชูเ้าตัวเล็กสีแดงขึ้น
“คือแพนด้าแดง ไม่ใช่แรคคูน” เขามองมันอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมามองเธอ
“อย่างที่สอง.. ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ” เขาตอบติดตลก ก่อนหัวเราะแห้งๆ
“ถ้าคุณไม่แจ้งตำรวจ มันก็คงไม่ผิดกฎหมาย”
มธุรดามองอีกฝ่ายอย่างงงๆ เธอยิ้มแห้งตอบกลับให้เขาเช่นกัน ขณะที่สายตาเหลือบไปเห็นวอร์เด็นที่กำลังเดินกลับออกมาจากซูเปอร์มาเก็ต
“ฉันไปก่อนนะคะ” เธอกล่าวอย่างไม่มีพิธีรีตอง ก่อนจะรีบเดินผ่านชายหนุ่ม
ปิแอร์พยักหน้ารับรู้ สายตามองตามเธอไป ร่างสูงยังคงชู ‘แพนด้าแดง’ ในมือของเขา
เมื่อมธุรดาห่างออกไปได้เกือบ 5 เมตร เธอก็ได้ยินเขาะโตามหลังมา
“คุณตลกดี ว่างๆ แวะไปเที่ยวที่ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าได้นะครับ”
มธุรดาหันกลับไปมองเขาที่กำลังโบกไม้โบกมือกลับมาให้เธอ เ้าแพนด้าแดงในมือถูกแกว่งไปมาอย่างงุนงง..
ร่างบางยกมือขึ้นเกาศีรษะ ก่อนหัวเราะกับตัวเองเล็กน้อย.. เธอยิ้มให้เขาก่อนจะรีบเดินกลับขึ้นรถที่วอร์เด็นเข้าไปนั่งอยู่เรียบร้อยแล้ว..
ปิแอร์ใช้เวลาเกือบวินาทีก่อนจะตั้งสติได้.. เขารีบคว้ามือถือของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกงและรีบถ่ายรูปหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้.. น่าเสียได้ที่เขาถ่ายติดเพียงแค่ด้านหลังของเธอเท่านั้น..
กรุงเทพฯ ประเทศไทย ปีพ.ศ.2547 (ค.ศ. 2004)
เวลาเกือบเที่ยงคืนในวันที่พระจันทร์เต็มดวง เป็ค่ำคืนที่ฝนตกโปรยปราย มธุรดาในวัยสิบขวบเศษเดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะสังเกตถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายนอกบ้าน คนตัวเล็กเดินไปยังโซฟาเก่าที่อายุมากกว่าเธอ เธอนั่งยองๆ ก่อนจะลอบสังเกตผ่านบานหน้าต่างติดกับโซฟา มีเพียงศีรษะและเบ้าตาเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมาจากขอบหน้าต่าง
ั์ตากลมกะพริบปริบๆ ก่อนจะเบิกตาโตด้วยความใเมื่อเห็นร่างชายคนหนึ่งปรากฏตรงหน้าเข้าอย่างจัง!
“ว้ายย”
ร่างเล็กหล่นตุบลงไปบนพื้น พร้อมกับเสียงร้องดังลั่น
มธุรดาวิ่งอย่างเสียขวัญเข้าไปหามารดาที่นอนหลับอยู่ในห้อง
“แม่!!!” เธอะโเรียกมารดาที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
“ฮือ หนูเห็นผี” เสียงเล็กกล่าวอย่างไร้เดียงสา ขณะที่คนเป็แม่มองลูกสาวอย่างงงงวยในความมืด
“ผีเผออะไรกันลูก” มารดาถามซ้ำ
มธุรดาส่ายหน้า โผเข้ากอดมารดา ก่อนทั้งคู่จะสะดุ้งพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ปังๆ ๆ ๆ
สาวน้อยยกมือขึ้นปิดหูไม่อยากได้ยินเสียง ขณะที่มารดาของเธอนิ่วหน้า หญิงวัย 38 ปีลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังกอดลูกสาวเอาไว้ หล่อนเดินไปหยิบไม้กวาดข้างประตูก่อนจะเดินออกจากห้องไป
มธุรดาค่อยๆเดินตามมารดาไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
ปังๆ ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง มธุรดาสะดุ้งยืนตัวแข็ง ขณะที่มารดาของเธอชะโงกมองผ่านบานหน้าต่างตรงโซฟา
ทันในนั้นหล่อนก็รีบเดินไปเปิดประตู
มธุรดารีบวิ่งไปยังมารดาทันทีที่เห็นเช่นนั้น
“แม่!”
เด็กน้อยวัยสิบขวบร้องเสียงหลง ก่อนจะเข้ากอดขาคนเป็แม่ เธอหลับตาปี๋เพราะไม่กล้ามองสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า.. ในใจยังคงคิดว่าเป็ ‘ผี’ จนมารดาร้องเรียกเธอ
“น้ำผึ้ง ปล่อยแม่ก่อน รีบไปช่วยเขาเร็ว” ประโยคกึ่งบอกเล่ากึ่งสั่งของมารดาทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นในที่สุด
ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือชายชาวต่างชาติวัยกลางคนที่นอนสลบอยู่ข้างประตูบ้านของเธอ.. เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่ตอนนี้ชื้นแฉะเพราะละอองฝน..
และนั้นเป็ครั้งแรกที่เธอได้พบกับ ‘อัลเบิร์ต แฮร์ริส’
เมืองนอร์ธเลค กรุงบริสเบน ปัจจุบัน เวลา 5 โมงเย็น
ก๊อกๆ ๆ..
มธุรดาเคาะประตู ก่อนจะเปิดเข้าไปในห้องทำงานใหญ่ ั์ตาดำขลับจับจ้องที่ชายสูงวัยซึ่งเธอรู้จักเขามานานกว่าครึ่งชีวิต.. เสียงเปิดประตูดึงความสนใจของคนที่อยู่ในห้องไปได้ เขาเงยหน้าขึ้นจาก iPad Air ของเขาพร้อมกับถอดแว่นไร้กรอบที่สวมอยู่
อัลเบิร์ต แฮร์ริส ยิ้มให้กับหญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้น มธุรดายิ้มตอบเขาเช่นกัน ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบงันก่อนหญิงสาวจะรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
“สวัสดีค่ะ” เธอทักทายเขาเป็ภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังคงติดประนมมือไหว้แบบไทย
อัลเบิร์ตเห็นเช่นนั้นทำให้เขานึกถึงชาริตา ภรรยาคนไทยที่เขาเพิ่งสูญเสียเธอไป
“เป็ยังไงบ้าง เดินทางมาเหนื่อยไหม” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
มธุรดายิ้มหวาน ก่อนจะส่ายศีรษะตอบ
“ไม่เหนื่อยค่ะ” เธอมองไปรอบๆห้อง
“บ้านของคุณลุงสวยมากเลยนะคะ” เธอกล่าวต่อ อัลเบิร์ตยิ้มมองตามอีกฝ่ายไป
“เชอร์รี่เป็คนจัดการทั้งหมดน่ะ” เขากล่าวถึงภรรยาด้วยน้ำเสียงเบิกบานที่มธุรดารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคงใช้ความพยายามอย่างมาก
หญิงสาวเปลี่ยนบทสนทนา ก่อนทั้งคู่จะพากันพูดคุยสรรเพเหระ อัลเบิร์ตเล่าเื่ราวให้เธอฟังมากมายั้แ่การบริหารโรงแรมที่เธอไม่ค่อยเข้าใจไปจนถึงแมวจรจัดที่เดินผ่านหน้าบ้านเมื่อวาน มีหลายครั้งที่เขาเหมือนจะเล่าเื่ราวหลายเื่ซ้ำไปซ้ำมา แต่มธุรดาก็ยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้าฟังราวกับมันเป็ครั้งแรกที่เธอได้ยินเื่นั้น
เสียงหัวเราะของหญิงสาวและเสียงพูดคุยของชายสูงวัยดังออกมาจากห้องทำงานจนทำให้ชายหนุ่มร่างสูงที่เดินผ่านต้องชะงักฝีเท้า แซมเมอร์ยืนนิ่งฟังหลาย่ขณะหายใจเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้หูฝาดไปเอง คิ้วดกเข้มม้วนเข้าหากันเล็กน้อย บอกไม่ได้ว่าเพราะความสงสัย หรือเพราะความไม่ชอบใจกันมากกว่ากัน
มือเรียวง้างบิดลูกกลอน ก่อนเขาจะปรากฏตัวขึ้นภายในห้องทำงานของอัลเบิร์ตโดยไม่ได้รับเชิญ
บทสนทนาถูกตัดลงอย่างฉับพลัน สายตาสองคู่ภายในห้องจับจ้องไปยังแซมเมอร์ อัลเบิร์ตแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นลูกชาย เนื่องจากแซมเมอร์ไม่เคยคิดจะเข้ามาหาเขาเลยั้แ่ย้ายกลับมาที่นี่
ั์ตาดำขลับตวัดมองหน้าบิดา ก่อนจะเคลื่อนไปยังหญิงสาวหน้าใหม่ มธุรดารู้สึกได้ถึงรังสีความไม่เป็มิตรที่ถูกส่งเปรี้ยง! มาหาเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแข็งทื่อจนมธุรดาแปลกใจ ั์ตาดำขลับกลับไปจ้องชายวัยสูงวัยคนด้วยความแข็งกร้าว สัญชาตญาณทำให้มธุรดาเดาว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็ ‘แซมเมอร์ แฮร์ริส’ ลูกชายของอัลเบิร์ตที่เธอเคยเห็นในรูปถ่ายเมื่อนานมาแล้ว
ั์ตาดำขลับตวัดกลับมามองที่เธอ ใบหน้าตึงนิ่ง
“หาผู้หญิงคนใหม่มาแทนแม่ได้เร็วดีนะครับ” เสียงทุ้มกระแทกกระทั้นแม้จะไม่ได้โวยวาย แต่ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องคุกรุ่นขึ้นภายในเสี้ยววินาที
ขณะที่กำลังงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า มธุรดาพบว่าสายตาเธอนั้นเคลื่อนไปยังแซมเมอร์พร้อมกับหมอนใบเล็กจากมืออัลเบิร์ตที่เธอไม่รู้ว่าเขาหยิบมันมาั้แ่เมื่อไหร่
เฟี้ยวววว !
ร่างสูงเบี่ยงหลบหมอนที่พุ่งตรงมายังเขาก่อนจะแค่นหัวเราะน้อยๆ
“แกกล้าพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง กล้าพูดถึงแม่แกแบบนี้ได้ยังไง” อัลเบิร์ตกล่าวด้วยโทสะ
“ทำไมผมจะไม่กล้า ก็รู้ๆกันอยู่..”
“พอ!!” อัลเบิร์ตะโใส่ลูกชายก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยค
“แกออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามาทำตัวไม่มีมารยาทต่อหน้าแขกของฉัน” แซมเมอร์เม้มริมฝีปาก แต่ไม่มีท่าทางจะกลับออกไปแต่อย่างใด.. เขานิ่งไปชั่ววินาทีก่อนจะตอบพ่อของเขาด้วยน้ำเสียง และใบหน้าที่ยียวนยิ่งกว่าเดิม
“แขก..บนเตียงน่ะเหรอครับ”
อัลเบิร์ตเกือบจะยก iPad Air ข้างกายเขวี้ยงใส่ลูกชายถ้าไม่ติดว่าหันไปเจอมธุรดาที่มีสีหน้าตกตะลึงกับบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้น
“ไม่ใช่นะคะ” มธุรดาโพล่งกล่าวออกไป แต่แซมเมอร์ไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด
“ออกไป” อัลเบิร์ตสั่งลูกชาย ไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย
ร่างสูงยังยืนนิ่ง
“ฉันบอกให้แกออกไปไง!”
แซมเมอร์เห็นพ่อที่หัวเสียอย่างสุดฤทธิ์ เขาจึงแสยะยิ้มให้ทั้งคู่ก่อนจะยอมเดินกลับหลังหันออกไปจากห้อง
“...”
เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่งระหว่างอัลเบิร์ตและมธุรดา
“ฉันขอโทษด้วยนะ” เสียงทุ้มกล่าวขึ้นในที่สุด
“แซมมันตั้งใจหาเื่ฉันเลยไปพาลหนู” เขากล่าวต่อ
มธุรดาส่ายศีรษะ
“ไม่เป็ไรค่ะ” ปากกล่าวออกไปเช่นนั้น เพราะเธอยังคงตะลึงอยู่ไม่น้อย ั์ตากลมตวัดมองประตูที่ร่างสูงเดินกลับออกไป บอกไม่ได้ว่าเธอควรรู้สึกเช่นไร
“ก็เลยไม่ได้แนะนำอะไรกันเลย เสียบรรยากาศจริง” อัลเบิร์ตพลางบ่น ยังคงอารมณ์คุกรุ่นอยู่
“นั่นคือแซมเมอร์.. จริงๆ เหรอคะ” มธุรดาถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ..
อัลเบิร์ตพยักหน้าให้เธอ
“นี่มันก็คงยังจำหนูไม่ได้ถึงปากเสียได้ขนาดนั้น” เขากล่าวต่อ
“ถ้าจำได้ คงน่าแปลกใจกว่านะคะ” มธุรดาตอบยิ้มขำๆ
อัลเบิร์ตส่ายหน้า
“มันต้องจำได้แน่ ตอนเด็กๆเอาแต่พูดถึงหนูตลอด” สิ่งที่ชายสูงวัยเอ่ยทำให้มธุรดามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย อัลเบิร์ตเห็นเช่นนั้นก็พลางยิ้มนึกถึง่เวลาดีๆในอดีตที่เขาและลูกชายมีร่วมกัน.. ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งเพราะทุกอย่างได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ..
เ้าแซมเมอร์คนนั้น.. รู้ตัวอีกทีเขาก็แลกเด็กน้อยคนนั้นกับชื่อเสียงเงินทองรวมไปถึงบ้านหลังนี้เสียแล้ว..
ขณะเดียวกันมธุรดาก็พอจะเดาได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.. ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอัลเบิร์ตและแซมเมอร์คงจะไม่ดีนัก
“หนูกลับไปพักผ่อนเถอะ เจอกันที่ห้องอาหารเย็น 6 โมงครึ่งนะ” ชายสูงวัยกล่าวขึ้น ทำให้มธุรดาไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอยิ้มให้เขา ก่อนจะบอกลาและกลับออกไปยังห้องพักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้บนชั้นเดียวกันของบ้าน..
ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยสูทสีดำสนิทเดินลงบันไดอย่างไม่เร่งรีบ ก่อนหยุดฝีเท้าเมื่อปะทะเข้ากับลุงวอร์เด็นที่เอ่ยทักทายเขาทันทีที่พบหน้า
“คุณหนู.. มีงานกลางคืนเหรอครับ”
แซมเมอร์พยักหน้าตอบอีกฝ่าย ลุงวอร์เด็นยิ้มให้เขา
“ขอให้สนุกครับ” พูดจบคนเป็ลุงก็ทำท่าจะเดินแยกย้าย แต่ก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่ออีกฝ่ายเรียกเขา
“ลุงครับ ..”
“...” ลุงวอร์เด็นมองอีกฝ่าย รอให้เขาพูดให้จบ
“ผู้หญิงคนนั้นเป็ใครครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นเจือปนไปด้วยความลังเล แต่แซมเมอร์ก็ถามออกมาในที่สุด
วอร์เด็นมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย
“คุณหนูหมายถึง..” ทันใดนั้นสีหน้าของชายสูงวัยก็เปลี่ยนไปเมื่อพอจะเดาได้ว่าแซมเมอร์ถามถึงใคร
เขากึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะ ทำให้คนอายุน้อยกว่าขมวดสีหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก
“ลุงขำอะไรครับ” เขาอย่างไม่รีรอ
“ฮันนี่ใช่ไหมครับ คุณหนูจำเธอไม่ได้เหรอครับ.. แต่มันนานแล้วเหมือนกันนะ” คำพูดของคนเป็ลุงทำให้แซมเมอร์ยิ่งนิ่วหน้าหนักขึ้นไปอีก.. อย่างน้อยเขาก็รู้ชื่อของเธอ..
เขาควรจะจำผู้หญิงคนนั้นได้? คำถามผุดขึ้นภายในห้วงความคิด.. แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก..
วอร์เด็นเห็นร่างสูงนิ่วหน้าก็อดขำไม่ได้.. ยิ่งรู้สึกอยากแกล้งชายหนุ่มที่เขาเลี้ยงดูมาเหมือนลูกหลานแท้ๆขึ้นมา
“ลุงให้เวลากลับไปคิดนะ ไว้วันหลังจะมาเฉลย” ชายสูงวัยกล่าว พลางเดินลิ่วๆห่างออกไปโดยฟังเสียงทัดท้านจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
แซมเมอร์ถูกทิ้งให้ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เพียงลำพัง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจากคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ เขาถอนหายใจแรงยกมือขึ้นปัดสูทสีดำสนิท ขณะที่พยายามหงุดหงิดให้น้อยลง ขายาวออกก้าวเดินสวบๆไปยังรถสปอร์ตที่จอดรออยู่หน้าบ้าน..