จูเกาเซวียนมาถึงลานพระราชพิธีปลายยามไห่สายลมพัดแรงจนเสียงข้างหูอื้อเล็กน้อย ไอเย็นจากพื้นหินแทรกซึมทะลุรองเท้าเข้าสู่ร่างกายราชวงศ์และขุนนางที่มาถึงก่อนแล้วต่างยืนไม่นิ่ง ลมหายใจกลายเป็นไอขาวราวกับหมอก
เหล่าขุนนางหันมาคำนับแล้วขยับตัวกันไม่หยุด
จ้าวอ๋องเดินต้านลมพลางถูมือเข้ามาหาเอ่ยถามอย่างสงสัย “เหตุใดวันนี้พี่รองมาช้านัก”
จูเกาเซวียนยืดอกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวตอบเรียบๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องไม่สำคัญขณะเดียวกันก็ยกมือที่สวมถุงมือหนังขึ้นมาเกาจมูก“พี่สะใภ้ของเจ้าเร่งเย็บเสื้อกันหนาวให้ข้า เลยต้องแต่งตัวใหม่น่ะสิ”
“เอ๊ะ! นั่นคือสิ่งใดพี่สะใภ้ทำให้ท่านโดยเฉพาะหรือ อุ่นหรือไม่”
จูเกาซวนถามเป็นชุดยื่นมือมาจะลองสัมผัสแต่พี่ชายดึงมือหลบไปไพล่ไว้ด้านหลัง
“อุ่นมาก ให้ชายาเจ้าเย็บให้สิ”เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงปกปิดความภูมิใจไม่มิด
จูเกาซวนย่นจมูก บ่นอย่างไม่พอใจ“ชายาข้าไม่เก่งเรื่องพวกนี้เสียหน่อย”
เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะยกกำปั้นขึ้นทุบลงบนฝ่ามือเบาๆ“นึกออกแล้ว...ข้าให้คนไปซื้อที่รุ่ยจิ่งฟางดีกว่าพี่สะใภ้เป็นหุ้นส่วนที่นั่นจะต้องมีแบบนี้ขายแน่นอน”
จูเกาเซวียนคิ้วกระตุกของที่พระชายาทำให้เขาควรมีใช้คนเดียวไม่ใช่หรือ ถ้าต่อไปหากมีขายทั่วทั้งเป่ยจิงความพิเศษหนึ่งเดียวก็คงไม่มีอีกแล้วยิ่งคิดความรู้สึกไม่พอใจก็ยิ่งฉายชัดจนอยากวิ่งไปที่ร้านรุ่ยจิ่งฟางสั่งห้ามผลิตเสียเดี๋ยวนี้เลย
“องค์ไท่จื่อเสด็จ”
ทุกคนในที่นั้นต่างหยุดบทสนทนาแล้วหันไปประสานมือคำนับอย่างพร้อมเพรียง
จูเกาซีเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าฮั่นอ๋องและจ้าวอ๋องเอ่ยถามอย่างใส่ใจว่า “ได้ยินมาว่าน้องรองไม่ค่อยสบาย แต่ดูจากสีหน้าแล้วคงจะดีขึ้นมากแล้วกระมัง”
จูเกาเซวียนประสานมือตอบ“ขอบพระทัยไท่จื่อที่ทรงกังวล หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีขึ้นก็ดีแล้ว”
จูเกาซียิ้มอ่อนโยนไม่เอ่ยเกินความจำเป็นจากนั้นก็เดินไปหยุดใกล้แท่นบวงสรวงอันเป็นตำแหน่งขององค์รัชทายาทฮั่นอ๋องมองตามเพียงครู่เดียวก็ดึงสายตากลับมา
ขุนนางหลายคนถูกความหนาวทรมานจนต้องขยับร่างกายไม่หยุดความสง่างามมีไว้แสดงต่อเบื้องพระพักตร์เท่านั้น
ยามที่เสียงกลองพิธีดังสามคราลานพิธีเงียบกริบลงในทันใด เหลือไว้เพียงเสียงธงพิธีโบกสะบัดและเสียงลูกไฟในอ่างไฟแตกปะทุ ครู่ต่อมาขันทีก็ประกาศก้อง
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
ขุนนางทั้งหลายคุกเข่าลง
ฤกษ์มงคลมาถึง จึงได้เริ่มพิธี
เช้าวันตงจื้อ ภายในเรือนชั้นในจวนฮั่นอ๋อง
บนโต๊ะกลมกลางห้องคือที่นั่งพระชายาทว่าวันนี้สองด้านข้างโต๊ะกลม กลับมีม้านั่งไม้ยาววางขนาบ สาวใช้ลี่หนานชางอิงนั่งฝั่งขวา เฉินหลิง เฉินชิงชิง นั่งฝั่งซ้ายหม่าหมัวมัวเอียงข้างนั่งหมิ่นเหม่ร่วมโต๊ะฝั่งตรงข้ามนายหญิงสีหน้าของนางจึงยับย่นดูฝืนทนสุดขีด
“แบบนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบเพคะ”หม่าหมัวมัวท้วงเสียงอ่อย
ซูอันหนิงยิ้ม ผายมือกล่าว “วันตงจื้อคนในบ้านต้องอบอุ่นพร้อมหน้า จะมาพูดถึงระเบียบพิธีการอะไรกัน รีบกินเกี๊ยวเถอะ”
“ขอบพระทัยหวางเฟย”สาวใช้ทั้งสี่ไม่พิรี้พิไร พวกนางล้วนมาจากจวนสกุลซู ซึ่งเป็นตระกูลชาวยุทธ์ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องระเบียบพิธีการนัก
หม่าหมัวมัวย่นคิ้วเอียงตัวค้อมเอวเพื่อไม่ให้ตนอยู่สูงกว่าเจ้านาย สายตาคอยมองนายหญิงอยู่ตลอดไม่ยอมยกตะเกียบก่อนเป็นอันขาด
ซูอันหนิงเริ่มกินเกี๊ยวสาวใช้ทั้งสี่จึงขยับตะเกียบตาม หม่าหมัวมัว สูดหายใจยาวปลายนิ้วยกขึ้นจับช้อนช้าๆ สายตาและหูคอยลอบสังเกตที่ประตูไม่ยอมละกระทั่งกินเกี๊ยวคำสุดท้ายเสียงไอก็ดังขึ้นที่เรือนหน้า
นางสำลักขึ้นมาทันทีเฉินชิงชิงรีบลุกขึ้นมาลูบหลังให้
หม่าหมัวมัวดีดตัวลุกขึ้นจากที่นั่งสำลักจนใบหน้าแดงก่ำ เสียงพูดกระท่อนกระแท่น “หวางเย่มาแล้วหม่อมฉันจะไปสั่งห้องครัวต้มเกี๊ยวถวายเดี๋ยวนี้เพคะ”
หม่าหมัวมัวออกไปอย่างรีบร้อนคนยังเดินไม่พ้นห้อง ร่างสูงของจูเกาเซวียนก็มาปรากฏที่หน้าประตูแล้วสาวใช้ทั้งสี่ลุกขึ้น ยอบกายคารวะจากนั้นก็ยกชามเกี๊ยวของตนเองไปเก็บแล้วย้ายม้านั่งออกจากห้อง
จูเกาเซวียนยังคงยืนอยู่นอกห้องไอน้ำเย็นเยียบยังคงเกาะค้างอยู่บนเสื้อ ราวกับว่าเขาเพิ่งจะฝ่าลมหิมะมาหมาดๆ
ซูอันหนิงลุกขึ้นทำความเคารพขมวดคิ้วถาม “เหตุใดท่านไม่สวมเสื้อคลุม...”
“สวมแล้ว แต่ขี่ม้ามาจึงโดนหมอก”เขาตอบพลางเดินไปอุ่นตัวข้างเตาไฟ
“ด้านนอกหมอกลงจัดหวางเฟยออกไปต้องสวมให้อุ่นเล่า”
ซูอันหนิงกะพริบตารอกระทั่งเขาเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม นางจึงนั่งลงพลางพูดเลี่ยงไปอีกเรื่อง“ท่านยังไม่ได้ทานอะไรกระมัง กินเกี๊ยวสักชามจะได้อุ่นท้อง”
“ได้” เขารับคำ ตามองนางนิ่งนาน
ซูอันหนิงก้มหน้าตักเกี๊ยวตัวที่เหลือกินต่ออึดใจต่อมา หม่าหมัวมัวก็กลับมาพร้อมเกี๊ยวชามใหม่นางแอบมองเจ้านายทั้งสองนั่งกินอาหารร่วมกันอย่างปรองดอง
ถึงอย่างไรก็เป็นวันตงจื้อครอบครัวที่ควรร่วมโต๊ะกับพระชายาควรจะเป็นท่านอ๋องจึงจะถูก
ซูอันหนิงไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงได้นั่งรถม้าคันเดียวกับฮั่นอ๋องเดิมทีนางคิดว่าเขาจะอยู่ในวังจนกระทั่งจบงานเลี้ยงไม่คิดว่าเขาจะกลับมารับนางโดยเฉพาะ
รถม้าจอดข้างกำแพงพระราชวังชั่วคราวจูเกาเซวียนลงจากรถม้าแล้วไม่ลืมหันกลับมาประคองพระชายาลงจากรถ
ด้านข้างคือรถม้าของรัชทายาทที่เพิ่งมาจอดเทียบตอนที่ม่านรถถูกแหวกออก จูเกาซีก็เห็นภาพนี้เข้าพอดี เขาเลิกคิ้ว พูดกลั้วหัวเราะอย่างหยอกเย้า
“น้องรองกับฮั่นหวางเฟยช่างดู...รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก”
ซูอันหนิงดึงมือออกจากอุ้งมือใหญ่เพื่อทำความเคารพองค์รัชทายาท แต่จูเกาเซวียนกลับไม่ยอมปล่อยมือนางดึงอยู่ครู่หนึ่ง ดึงจนโมโหถลึงตาใส่เขาอย่างลืมตัวสีหน้าของเขาจึงผ่อนคลายลงและยอมปล่อยมือนางเสียที
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากหันมายอบกายแช่มช้อย “ถวายพระพรองค์ไท่จื่อ”
จูเกาซีมองทั้งสองคนแสดงความรักต่อกันอย่างไม่ปิดบังอำพรางเขาจิ๊ปากด้วยความรู้สึกเข็ดฟัน หันมารับการคารวะจากซูอันหนิง
“น้องสะใภ้หายดีแล้วหรือ”
“ขอบพระทัยที่ทรงถามหม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ” ซูอันหนิงตอบน้ำเสียงสุภาพ
ยามนั้นเองที่ม่านประตูรถม้าคันเล็กซึ่งมาพร้อมรถม้าองค์รัชทายาทเปิดออกผู้ก้าวออกมาจากรถม้ากลับไม่ใช่ไท่จื่อเฟย[1]
แต่เป็น...จางลั่วหลิน!
จูเกาซีมองสตรีที่เดินเข้ามาหยุดเยื้องออกไปด้านหลังเขาเล็กน้อยก่อนจะอธิบายว่า
“ไท่จื่อเฟยตั้งครรภ์แล้วครรภ์นี้สำคัญยิ่งนักข้าจึงให้นางพักผ่อนที่จวน วันนี้ลั่วหลินจึงมาแทน”
จางลั่วหลินยอบกายยามขยับตัวปิ่นหางหงส์กระทบกันเบาๆ “ถวายพระพรฮั่นหวาง ถวายความเคารพฮั่นหวางเฟย”
ซูอันหนิงตะลึงงันมองสตรีตรงหน้าในชุดสีม่วงทับทิมเข้ม ลายปักหงส์เล็กท่ามกลางเมฆทองชายกระโปรงซ้อนเป็นชั้นๆ ดูจากอาภรณ์ก็คาดเดาความทะเยอทะยานของนางได้แล้ว
หรือว่านางก็คือเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งขององค์รัชทายาท...นางเลือกรัชทายาท?
ซูอันหนิงบังคับตนเองไม่ให้หันไปมองบุรุษข้างกายแม้จะอยากเห็นสีหน้าของเขาใจแทบขาด แต่นางก็ไม่อาจหันไปมองตรงๆ ได้
คู่หมายเก่าที่เคยถามท่านว่า ‘หากนางต้องเป็นอนุผู้อื่น ท่านจะทำเช่นไร’
แล้วยามนี้ท่านรู้สึกเช่นไร...จูเกาเซวียน
[1] ไท่จื่อเฟย คือชายาเอกขององค์รัชทายาท