ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่53 ถูกพบเจอ

    บทที่53ถูกพบเจอ


              ด้วยความหวาดกลัวและวิ่งหนีออกมาจากถ้ำอย่างสุดชีวิตท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหยุนฟู่


              จ้าวเฟยหลงเดินออกมาที่ปากถ้ำ


            “ขึ้นมาได้แล้วที่นี่เป็นของพวกเราแล้ว” แล้วก็หายตัวเข้าไปในถ้ำหยุนฟู่ที่ยังเหม่อลอย พึมพำออกมาเบาๆ

              “นี่มันบ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว!”


            มีอย่างที่ไหนชายหนุ่มระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเดินดุ่มเข้าไปขับไล่สัตว์อสูรระดับสองออกจากรังของมันหน้าตาเฉย

              กลางป่าในเขตหนึ่ง


              “พี่หลี่เฉียงตอนนี้พวกเราผนึกกำลังกันครบทั้งสองตระกูลแล้วขั้นต่อไปควรทำเช่นไรดี”คังจ้านเอ่ยถามเซี่ยหลี่เฉียง


              “น้องจ้านอย่าได้กังวงข้าวางแผนไว้แล้ว”


            เซี่ยหลี่เฉียงกล่าวด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสเพราะเมื่อคืนนี้ผู้อาวุโสเซี่ยมาหาเขาที่กระโจม พร้อมมอบหยกให้เขาแผ่นหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังแผนการของผู้อาวุโสเซี่ยทำให้เขาดีใจยิ่งนักเพราะหยกที่ได้รับมาเป็นดั่งเครื่องหมายติดตามตัวของจ้าวเฟยหลง


              เมื่อเปิดใช้งานหยกจะแสดงแผนที่ของที่อยู่จ้าวเฟยหลงเนื่องจากป้ายสัญลักษณ์ของจ้าวเฟยหลงถูกฝังปราณของผู้อาวุโสเซี่ยเอาไว้ซึ่งเมื่อเปิดดูหยกที่อยู่ในมือของเซี่ยหลี่เฉียงก็จะรู้ที่อยู่ของจ้าวเฟยหลงได้ทันที


              “อย่าปล่อยให้มันได้กลับออกมา”ผู้อาวุโสเซี่ยกำชับ


              “หลานทราบแล้วขอรับท่านลุง”เซี่ยหลี่เฉียงประสานมือโค้งคำนับ


              เซี่ยหลี่เฉียงหันไปมองคังจ้านแล้วแสดงหยกที่ได้รับมาจากผู้อาวุโสเซี่ยให้คังจ้านดูตอนนี้พวกเขาทั้งสองคือหุ้นส่วนกันแล้วดังนั้นความลับเล็กน้อยนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นอะไร


              “น้องจ้าน
    ! นี่คือหยกที่ใช้แสดงจุดที่อยู่ของคนที่เราติดตามยังไงละ”เซี่ยหลี่เฉียงชูหยกให้คังจ้านชม


              “นี่มัน...หยกพันตา”


            แม้แต่คังจ้านผู้เป็นคุณชายตระกูลอันดับหนึ่งก็ยังต้องตกตะลึงเพราะมูลค่าของหยกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะหามาเล่นตามใจชอบได้ผู้ครอบครองหยกพันตาย่อมได้เปรียบศัตรูของเขาเพราะสามารถรู้เห็นที่อยู่ของคู่ต่อสู้ได้ขอแค่มีปราณของคนที่เฝ้ามองอยู่ในตัวของเป้าหมายดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็หนีรอดได้ยาก


              “หึๆคราวนี้ไอ้สารเลวจ้าวเฟยหลงไม่รอดแน่ๆ” คังจ้านตื่นเต้นดีใจ


              “พอพบมันพวกเราจะทำการตีวงโอบล้อมเอาไว้จากนั้นค่อยๆทรมานมันให้ตายอย่างช้าๆถึงจะสาสมกับที่มันได้ทำต่อตระกูลเซี่ยของข้า”


            เซี่ยหลี่เฉียงเผยเจตนาฆ่าออกมาทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหวาดหวั่นไม่กล้าสบตา


              “อย่าได้รีรออีกเลยรีบใช้หยกพันตาของท่านเถอะ ข้าอยากไปจัดการมันจะแย่อยู่แล้ว”คังจ้านเริ่มคันไม้คันมือ


              เซี่ยหลี่เฉียงวางแผ่นหยกไว้ในผ่ามือปล่อยพลังลมปราณของตนเข้าไปกระตุ้นแผ่นหยกไม่นานจากนั้นแผนที่คร่าวๆของหุบเขาเหลี่ยมสุริยันก็ปรากฏขึ้นมา


              “สีแดงที่กระพริบคือจุดที่ไอ้จ้าวเฟยหลงมันอยู่ตอนนี้”เซี่ยหลี่เฉียงบอกกับคังจ้าน


              หลังจากมองเห็นจุดสีแดงที่กระพริบอยู่คังจ้านถึงกับหน้านิ่ว ในทีแรกเขาคิดว่าตนเองดูผิด แต่เมื่อมองมุมไหนผลก็ยังคงเหมือนเดิม


              “พี่หลี่เฉียงไอ้สารเลวจ้าวเฟยหลงเหตุใดถึงไปอยู่ในเขตสองได้ที่นั่นมันคือที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับสองเชียวนะ”


              เซี่ยหลี่เฉียงมีสีหน้าเขียวคล้ำลงไปทันตาเพราะมันผิดจากที่ได้คาดหวังเอาไว้ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ โดยทั่วไปแล้วนักยุทธ์ขั้นเก้าก็ควรปรากฏตัวในเขตหนึ่งเท่านั้นเพราะหากเข้าไปในเขตสองก็เท่ากับเดินเข้าไปฆ่าตัวตายดีๆนี่เองแต่จากที่เห็นไอ้บัดซบนั่นอยู่ถึงกึ่งกลางของเขตสองเลยทีเดียว


              “มันไปทำบ้าอะไรที่นั่นนะ” เซี่ยหลี่เฉียงตะโกนออกมาแต่ไม่นานก็ออกคำสั่งแก่คนตระกูลเซี่ย


              “พวกเจ้าจงแบ่งกำลังไปเฝ้าตามจุดที่เชื่อมต่อระหว่างเขตหนึ่งกับเขตสองถ้าพบไอ้สารเลวนั่นข้ามเข้ามาที่เขตหนึ่งให้รีบรายงานทันที”


              “ขอรับคุณชายรอง”คนตระกูลเซี่ยรีบแยกย้ายไปตามจุดต่างๆเพื่อเฝ้าสังเกตุการณ์ทันที


              “เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวไปหาป้ายหยกสัญลักษณ์รอหากได้ข่าวรบกวนพี่หลี่เฉียงแจ้งข้าด้วย” คังจ้านกล่าวลาด้วยความผิดหวัง


              “ข้าจะติดต่อไปทันที”


            เซี่ยหลี่เฉียงรับคำหนักแน่นการที่ต้องเจอความล้มเหลวเช่นนี้ทำให้เขาเสียหน้าไม่น้อยจึงไม่อาจผ่อนคลายตนเองได้อีกต่อไป


              จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ออกแย่งชิงป้ายหยกสัญลักษณ์ทันทีเพราะผู้ที่มีป้ายหยกสัญลักษณ์มากที่สุดจะได้รับรางวัลจากสำนักตงหยางแน่นอนว่าย่อมต้องไม่ใช่รางวัลธรรมดาทั่วไปอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มชื่อเสียงของตนในหมู่ศิษย์สายนอกได้อีกทางหนึ่งด้วย


              ถ้ำใจกลางเขตสอง


              จ้าวเฟยหลงกำลังนั่งบ่มเพาะอย่างสงบช่วงนี้การบ่มเพาะของเขานั้นก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยเพราะมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการทำให้การบ่มเพาะไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ตอนนี้ได้อยู่ในถ้ำที่เงียบสงบอุดมไปด้วยพลังฟ้าดินเขาจึงไม่รีรอเริ่มทำการบ่มเพาะทันที


              ขณะนั้นเองป้ายหยกสัญลักษณ์ของเขากลับมีบางอย่างแปลกไปมันสั่นไหวเล็กน้อยและคล้ายกับปล่อยปราณออกมาได้เองหากจ้าวเฟยหลงไม่ทำสมาธิอยู่ก็คงไม่ทันสังเกตุเห็น


              จ้าวเฟยหลงออกจากสมาธิแล้วหยิบป้ายหยกสัญลักษณ์ขึ้นมาพิจารณาเนื้อผิวของป้ายหยกก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ เมื่อสัมผัสอย่างละเอียดแล้วไม่พบสิ่งต้องสงสัยจ้าวเฟยหลงจึงใช้พลังจิตเข้าค้นเข้าไปและเมื่อพลังจิตแผ่เข้าไปในป้ายหยกก็ได้พบเข้ากับปราณสายเล็กสายหนึ่งแอบหลบซ่อนอยู่อย่างมิดชิด


              “ฮ่าๆๆข้าอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าจะมีลูกไม้พิสดารอะไรมาใช้กับข้าที่แท้ก็แค่ปราณเล็กจ้อยนี่เอง” จ้าวเฟยหลงหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่จนหยุนฟู่สงสัย


              “เจ้าเป็นอะไรไปหัวเราะดังลั่นขนาดนี้” จ้าวเฟยหลงมองไปทางสหายแล้วโยนป้ายให้ดู


              “เจ้าคิดว่าป้ายของข้ามีอะไรแปลกหรือไม่”หยุนฟู่รับป้ายมาพิจารณาแต่ก็ไม่พบอะไรจึงได้ส่ายหน้า


              “หากใช้พลังจิตเข้าไปสำรวจในป้ายจะสามารถพบเจอปราณสายหนึ่งในนั้น”จ้าวเฟยหลงเฉลย


              “แสดงว่ามีคนแอบใส่ปราณไว้ในป้ายหยกเพื่อสะกดรอยเจ้าอย่างนั้นหรือ”หยุนฟู่ตื่นเต้นจนตัวลอย


              “ไม่ใช่แอบหรอกแต่ข้าว่าตั้งใจใส่เข้าไปเลยมากกว่า”จ้าวเฟยหลงบอกอย่างมั่นใจ


              “คนที่จะสามารถสัมผัสป้ายหยกสัญลักษณ์ในการสอบได้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆเลยคือผู้อาวุโสเซี่ยแล้วผู้ที่แจกป้ายนี้ก็คือเขาแบบนี้เป็นใครอีกไม่ได้นอกจากเขาเพราะข้าคือคนที่เขาต้องการตัวมากที่สุดในตอนนี้ไงล่ะ”


            จ้าวเฟยหลงกล่าวสบายๆแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย


              หยุนฟู่เห็นท่าทางของสหายก็ถึงกับเดือดร้อนขึ้นมา


              “นี่
    ! เจ้ากำลังโดนสะกดรอยอยู่นะจะมานั่งสบายใจรอคอยให้คนตระกูลเซี่ยมาจัดการเจ้าหรือไง”หยุนฟู่เป็นห่วงสหายของเขามาก


              “พวกนั้นไม่กล้ามาหรอกต่อให้เซี่ยหลี่เฉียงเป็นคนนำมายังไงก็ไม่กล้ามา” จ้าวเฟยหลงยืนยัน


              “ทำไมเล่าถึงจะไม่กล้ามา”หยุนฟู่สงสัยแววตามีความร้อนรนปนอยู่ไม่น้อย


              “ก็เพราะที่นี่คือใจกลางของเขตที่สองถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับสองขั้นกลางและระดับสูง หากจะมาหาพวกเราถึงที่นี่ข้าเกรงว่าต่อให้เซี่ยหลี่เฉียงจะแค้นข้าขนาดไหนคงไม่บ้าตามเข้ามา”


              หลังจากฟังจ้าวเฟยหลงเล่าทำให้หยุนฟู่ต้องมองสหายของเขาในมุมใหม่อีกครั้งหนึ่งในเรื่องนี้จ้าวเฟยหลงคงคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจึงเข้ามาพักในเขตที่สองแห่งนี้เพื่อความปลอดภัยสหายผู้นี้ของเขาช่างล้ำลึกยิ่งนัก


              “ข้าต้องออกไปทำธุระข้างนอกหน่อยเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมในนี้ก็แล้วกัน”


             จ้าวเฟยหลงเดินออกไปจากถ้ำโดยไม่ชักช้าทำให้หยุนฟู่ไม่มีโอกาสที่จะซักถามได้เลย


              เมื่อออกมาถึงหน้าถ้ำจ้าวเฟยหลงยืนมองทิวทัศน์รอบตัวอย่างนิ่งสงบ


              “ตอนนี้ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำข้ากลับพบปัญหารุมเร้าเสียแล้ว แต่ข้าไม่ยอมแพ้แน่”


             เมื่อได้คิดรอบคอบแล้วจ้าวเฟยหลงเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วโดยใช้ก้าวย่างดาวตกตอนนี้เสี่ยงเกินไปหากใช้วิชาเทพหากมีใครรู้เรื่องวิชาเทพเข้าคงต้องพบความลำบากแบบไม่จบสิ้น


              “ตระกูลเซี่ยพวกเจ้าหาเรื่องผิดคนแล้ว”


            จ้าวเฟยหลงมุ่งหน้าไปที่ชายแดนของเขตสองกับเขตสามสิ่งแรกที่ต้องแก้ปัญหาตอนนี้คือป้ายหยกสัญลักษณ์ของเขาเพราะหากยังมีป้ายนี้กับตัวเท่ากับแบกปัญหาใหญ่บนหลังตลอดเวลาจ้าวเฟยหลงต้องสะสางปัญหานี้ก่อนเป็นอันดับแรก


              จ้าวเฟยหลงมาถึงป่าแห่งหนึ่งมีน้ำตกใหญ่ไหลลงกระทบพื้นด้านล่างเสียงดังลั่นป่า รอบๆเป็นหน้าผาสูงชันผลไม้ป่าอุดมสมบูรณ์


              “ช่างเป็นสถานที่ที่เหม่ะสมยิ่งนัก”จ้าวเฟยหลงพึมพำ


              โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยจ้าวเฟยหลงชกหมัดที่เต็มไปด้วยพลังลมปราณเข้าใส่หน้าผาทันที


              ตูม
    ! ตูม! ตูม!


              โฮก
    !!


              ไม่นานเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นมา และตามมาด้วยการเคลื่อนไหวที่ว่องไว


              ตุบ...ตุบ...ตุบ...เสียงฝีเท้าแตะพื้นดินดังขึ้นมาไม่ขาดสาย


              “กรร”


            เสียงกู่ร้องคำรามก็ดังสนั่นป่า


              เวลาผ่านไปราวครึ่งเค่อเสียงโวกเวกต่างๆก็หายไปถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบเช่นกาลก่อนหน้านี้เบื้องหน้าของจ้าวเฟยหลงมีร่างของลิงกำปั้นศิลานอนราบกับพื้นหายใจฟืดฟาดสายตายังคงบ่งบอกได้ถึงความตกใจอย่างมหาศาลที่พึ่งประสบพบเจอมา


              “เป็นถึงราชันสัตว์อสูรระดับสองกลับไม่ยอมคุยด้วยเหตุด้วยผลเป็นแบบนี้ก็สาสมแล้ว”


            จ้าวเฟยหลงเอ็ดลิงกำปั้นศิลาจากนั้นนำป้ายหยกสัญลักษณ์ของตนไปแขวนคอของมันเอาไว้


              “จากนี้ไปเจ็ดวันจงทำลายป้ายนี้เสียหากไม่ทำตามคงจะรู้ว่าผลที่ตามมานะ”


            สายตาที่เยือกเย็นมองไปที่ราชันสัตว์อสูรระดับสองตัวนั้นฉับพลันลิงกำปั้นศิลาก็ลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างรู้ความสายตาแสดงถึงความเคารพยำเกรงอย่างที่สุดตอนนี้มันไม่อายเลยหากมีสัตว์อสูรตนใดผ่านมาพบเห็น


              นั่นก็เพราะไม่มีใครเข้าใจรสชาติการถูกสั่งสอนโดยชายหนุ่มผู้นี้เช่นที่มันโดนมาแล้วและมันสาบานกับตนเองว่าจะไม่พาตนเองไปประสบกับเคราะห์กรรมแบบนั้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว


              เมื่อสั่งการเสร็จจ้าวเฟยหลงกลับมาถึงถ้ำก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้วเขาพบหยุนฟู่กำลังเตรียมตัวอย่างขะมักเขม้น


              “ดูท่าเจ้าคงพร้อมแล้ว”จ้าวเฟยหลงพูดเย้าหยอกสหาย


              “เจ้าผิดแล้วเฟยหลงข้าไม่ได้พร้อมแล้ว แต่ข้าพร้อมมานานมากแล้วต่างหาก ฮ่าๆๆ”


            หยุนฟู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งทำให้จ้าวเฟยหลงถึงกับขนลุกซู่เขาไม่แน่ใจเสียแล้วว่าสหายของเขาจะพร้อมจริงๆหรือไม่


              ทั้งสองวางแผนเอาไว้ว่าการออกไปแย่งชิงป้ายหยกสัญลักษณ์ในตอนกลางวันนั้นเป็นการเปิดเผยตนเกินไปซ้ำยังถูกพบเห็นได้ง่ายย่อมนำพาปัญหามาให้ไม่รู้จบแต่หากลงมือในตอนกลางคืน ในราตรีอันมืดมิดแม้แต่ทวยเทพก็ยังต้องระวังองค์ดังนั้นคนทั่วไปก็ย่อมมิอาจรอดพ้นความน่ากลัวแห่งรัตติกาลไปได้


              ยามห้าย*จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่เดินทางย้อนกลับมาที่เขตที่หนึ่งของหุบเขาเหลี่ยมสุริยันเวลาตอนนี้ดึกสงัดสายลมโบยโบก อากาศเย็นเยียบทำให้คนสี่พันเก้าร้อยคนต้องหาที่หลบพักผ่อนเอาแรงเพื่อต่อสู้ในวันพรุ่งนี้แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดยังคงมีกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มเริ่มออกล่าป้ายสัญลักษณ์เช่นกัน


              “เฟยหลง
    !เราจะจัดการพวกไหนก่อนเป็นอันดับแรก” หยุนฟู่ถามขึ้นมาด้วยเสียงแหบแห้งแผ่วเบา


              “หากข้าเดาไม่ผิดต้องมีคนของตระกูลเซี่ยอยู่ตามจุดต่างๆของเส้นทางที่จะเข้าสู่เขตสองอย่างแน่นอนพวกเราไปจัดการพวกนั้นก่อนก็ได้”


            จ้าวเฟยหลงออกวิ่งนำสหายของเขาไปยังเส้นทางสายหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆเพื่อตามหาคนของตระกูลเซี่ยหนึ่งเค่อต่อมาทั้งสองก็มองเห็นกองไฟกองใหญ่ กำลังลุกโชติช่วงจึงลอบเข้าไปใกล้


              “จริงอย่างที่เจ้าว่าคนตระกูลเซี่ยรู้ว่าพวกเราอยู่ในเขตที่สอง พวกมันเลยมาดักรอเราที่ทางเข้าออกนี้” หยุนฟู่กระซิบเบาๆด้วยความโมโห


              “ข้าจะเข้าไปจัดการก่อนจากนั้นค่อยถึงตาเจ้า”จ้าวเฟยหลงบอก


              “อืม...ระวังตัวด้วย”หยุนฟู่ย้ำเตือน


              จ้าวเฟยหลงรับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากสหายทำให้ตื้นตันใจยิ่งนักแม้พบกันได้ไม่นานแต่ก็มีความจริงใจในมิตรไมตรีให้กัน“ข้ารู้แล้ว” เมื่อพูดจบร่างของจ้าวเฟยหลงก็หายไปจากที่ที่เคยอยู่


              จ้าวเฟยหลงใช้ก้าวย่างดาวตกเคลื่อนที่ไปยืนบนอากาศเหนือกองไฟกองใหญ่จากนั้นจึงพูดด้วยเสียงอันแข็งกร้าว“คนตระกูลเซี่ยข้าอยู่นี่แล้วอยากฆ่าข้า ก็ดาหน้าเข้ามาได้เลย”


              การปรากฏตัวของจ้าวเฟยหลงที่อยู่เหนือกองเพลิงที่ร้อนแรงและกำลังลุกไหม้อย่างโชติช่วงคล้ายดั่งเทพอัคคีจุติลงมาบนโลกมนุษย์ ทำให้คนตระกูลเซี่ยถึงกับตาค้างปากแข็งพวกเขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะได้พบเจอจ้าวเฟยหลงในสถานะการณ์แบบนี้


              จ้าวเฟยหลงยิ้มเย็นเยียบส่งให้คนตระกูลเซี่ยเขาสำเร็จการฝึกร่างกายขั้นที่หนึ่งจากคัมภีร์กายาอมตะเทพเต่าทมิฬ แม้แต่เพลิงพิภพยังทำอะไรเขาไม่ได้กองไฟเล็กๆแค่นี้ก็ไม่อาจทำให้จ้าวเฟยหลงระคายแม้แต่น้อย


              โดยไร้การบอกเตือนจ้าวเฟยหลงเคลื่อนที่พุ่งเข้าหาคนตระกูลเซี่ยหกคนอย่างรวดเร็วใช้พลังหมัดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว เพียงหกหมัดก็ส่งคนทั้งหกไปสู่ปรภพอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็เก็บเอาป้ายหยกสัญลักษณ์ทั้งหกใส่แหวนเก็บของตนเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยจากนั้นนำกาต้มน้ำชาไปตั้งบนกองไฟเพื่อต้มน้ำชงชา


              “จะ...เจ้า”คนตระกูลเซี่ยที่เหลืออยู่คนเดียวพูดอย่างยากลำบากแต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกขัดเสียก่อน


              “เจ้าอะไร
    ! คนที่จะสู้กับเจ้าอยู่ทางนั้นต่างหาก”จากนั้นจ้าวเฟยหลงชี้ไปที่ทางหยุนฟู่อยู่


              หยุนฟู่ที่ในตอนนี้ตกตะลึงตาค้างอยู่กับการต่อสู้ของสหายก็ได้สติกลับมา จึงเดินออกมาจากที่ซ่อนเผชิญหน้ากับคนตระกูลเซี่ย


              “ข้าจะสู้กับเจ้าเองหากเจ้าเอาชนะข้าได้พวกเราจะปล่อยเจ้าไป”หยุนฟู่ให้ข้อเสนอ


              “จริงหรือที่ว่าจะปล่อยข้าไป”คนตระกูลเซี่ยไม่แน่ใจเท่าไหร่


              “แน่นอนข้าไม่กลับคำเจ้าจะเริ่มได้หรือยัง”หยุนฟู่ไม่ยากเสียเวลาอีกต่อไป

    ยามห้าย คือ
    21.00 – 22.59 น

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน