การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 48 สงครามที่จะเกิดขึ้น

    บทที่ 48

    สงครามที่จะเกิดขึ้น

    หลังจากที่เจียงเฟิงออกมาจากห้องแล้วรู้ว่าการหลอมรวมอาวุธรากฐานสำเร็จ 

    ทุกคนย่อมแสดงท่าทางโล่งใจแล้วก็เริ่มแยกย้าย คนที่เฝ้าอยู่บริเวณด้านหน้าห้องไม่ได้มีเพียงแค่สาวใช้ทั้งสองของเขาเท่านั้น 

    ยังมีผู้ติดตามของบิดาที่มาคอยดูแลความปลอดภัย 

    เมื่อเห็นว่าคุณชายนั้นปลอดภัยแล้วพวกเขาจึงเดินทางกลับไป 

    หน้าที่ของพวกเขาย่อมเป็นการไปรายงานถึงผลสำเร็จให้กับท่านแม่ทัพใหญ่ได้ฟัง 

    การปิดด่านด้วยตัวเขาเองคนเดียวเรื่องเช่นนี้สำหรับผู้ฝึกตนเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก 

    นั่นมันคือสำหรับพวกเขาแต่ว่าสำหรับเจียงเฟิงแล้วเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เรื่องปกติทั่วไป 

    ตัวของเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือด้วยซ้ำเพราะว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น 

    ถ้าเกิดว่าเขาบาดเจ็บสาหัสและจำเป็นจะต้องปิดด่านเพื่อเพิ่มขอบเขตของตนเอง ถึงเวลาตอนนั้นแน่นอนว่านั่นคือสถานการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ 

    แต่ในขณะเดียวกันในตอนนี้มันแตกต่างออกไป ร่างกายของเขายังคงสมบูรณ์ขอบเขตทั้งหมดเองก็มั่นคง 

    ปัจจัยทุกอย่างไม่มีอันใดที่น่าเป็นห่วงหรือหน้าเป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย  มันเลยทำให้เขานั้นไม่รู้สึกกังวลกับการหลอมรวมอาวุธรากฐานในครั้งนี้ 

    เจียงเฟิงไปพักผ่อน 

    หลังจากนั้นในวันถัดมา 

    เจียงเฟิงเริ่มฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก 

    แม้ว่าในการบ่มเพาะขอบเขตของเขา เขาไม่จำเป็นจะต้องปิดด่านเข้าฌานเพื่อรวบรวมพลังปราณวิญญาณ 

    แต่เขาก็สามารถฝึกฝนร่างกายได้ เพื่อขัดเกลาวิถีแห่งวรยุทธของเขาให้ก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก

    ในตอนนี้ขอบเขตของผู้ฝึกปราณที่สองของเขา ขอบเขตเพลินสวรรค์มันดูดซับพลังธาตุไฟที่บริสุทธิ์จากปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน 

    แน่นอนว่าเหมือนขอบเขตรากไม้ที่เขาเพิ่งผ่านมา 

    เขาดูดซับพลังปราณที่บริสุทธิ์มากที่สุด และก็ไม่ได้นำเอาพลังธาตุอื่นมาปะปนในการสร้างเมล็ดขอบเขตแห่งการบ่มเพาะขึ้นมา 

    เมล็ดขอบเขตแห่งการบ่มเพาะที่เขาสร้างขึ้นและบรรลุในขอบเขตแรก 

    ผลจากการที่ตัวของเขานั้นสามารถหลอมรวมเมล็ดขอบเขตบ่มเพาะขึ้นมาจากพลังธาตุไม้ที่บริสุทธิ์เท่านั้น 

    มันเลยทำให้เมล็ดบ่มเพาะของเขาในขอบเขตแรก มีพลังธาตุไม้ที่บริสุทธิ์ขนาดนั้นและก็สามารถสร้างขึ้นมากลายเป็นโลกแห่งป่าไผ่ขนาดใหญ่ได้ 

    ถ้าแบบนั้นตัวของเขาในขอบเขตที่สองก็จะทำเช่นเดียวกัน 

    เขาจำเป็นจะต้องบรรลุขอบเขตนี้โดยการที่ดูดกลืนปราณวิญญาณธาตุไฟจากฟ้าดินที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้น

    และเมล็ดขอบเขตบ่มเพาะที่สองของเขา มันเองก็จะถูกสร้างขึ้นมากลายเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงบริสุทธิ์ 

    ถ้าเกิดว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ เขามั่นใจว่าถ้าเกิดว่าเขาก้าวขึ้นไปสู่ขอบเขตสาม 

    เมื่อมีรากฐานขอบเขตสองขอบเขตแรกของเขามั่นคงขนาดนั้น เขาสามารถปะทะกับพวกที่อยู่ในขอบเขตห้าของผู้ฝึกปราณได้เลยทีเดียว 

    ในขอบเขตของผู้ฝึกปราณเขาขัดเกลาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

    เพราะแบบนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเจียงเฟิงเลยใช้กับการขัดเกลาร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์

    เพราะว่าวิถีแห่งผู้ฝึกยุทธมีเพียงแค่การต่อสู้เท่านั้นถึงทำให้ตนเองนั้นแข็งแกร่งขึ้น 

    มันแตกต่างจากผู้ฝึกปราณที่ทำความเข้าใจและตระหนักรู้ จากนั้นก็ดึงดูดพลังปราณแห่งฟ้าดินเท่านั้น 

    หลังจากที่ฝึกซ้อมหลายชั่วยามจนเสร็จ 

    ทางด้านของเจียงเฟิงก็เดินมานั่งพักที่สวนดอกไม้ภายในจวนแม่ทัพ 

    เขาเลือกร้านฝึกวรยุทธที่อยู่ใกล้ๆสวนดอกไม้แห่งนี้ เพราะแบบนั้นเมื่อฝึกร่างกายจนเสร็จเขาเองก็จะมานั่งพักที่สถานที่แห่งนี้เป็นประจำ 

    หลังจากที่นั่งพักแล้วดื่มชาได้ไม่นาน 

    บริเวณสุดไกลสายตาก็มีร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา 

    แน่นอนว่าคนผู้นั้นย่อมเป็นเจียงเฉินบิดาของเขา 

    สองพ่อลูกพบหน้ากันอย่างสนิทสนม เจียงเฟิ่งทักทายบิดาของตนเองอย่างปกติ 

    ในช่วงนี้บิดาของเขาก็มีพวกแขกเดินทางมาพบอยู่เป็นประจำ แล้วก็อาจจะมีงานของกองทัพที่ต้องฝากสางหลังจากที่กลับมา 

    โดยทั่วไปแล้วเจียงเฉินจะอาศัยอยู่บริเวณชายแดน เมื่อกลับมาแต่ละครั้งก็ต้องสะสางงานภายในเมืองแล้วก็เขตการปกครองต่างๆของตนเอง 

    หลังจากที่สะสางเสร็จก็อาจจะต้องเดินทางกลับไปที่ชายแดน ทุกอย่างเป็นแบบนี้อยู่เป็นประจำ

    สองพ่อลูกนั่งอยู่ภายในศาลา ส่วนทางด้านของซินอวี้และเฉินอวี้พวกนางทั้งสองอยู่ด้านหลังคุณชายของนาง

    เจียงเฟิงที่กำลังนั่งอยู่ดื่มชาอย่างสงบนิ่งก่อนที่จะเอ่ยถาม “ได้ยินว่ามีคนส่งจดหมายจากเมืองหลวงเดินทางมา”

    เจียงเฉินไม่ได้ตอบปฏิเสธได้แต่พยักหน้าให้บุตรชาย

    เจียงเฟิงที่เกี่ยวกับเรื่องนี้สักพักแล้วก็พูดขึ้น “มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ” 

    “ดูจากการกระทำของราชวงศ์ที่ผ่านมา พวกเขาเองก็ไม่น่าจะสนใจท่าน”

    “ในครั้งนี้เหตุใดจึงให้คนส่งจดหมายจากราชสำนัก มาส่งจดหมายถึงแดนรกร้างทางเหนือแบบนี้”

    “น่าจะเกิดเรื่องขึ้นสินะถึงได้ให้คนส่งจดหมายเดินทางมา”

    เจียงเฉินไม่ได้แปลกใจกับความฉลาดเฉลียวของบุตรชาย 

    อันที่จริงแล้วบุตรชายของเขาก็มักจะฉลาดแบบนี้อยู่ตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว 

    เพียงแต่ว่าในตอนที่อยู่ภายในเมืองหลวงเจียงเฟิงมักจะทำตัวเจ้าสำราญ ไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเพราะว่าต้องการที่จะปิดบังความฉลาดเฉลียวของตนเองจากผู้อื่นหรือไม่ 

    โดยเฉพาะพวกราชวงศ์ที่จ้องเล่นงานท่านแม่ทัพใหญ่อยู่แล้ว

    เจียงเฟิงในตอนนั้นอยู่ภายในเมืองหลวงมักจะทำตัวเสเพลไปวันๆ 

    ส่วนพวกสาวรับใช้ที่อยู่รอบกายมากมาย ตัวของเขาเองก็รู้ว่าพวกนางนั้นเป็นคนจากฝ่ายต่างๆที่ส่งมาใกล้ตัวของเขาเพื่อสืบข้อมูล 

    มีเพียงแค่ซินอวี้แล้วก็เฉินอวี้เท่านั้นที่เป็นคนของบิดาและมารดา 

    เรื่องนี้เจียงเฟิงรู้ตั้งแต่ในตอนนั้นแล้วแสดงว่าเขาไม่ใช่คนโง่ตั้งแต่แรก  

    เจียงเฉินก็รู้ดีว่าบุตรชายของตนเองไม่ใช่คนโง่ ไม่เช่นนั้นบุตรชายของเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดในเมืองหลวงด้วยตัวคนเดียวโดยที่บิดาของตนไปออกรบได้อย่างนั้นหรือ 

    เจียงเฉินยกชาขึ้นดื่มอย่างผ่อนคลาย 

    ผ่านไปสักพักมองไปที่บุตรชายของตนเองและเอ่ยถามขึ้น “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร”

    เจียงเฟิงคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบอย่างรวดเร็ว “จะเกิดสงครามขึ้นอย่างนั้นหรือ”

    เจียงเฉินหัวเราะอย่างชอบใจ ไม่เสียทีที่เป็นบุตรชายของเขาคาดเดาเรื่องนี้ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น 

    ที่เจียงเฟิงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะว่า เขาคาดการณ์ว่าราชวงศ์ในตอนนี้แทบจะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องติดต่อบิดาของเขาเลย 

    ยกเว้นว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น อันที่จริงแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซินอวี้มักจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขาหลับไป 

    ทำให้เขานั้นได้รู้ข้อมูลหลายอย่าง หนึ่งในข้อมูลพวกนั้นก็คือการเติบโตของราชวงศ์ 

    ราชวงศ์ต้าเฉินเติบโตอย่างรวดเร็วกลืนกินหนึ่งราชวงศ์ที่อยู่ใต้ราชวงศ์ต้าหยวนไปเรียบร้อยแล้ว 

    เพราะแบบนั้นราชวงศ์ที่อยู่บริเวณรอบๆ และราชวงศ์ต้าหยวนที่เป็นราชวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดก็ต้องรู้สึกถึงภัยคุกคาม 

    คนพวกนั้นถ้าเกิดว่ามีโอกาสก็คงอยากจะเปิดศึกแล้วก็ทำสงครามในทันที 

    เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ว่าราชวงศ์ใดก็ไม่ได้อยากจะให้ราชวงศ์ของตนเองล่มสลายทั้งสิ้น

    แต่ว่าการที่จะเกิดสงครามขึ้นในตอนนี้มันเองก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยทีเดียว 

    เจียงเฉินเห็นท่าทางครุ่นคิดของบุตรชายของตนเอง เขาเลยพูดออกมา “ไม่ต้องกังวลสงครามยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้”

    “เพียงแต่ว่าต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแต่ไม่ใช่ตอนนี้ ที่ทางราชวงศ์รีบส่งจดหมายมาหาข้าเพราะว่าอยากจะดูท่าทีของข้า”

    “พวกนั้นกลัวว่าท่านจะกบฏ” เจียงเฟิงพูดออกมาอย่างไม่ต้องคิด

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน