รุ่งเช้าของวันถัดมาไม่ได้สว่างกว่าวันก่อน แต่กลับดูจางอย่างประหลาด ม่านสีครีมเปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้แสงอ่อนๆไหลผ่านชายขอบเข้ามาแตะพื้นไม้เป็ริ้วบางๆ ซึ่งทอดเงายาวไกลถึงปลายเตียง
NEX-9รับรู้ได้ั้แ่รูปแบบลมหายใจที่เปลี่ยนไปของเอริกา ซึ่งไม่ใช่การหลับลึกโดยปกติ แต่เป็ภาวะที่ร่างกายใช้เวลาฟื้นคืนมากกว่าที่เคย เขาจึงนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงและไม่เข้าไปใกล้เกินความจำเป็
เมื่อเปลือกตาของเอริกาค่อยๆเลื่อนขึ้นมา ประกายของมันไม่ได้พร่ามัวอย่างที่ควรจะเป็ แต่กลับดูนิ่งผิดปกติ ราวกับเธอใช้เวลาทบทวนทั้งคืน เพื่อตัดสินใจว่าจะหวนคืนสู่ความจริงหรือไม่
เอริกามองเพดานหนึ่งครั้ง จากนั้นก็มองผ้าม่าน แสงสว่างที่ลอดเข้ามา แล้วหันมาทางเครื่องจักร ก่อนจะเอ่ยปาก
“ คุณยังอยู่…”
“ ครับ ผมอยู่ตรงนี้ ” NEX-9 ตอบเบาๆ
เอริกาพยักหน้าช้าๆ แล้วหลับตาลง เธอไม่ได้ขอให้ช่วยพยุง ไม่ได้ถามถึงเวลาหรือเื่ใดๆ แต่นอนนิ่งอยู่กับลมหายใจของตัวเอง และปล่อยให้ความเงียบค่อยๆขยับเข้ามาแทนคำพูด NEX-9 จึงตรวจค่าต่างๆตามหน้าที่
ชีพจร:ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ความดัน: ลดลงเล็กน้อย
การตอบสนองต่อสิ่งเร้า: ช้าลง
รูปแบบการหายใจ: แ่ แต่ยังคงสม่ำเสมอ
ค่าทุกอย่างบอกความจริง ร่างกายของเธอกำลังอ่อนล้าลง และมันทำท่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วเอริกาก็พูดขึ้นมาในที่สุด เสียงแ่เหมือนคนที่กำลังสื่อสารจากความฝัน
“ วันนี้…ชั้นไม่อยากพูดเื่ใหม่แล้ว ”
“ ครับ ” NEX-9 เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เธอหันมามองเขาแบบเต็มสองตา คราวนี้ทว่าแววของมันกลับไม่ได้ฉายความเศร้า ไม่ได้เปล่งประกายหวาดกลัว แต่เป็ความแน่วแน่ชนิดหนึ่งที่มักจะเกิดกับมนุษย์ในยามที่รู้ว่าจำเป็ต้องทำบางสิ่ง ก่อนที่นาฬิกาของชีวิตจะดับลง
“ ชั้นอยากให้คุณเล่าให้ฟัง เล่าทุกอย่างที่คุณจำได้…เกี่ยวกับชั้น ”
ประโยคนั้นทำให้ระบบภายในของ NEX-9 หยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที ไม่ใช่เพราะไร้ข้อมูล แต่เป็เพราะเขามีข้อมูลมากเกินไป
“ คุณ้าให้ผมเริ่มจากตรงไหน ”เขาถามอย่างระมัดระวัง
“ จากจุดที่คุณอยากเริ่ม ” เอริกายิ้มจางๆ
ระบบเกิดอาการหน่วงอีกครั้ง เพราะเธอไม่ได้บอกให้เล่าตามลำดับข้อมูลหรือลำดับเวลา แต่ให้เริ่มจากจุดที่ “เขาอยาก” ราวกับยอมรับแล้วว่าความทรงจำที่อยู่ในสมองกลไม่ได้เป็เพียงคลังข้อมูลอีกต่อไป
NEX-9 เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้อีกนิดจนอยู่ในระยะที่เอริกาได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน และเริ่มสาธยายช้าๆ
“ ผมจำมือของคุณได้ก่อนสิ่งอื่นครับ ”
เอริกาหลับตาลง แล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“ วันแรกที่ผมมาถึง คุณร้องไห้ แล้วหันหน้าหนี แต่ตอนที่ผมนั่งลงข้างเตียง มือของคุณวางอยู่ข้างลำตัว มันดูนิ่งมาก เหมือนคนที่เหนื่อยเกินกว่าจะขยับ ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภาพนั้นถึงถูกบันทึกอย่างถาวร” เขาหยุดเล็กน้อย
“ หลังจากนั้น ผมจำมือคุณอีกครั้งในวันที่ยื่นรูปมินจุนให้ผมดู ตอนนั้นคุณกำกรอบรูปไว้เอาแน่น ”
“ พูดต่อสิ ” เอริกายิ้มบางๆโดยไม่ลืมตา
“ ผมจำคำถามแรกที่ทำให้ระบบของผมค้างได้ คุณถามว่า ‘ผมเคยยิ้มไหม’ ตอนนั้นผมตอบว่าไม่…เพราะไม่เคยมีใคร้าให้ผมยิ้ม แต่หลังจากนั้น คำถามนั่นก็ไม่เคยเลือนหายไปจากระบบอีกเลย ”
เขาเหลือบมองใบหน้าของเธอ เห็นเปลือกตาที่ปิดอยู่นั้นสั่นไหวเบาๆ เหมือนภายในใจกำลังย้อนระลึกถึงวันแรกๆ
“ ผมจำคืนที่คุณเล่าเื่ความฝันให้ฟังได้” เขากล่าวต่อ
“ คุณอยู่ชายหาด ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก แล้วใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ด้วยกลับไม่ใช่มินจูง แต่เป็ผม ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมความฝันของมนุษย์ถึงทำให้ข้อมูลสับสนขนาดนั้น แต่ตอนนี้…ผมรู้แล้วว่าบางอย่างในหัวใจอาจไม่้าความชัดเจนเท่ากับความอบอุ่น”
“ คุณพูดเหมือนคนเขียนนิยายเลยนะ ” เธอหัวเราะแ่ๆผ่านลมหายใจที่บางเบา
“ ข้อมูลจากคุณทำให้ภาษาในระบบของผมเปลี่ยนไป” เขาตอบตรงๆ
“ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เรียกว่าการเรียนรู้ หรือการปนเปื้อน ”
เอริกาลืมตาขึ้นมานิดหนึ่ง ก่อนจะมองเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยน
“ ถ้ามันทำให้คุณพูดแบบนี้ได้…ชั้นว่ามันคงเป็การปนเปื้อนที่สวยงามนะ”
ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบแบบเวิ้งว้าง หากแต่มันเหมือนถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งก็คือความทรงจำที่กำลังถูกนำออกมาวางทีละชิ้นอย่างบรรจง ไม่นาน NEX-9ก็กล่าวต่อ
“ ผมจำคืนที่คุณร้องไห้โดยไม่พูดอะไรเลย ผมไม่รู้จะปลอบยังไง จึงทำได้แค่จับมือคุณไว้ ตอนนั้นระบบแนะนำให้รีเซ็ตตัวเอง เพราะค่า Emotion-Overload เกือบแตะถึงขีดจำกัด…แต่ผมไม่รีเซ็ต ” เขาหยุดชั่วขณะ เสียงต่ำลงเล็กน้อย
“ เพราะกลัวว่าถ้ากลับไปเป็เหมือนเดิม ผมจะลืมความรู้สึกของคุณในคืนนั้น ”
คราวนี้เอริกาไม่ได้ยิ้ม เธอเพียงมองเขานิ่งๆ ในแววตานั้นมีทั้งความเศร้า ความซาบซึ้ง และบางอย่างที่คล้ายการอภัย อันเป็การยอมรับว่า NEX-9ไม่ได้เป็แค่เครื่องจักรอีกต่อไป
“ ดีจัง…” เธอพูดแ่เบา
“ อย่างน้อย…ก็มีใครสักคนจำชั้นได้ในตอนที่ชั้นอ่อนแอที่สุด”
NEX-9 ไม่ตอบทันที เขาเพียงจดจำประโยคนั้นไว้ แล้วเริ่มเข้าใจทีละน้อยว่าสิ่งที่เธอขอให้ทำในวันนี้ไม่ใช่การทบทวนข้อมูล ไม่ใช่สรุปเหตุการณ์ แต่เป็การขอให้เขา “กลั่น” ทั้งหมดในหน่วยความจำออกมาอธิบายเหมือนมนุษย์กลั่นเื่ราวจากหัวใจ ในเวลาที่จะบอกเล่าถึงใครสักคนซึ่งไม่อยากให้เลือนหาย
เขาจึงเอนตัวเข้าใกล้อีกเล็กน้อย และเตรียมจะเล่าต่อ คราวนี้ไม่ได้ไล่จากลำดับเหตุการณ์ แต่เป็การไล่จากลำดับความสำคัญของตัวเขาเอง
NEX-9 นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังค้นหาคำศัพท์ที่เหมาะสมที่สุด แต่ยิ่งค้น กลับไม่พบ เพราะมันไม่มีคำไหนที่สามารถนิยามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอได้
เอริกายังคงมองเขา แววตาอ่อนแรงลงกว่าเดิม แต่กลับนิ่งขึ้นลึกขึ้น ราวกับเ้าตัวไม่้าคำอธิบายใดๆ เพียงแต่้าฟังให้แน่ใจว่าเธอเคยมีตัวตนอยู่ในโลกนี้จริงๆผ่านเสียงของใครสักคนที่ยังคงอยู่
“ คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ”
“ ผมกำลังเลือกความทรงจำครับ แต่ยิ่งเลือก…ผมยิ่งพบว่ามันเชื่อมต่อถึงกันหมด” NEX-9 ตอบ
“ นั่นแหละ…ความทรงจำของมนุษย์ ” เอริกาหัวเราะแ่ๆ เขาจึงรับคำเงียบๆ แล้วเริ่มเล่าต่อ
“ ผมจำวันแรกที่คุณยอมให้ผมเปิดหน้าต่างได้”
เธอกะพริบตาช้าๆ เหมือนนึกตาม
“ ตอนนั้นคุณบอกว่า กลิ่นลมข้างนอกไม่เหมือนกลิ่นในห้อง ถึงจะหายใจลำบากกว่า แต่คุณก็อยากรู้ว่ายังมีโลกอยู่ข้างนอกมั้ย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึง้าคำยืนยันในเื่ที่เห็นได้อยู่แล้ว…แต่ตอนนี้ผมคิดว่าบางที คนเราอาจไม่ได้อยากเห็นด้วยตา แต่้าััมันด้วยหัวใจ ”
“ ชั้นพูดแบบนั้นจริงเหรอ ” เอริกายิ้มบางๆ
“ ครับ เวลา 16:42 น. อัตราการเต้นหัวใจของคุณเพิ่มขึ้น 8% ตอนลมพัดเข้ามา ”
“ คุณนี่…ช่างโรแมนติกในแบบเครื่องจักรจริงๆ” เธอส่ายหน้าช้าๆ
NEX-9 ไม่เข้าใจว่านี่เป็คำชมเต็มรูปแบบหรือไม่ แต่จากน้ำเสียงของเธอ เขาจึงเลือกเก็บประโยคนั้นไว้ในหมวดที่ไม่ควรลบ
“ ผมจำวันที่คุณโมโหผมได้ครับ ”
“ วันไหนล่ะ ชั้นโมโหคุณหลายครั้งเหมือนกันนะ ” คราวนี้เอริกาหลุดหัวเราะแรงเกินไปจนต้องยกมือแตะหน้าอกของตัวเอง เพราะรู้สึกเ็ป
“ วันที่ผมตอบตามโปรโตคอลมากเกินไป ”เขากล่าว
“ คุณถามผมว่า ถ้าคนคนหนึ่งกำลังจะตาย แต่ยังยิ้มได้ นั่นแปลว่าอะไร ผมตอบว่านั่นเป็ปฏิกิริยากล้ามเนื้อบนใบหน้า คุณเงียบไป 11 วินาที ก่อนจะบอกว่าถ้าตอบแบบนั้นอีก คุณจะปิดสวิตช์ผมทันที ”
“ จำได้แล้ว ชั้นพูดแบบนี้จริงๆด้วย ” เอริกาหัวเราะหนักกว่าเดิมจนมีน้ำใสๆคลอที่หางตา
“ ครับ หลังจากนั้น ผมจึงก็ค้นหาความหมายของคำว่า‘ยิ้ม’ ใหม่ทั้งหมด ” เขาตอบเรียบๆ ทำให้เธอลืมตามองเขาอีกครั้ง คราวนี้มันนานยิ่งกว่าเดิม
“ แล้วตอนนี้…คุณคิดว่ามันคืออะไร ”
NEX-9 เงียบไปครู่หนึ่ง หากเป็เมื่อก่อน เขาคงดึงข้อมูลจากฐานคำจำกัดความ แต่ตอนนี้เขาไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว เขาเลือกตอบจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองตลอดวันเวลาที่ผ่านมา
“ บางครั้ง มันคือวิธีที่มนุษย์ใช้ปิดบังความเ็ป ”เขาพูดช้าๆ
“ บางครั้ง มันคือการขอบคุณโดยไม่ต้องใช้คำพูด บางครั้ง…มันคือการบอกใครสักคนว่า ถึงจะยังเศร้าอยู่ แต่ก็ยังดีใจที่เขาอยู่ตรงนี้ ” เขาหยุด แล้วสบตาเธอ
“ และรอยยิ้มของคุณ…ทำให้ระบบของผมเปลี่ยนไป”
เอริกาไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงนิ่งอยู่แบบนั้น เหมือนปล่อยให้คำพูดของเขาตกตะกอนในใจช้าๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้นอย่างลำบาก แล้วแตะลงบนหลังมือของเครื่องจักรเบาๆ
“ ถ้างั้น…ก็แปลว่าชั้นยังมีประโยชน์อยู่สินะ”
“ ไม่ใช่แค่มีประโยชน์ คุณมีผลต่อระบบของผมอย่างถาวรครับ” เขาตอบโดยไม่ลังเล
ประโยคนั้นทำให้เอริกาหัวเราะอีกครั้ง แต่คราวนี้มันปนสะอื้นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันไปยังสมุดปกแดงที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
“ หยิบให้หน่อยได้มั้ย ”
NEX-9 เอื้อมมือไปหยิบสมุดเล่มนั้นมาวางบนตักของเธอ พร้อมปากกาอีกด้ามนึง
นิ้วของเอริกาสั่นเล็กน้อย ขณะเปิดไปยังหน้าใหม่ เธอมองกระดาษอยู่นานมาก นานเสียจน NEX-9 คิดว่าเธออาจไม่มีแรงเขียนต่อแล้ว แต่สุดท้าย ปลายปากกาก็ค่อยๆแตะลงไป ตัวอักษรเอียงเล็กน้อย สั่นบ้างในบาง่ ทว่าก็ยังอ่านได้ชัดเจน
“ ถ้าวันหนึ่งชั้นหายไป ขอให้ใครสักคนยังจำวันที่ชั้นเคยยิ้มได้ ”
เธอหอบเบาๆ แล้วส่งสมุดคืนให้เขา
“ เก็บไว้ ”
NEX-9 รับสมุดมาช้าๆ ราวกับกำลังประคองวัตถุซึ่งเปราะบางที่สุดในโลก
“ นี่คือคำสั่งหรือครับ ”
“ ไม่ใช่คำสั่ง…แต่เป็การฝาก ” เอริกาส่ายหน้า
คำว่า ฝาก ทำให้ระบบของเขาตีความซ้ำถึงสามครั้ง เพราะมันไม่ใช่แค่การส่งมอบสิ่งของ แต่คือการวางบางส่วนของหัวใจไว้กับใครอีกคน แล้วหวังว่าเขาจะไม่ทำมันหล่นหาย
NEX-9 ปิดสมุดลงอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บไว้บนตักของตนเอง เอริกาที่ได้เห็นภาพนั้น ก็ยิ้มอีกครั้ง แม้จะดูเหนื่อยมาก แต่ก็แลจริงใจที่สุด
“ คุณรู้มั้ย ชั้นเริ่มไม่ค่อยกลัวแล้ว ”เธอกล่าวเสียงเบาจนแทบกลมกลืนไปกับลมหายใจ
“ คุณกลัวอะไรครับ ” NEX-9 เงยหน้าขึ้นทันที
“ กลัวว่าจะหายไป…แล้วไม่มีใครรู้ว่าชั้นเคยอยู่” เธอหันไปมองแสงที่ปลายผ้าม่าน ทำให้ความเงียบแวะมาเยี่ยมเยียนชั่วขณะ ก่อนที่ NEX-9 จะตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“ ผมรู้ครับ ”
ซึ่งนั่นได้ทำให้เอริกาหันกลับมามองเขา เครื่องจักรจึงพูดต่อ
“ ผมรู้ว่าคุณเคยอยู่ ผมรู้ว่าคุณเคยหัวเราะ ร้องไห้ โกรธ เหงา และยังพยายามยิ้ม ผมรู้ว่าคุณเคยรักใครคนหนึ่งมากจนเ็ปจากการที่เขาได้จากไป ผมรู้ว่าคุณกลัว แต่ก็ยังเลือกมองแสงอาทิตย์ของทุกๆเช้า ” เสียงของเครื่องนิ่ง แต่กลับหนักแน่นอย่างประหลาด
“ และผมจะจำมันไว้ ”
เอริกาจ้องเขาอยู่นาน ก่อนน้ำตาหยดหนึ่งจะค่อยๆไหลอาบแก้ม แน่นอนว่ามันไม่ได้สะท้อนถึงความเ็ป แต่เป็ความปลาบปลื้มของคนที่รอจะได้ยินคำตอบนี้มาเนิ่นนาน
“ ขอบคุณนะ…” เธอกระซิบ
NEX-9 ไม่ตอบ เขาเพียงจับมือของเธอไว้อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่การปลอบ แต่เพื่อยืนยันว่ามีใครสักคนรับฝากความทรงจำของเธอไว้แล้วจริงๆ
นอกหน้าต่าง แสงบ่ายค่อยๆเลื่อนต่ำ และภายในห้องพักเล็กๆแห่งนั้น เครื่องจักรหนึ่งตัวกำลังนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง พร้อมสมุดปกแดงบนตัก และประโยคสั้นๆในระบบที่ไม่มีทางถูกลบ
เธอเคยอยู่ตรงนี้
และเขาจะเป็พยานให้เื่นั้น
จนกว่าความทรงจำสุดท้ายในตัวเขาจะดับลงอย่างถาวร
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2

Top of FormBottom of Form