เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 176 ดอกบัวสีดำ

        หลินเฟิงมองไปที่ต้วนหวู่หยาเขาเป็นถึงองค์ชายแต่กลับเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ไม่ถือตัวและเข้าถึงได้ง่าย เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดจางหายไป

        ต้วนหวู่หยาและต้วนเฟิงมีบางอย่างคล้ายกับต้วนหวู่ต้าวในทางตรงกันข้าม หลินเฟิงไม่รู้ว่าต้วนหวู่ต้าวเป็นถึงองค์ชายรอง

        “คนคนนี้ร้ายกาจนัก”

        หลินเฟิงพึมพำต้วนหวู่หยาเป็นคนที่เข้าถึงง่ายและไม่มีทิฐิเลยแม้แต่น้อย

        ต้วนหวู่หยามองเวทีประลองและกล่าวว่า“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองต่อสู้กันเถิด ข้าจะเป็นประจักษ์พยานให้พวกเจ้าเอง”

        หลินเฟิงพยักหน้าให้ต้วนหวู่หยาเล็กน้อยไม่ว่าคนคนนั้นจะร้ายกาจแค่ไหน แต่อย่างไรองค์ชายก็เคยช่วยชีวิตเขาไว้ ครั้งก่อนต้วนหวู่หยาก็เป็นพยานให้กับเขาในการประลอง

        นัยน์ตาของหลินเฟิงไปหยุดที่เฮยม่อเมื่อครู่นี้ดวงตาของเฮยม่อได้ปิดลงเพื่อฟื้นฟูพลังเรื่องราวของโลกภายนอกจึงไม่เกี่ยวข้องกับเขา เป้าหมายของเขาในวันนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือสังหารหลินเฟิง ทำให้ผู้คนรู้ว่าคนอย่างเฮยม่อไม่อาจมีใครกล้าท้าทายเขาได้อีก

        ในขณะนั้นเฮยม่อลืมตาขึ้นนัยน์ตาของเขาเปล่งประกายเย็นเยือก และเป็นอีกครั้งที่หลินเฟิงเห็นเปลวไฟอันมืดมิดกำลังลุกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

        จากนั้นหลินเฟิงก็ปลดปล่อยอำนาจดาบอีกครั้งสถานะของเฮยม่อเป็นถึง 1 ใน 10 ผู้ที่แข็งแกร่งของสำนักเทียนอี้หลินเฟิงจึงไม่อาจประมาทได้

        “ทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่5 ได้แล้ว อำนาจดาบจึงแข็งแกร่งมากไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงสังหารผู้ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ได้ แต่เดิมทีแล้วเจ้าไม่มีค่าพอที่จะต่อสู้กับข้าได้ แม้แต่จู่หนิงและกงหลุนที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่6 ก็ยังไม่มีค่าพอ”

        เฮยม่อกล่าวอย่างเย็นชาขณะมองไปที่หลินเฟิงในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและอวดดี

        “หวังว่าเจ้าจะแข็งแกร่งอย่างที่เคยว่าเอาไว้”

        หลินเฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่ละก้าวที่ไปข้างหน้าอำนาจดาบยิ่งทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ

        “ดีงั้นข้าก็จะทดสอบก่อนว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะสู้กับข้าหรือไม่” สิ้นเสียงของเฮยม่อเพียงชั่วพริบตาก็ได้มาถึงเบื้องหน้าหลินเฟิงแล้ว และปล่อยหมัดเหล็กออกไปทันที

        “น้ำแข็งดาบ!”

        ขณะเดียวกันหลินเฟิงก็ปล่อยหมัดออกไปเช่นกันหมัดนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันหนาวเหน็บและเจตจำนงดาบที่แหลมคม

        “ตูม!”

        พลันเกิดเสียงดังก้องทำให้หลินเฟิงต้องประหลาดใจถึงกับถอยร่นไปถึงสิบก้าว และเกือบตกจากเวทีประลอง

        หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจหลังจากที่เขาปล่อยหมัดออกไปปะทะกับกลุ่มก้อนกลิ่นอายสีดำ ทำให้เขาเจ็บปวดมาก

        “ช่างเป็นกลิ่นอายเปลวไฟที่หนาวเหน็บยิ่งนัก”หลินเฟิงพึมพำ เมื่อตอนที่ออกหมัดปะทะอีกฝ่าย หลินเฟิงรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายเปลวไฟทำลายล้างนั่นช่างหนาวเหน็บมันไม่มีกลิ่นอายของความบ้าคลั่ง แต่เป็นเปลวไฟที่น่าสะพรึงกลัว เปลวไฟนี้มันช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว

        “เป็นดั่งที่คาดไว้ความแข็งแกร่งของเฮยม่อถึงกับทำให้หลินเฟิงต้องถอยร่น”

        เมื่อผู้คนได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่างต้องตกตะลึงสมแล้วที่เฮยม่อเป็นถึง 1 ใน 10 ศิษย์ที่แข็งแกร่งของสำนักเทียนอี้ถึงแม้หลินเฟิงจะสามารถสังหารผู้ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ได้ แต่กับเฮยม่อแล้ว หลินเฟิงนับว่ายังอ่อนแอกว่ามาก

        “ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีพลังมากพอจะต่อกรกับข้าเพียงแค่การโจมตีเดียวก็ต้านไว้ไม่อยู่ วันนี้เจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน”

        เฮยม่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส

        “ความแข็งแกร่งของเจ้าอยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่6 แต่ข้าอยู่เพียงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 แน่นอนว่าข้าไม่เหมือนเจ้า เจ้าเชี่ยวชาญในเรื่องไฟแต่สิ่งที่ข้าเชี่ยวชาญคือดาบ”

        หลินเฟิงไม่สนใจการโจมตีเมื่อครู่แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบดาบที่แบกอยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นกลิ่นอายของเขาพลันแข็งแกร่งกว่าเดิม

        “ใช่แล้วสิ่งที่หลินเฟิงเชี่ยวชาญคือการใช้ดาบ ขอบเขตของเขาอ่อนแอถึงได้เสียเปรียบไปเมื่อครู่”ผู้คนต่างคิดตามสิ่งที่เกิดขึ้น แม้พวกเขาจะคิดว่าเฮยม่อแข็งแกร่งแต่หลินเฟิงก็ไม่ได้อ่อนแอเกินไป มิฉะนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้จะมีความหมายอะไร

        “เข้ามา”เฮยม่อกล่าวอย่างเฉยชาขณะมองหลินเฟิง

        ขณะที่หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้าอำนาจดาบพลันแผ่กระจายไปทั่วบรรยากาศ ทันใดนั้นลมปราณของเฮยม่อกลับพังทลายลง ทำให้เฮยม่อต้องขมวดคิ้วจากนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างคาดไม่ถึง

        หลินเฟิงไม่ได้พุ่งไปทันทีแต่เดินไปข้างหน้าแทน แต่ละก้าวล้วนทำให้อำนาจดาบแข็งแกร่งมากขึ้น และเจตจำนงดาบก็หนาวสะท้านยิ่งขึ้น

        “หึ”เฮยม่อยิ้มเยาะ แล้วปล่อยหมัดอันทรงพลังออกไปอีกครั้ง

        “ดาบปลิดวิญญาณ”

        หลินเฟิงกวัดแกว่งดาบยาวออกไปดาบส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นปราณดาบได้รวมอยู่ที่ปลายดาบและพุ่งไปหาเฮยม่อ

        “ทำลายสิ้น”เฮยม่อคำราม หยวนชี่สีดำที่ออกมาจากหมัดคู่ได้กลืนกินปราณดาบขณะนั้นดาบยาวของหลินเฟิงและหมัดได้ปะทะกัน จึงเกิดเปลวไฟสีดำขึ้น มันลุกลามไปที่ดาบยาวของหลินเฟิงแล้วดับลง

        ทว่าสีหน้าของหลินเฟิงยังคงไม่เปลี่ยนไปขณะนั้นดาบยาวได้เปล่งแสงออกมา ในเวลาเดียวกันร่างของเขาก็แผ่กลิ่นอายอันหนาวเหน็บออกมาเมื่อเปลวไฟสีดำมาถึงหมัดของเขา มันจึงปะทะกับน้ำแข็งจนเกิดเสียงดังก้องแต่มันไม่มีผลกระทบต่อหลินเฟิงเลยแม้แต่น้อย

        “หมัดอัคคี”

        เฮยม่อเริ่มการโจมตีละลอกใหม่ด้วยเพลงหมัดของเขาเปลวไฟสีดำ 2 ลูกพุ่งตรงไปยังหลินเฟิง

        “ดาบแห่งความตาย”

        ยิ่งหลินเฟิงกวัดแกว่งดาบปราณดาบจึงแข็งแกร่งมากขึ้น จิตสังหารของเขายิ่งหนาแน่น

        ปราณดาบของหลินเฟิงและเปลวไฟสีดำปะทะกันในอากาศทำให้เฮยม่อต้องถอยร่นไปหนึ่งก้าว แต่หลินเฟิงยังคงยืนถือดาบอย่างมั่นคงราวกับเทพเซียน

        การโจมตีครั้งนี้หลินเฟิงเหนือกว่าเฮยม่อมาก

        เฮยม่อมองไปที่หลินเฟิงพลันความเงียบงันปกคลุมชั่วครู่ จากนั้นเขากล่าวว่า“เจ้ามีคุณสมบัติที่จะต่อสู้กับข้า อย่างไรก็ตามเมื่อครู่นี้ มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

        ขณะที่พูดฝ่ามือของเฮยม่อได้ยกขึ้นทำให้เปลวไฟสีดำยิ่งเผาไหม้รุนแรงกว่าเดิม มันหมุนเป็นเกลียวรอบมือของเขาเปลวไฟนั่นทั้งเยือกเย็นและโหดเหี้ยม

        “ตูม!”

        จากนั้นเปลวไฟสีดำได้กลายเป็นดอกบัวอัคคีทั้งเก้าดอกทุกย่างก้าวล้วนเป็นสีดำและเต็มไปด้วยกลิ่นอายทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว

        “ดอกบัวดำสังหาร”

        ผู้คนต่างตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าเฮยม่อจะใช้ท่าดอกบัวดำสังหาร ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาจะเริ่มเอาจริงแล้ว

        “ยอดเยี่ยมมากเมื่อครู่ข้าก็แค่อุ่นเครื่องเท่านั้น”

        หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันใดนั้นม่านของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีเทา มันทั้งเยือกเย็นและเหี้ยมโหด ทุกอย่างรอบตัวปรากฏขึ้นชัดเจนในหัวของหลินเฟิงหลินเฟิงในตอนนี้สามารถรับรู้ได้ถึงปราณแห่งความตายที่อยู่ในดอกบัวเปลวไฟสีดำทั้งเก้า

        ในขณะเดียวกันดาบที่อยู่ในมือหลินเฟิงได้ปล่อยลมปราณสีเทาออกมา เช่นเดียวกับดอกบัวสีดำนั่น

        ถึงแม้ผู้ชมจะยืนอยู่ด้านล่างเวทีประลองก็ยังรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาทำให้พวกเขาต่างสั่นสะท้าน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงฉายแววตื่นเต้นออกมา

        “เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆดีแล้วที่เจ้าสามารถต่อกรข้าได้ มิฉะนั้นแล้วการท้าทายในครั้งนี้มันคงจะน่าเบื่อเกินไป”

        “เจ้าไม่คิดว่าตัวเองพูดมากไปหน่อยเหรอ?”หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเฮยม่อยังคงถามหาคุณสมบัติของหลินเฟิงที่คู่ควรต่อสู้กับเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรตอนนี้หลินเฟิงก็มีคุณสมบัตินั้นแล้ว

        “ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายข้าก็จะสงเคราะห์ให้” เฮยม่อกล่าวเสียงเย็น จากนั้นเขาก็ตะโกนว่า “เปลวไฟดำแปรเปลี่ยนเป็นดอกบัว”

        เมื่อสิ้นเสียงของเฮยม่อแล้วทันใดนั้นเปลวไฟสีดำได้กลายเป็นดอกบัวและพุ่งไปที่หลินเฟิงอย่างรวดเร็วปราณสังหารจากเปลวไฟสีดำแผ่กระจายไปทั่วบรรยากาศ และอากาศที่อยู่รอบๆดอกบัวสีดำได้แปรเปลี่ยนเป็นสีเทา

        “ช่างน่าหวาดกลัวนัก”เมื่อผู้คนเห็นดอกบัวนั่นแล้ว ต่างก็สั่นสะท้าน ดอกบัวเหล่านี้ราวกับมาจากขุมนรก

        หลินเฟิงยังคงจับดาบอย่างสงบนิ่งลมปราณสีเทาบนดาบพลันยิ่งแข็งแกร่ง ในขณะนั้นเมื่อดอกบัวสีดำได้มาถึงเบื้องหน้าเขาในที่สุดหลินเฟิงก็โจมตีออกไป

        “ดาบร่วงโรย”

        เมื่อดอกบัวสีดำได้ปะทะกับดาบร่วงโรยดอกบัวสีดำนั่นจึงแตกสลายไปทันที ทว่าดาบร่วงโรยยังคงพุ่งเข้าหาเฮยม่ออย่างต่อเนื่อง

        เฮยม่อประหลาดใจเบื้องหลังของเขาได้มีเปลวไฟสีดำที่รุนแรงทะลักออกมา ในขณะเดียวกันร่างของเฮยม่อได้ถูกห่อหุ้มไปด้วยดอกบัวสีดำทำให้บริเวณรอบๆ ต่างเผาไหม้

        บริเวณรอบๆล้วนถูกเปลวไฟสีดำเผาไหม้

        เมื่อดาบร่วงโรยของหลินเฟิงใกล้ถึงตัวเขาเปลวไฟสีดำโหมกระหน่ำและกลายเป็นดอกบัวสีดำขนาดมหึมา เขาใช้มันสกัดกั้นดาบร่วงโรยของหลินเฟิงเอาไว้ได้

        “ดอกบัวสีดำของข้าไม่ได้มีเพียงพลังในการทำลายแต่มันยังป้องกันได้อย่างทรงพลัง เจ้าไม่สามารถทะลวงมันได้หรอก” เฮยม่อมองหลินเฟิงและกล่าวต่ออย่างเย็นชาว่า“ข้าบอกแล้วว่าวันนี้เจ้าจะต้องตาย”

คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน