หลังจากการต่อสู้เสร็จสิ้นเฟิ่งหยูจึงนำพรรคพวกของตนเข้าเมืองพร้อมกับรอการกลับมาของกองทัพเมืองจินเฟิงซึ่งทยอยกันมุ่งตรงสู่เมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉาย จนกระทั่งตะวันตกดินกองทัพเมืองจินเฟิงเดินทางมาพร้อมกับเจ้าเมืองที่ยอมจำนน และเหล่าขุนนางจำนวนมากทุกคนรวมตัวอยู่ที่ท้องพระโรง
ส่วนเจ้าเมืองที่ต่อต้านต่างถูกกำจัดไปจนสิ้นทั้งเจ้าเมืองและเหล่าขุนนางทั่วอาณาจักรตะวันฉายรอด้วยความหวาดกลัวชะตาของพวกเขาอยู่ในมือของศัตรูซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้
ไม่นานพวกเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินนำมาพร้อมกับซูฮุ่ยหลิงจ้าวหยวนและเหล่าแม่ทัพของเมืองจินเฟิง
ทหารทุกนายต่างคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“คาราวะท่านเจ้าเมือง”
เสียงกล่าวดังสนั่นจนเหล่าเจ้าเมืองและขุนนางทั้งหลายกลัวจนตัวสั่น เฟิ่งหยูยืนต่อหน้าเหล่าเจ้าเมืองและขุนนางทั้งหลายพร้อมประกาศก้อง
“ข้าเฟิ่งหยู เจ้าเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนที่ข้านำกำลังพลบุกยึดอาณาจักรตะวันฉายเป็นเพราะพวกเจ้าทั้งหลายร่วมกันโจมตีอาณาจักรเมฆาหวนของเราก่อน ตอนนี้ชะตากรรมของพวกเจ้าทั้งหมดอยู่ในมือข้า หากใครคิดต่อต้านคงรู้ชะตากรรมดีแต่ข้าจะไม่โทษพวกเจ้าเพราะพวกเจ้าทั้งหมดล้วนแต่ทำเพราะคำสั่งของกษัตริย์ของพวกเจ้า”
“เรื่องในอาณาจักรของพวกเจ้าข้าไม่ค่อยจะรู้ดังนั้นข้าจะแต่งตั้งให้ผู้อาวุโส ซูฮุ้ยหลิง เจ้าเมืองหลิวโจวคนก่อนปกครองเมืองตะวันฉายส่วนอาณาจักรจักรตะวันฉายจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรเมฆาหวนของเราจะไม่มีอาณาจักรตะวันฉายอีกต่อไป พวกเจ้าจะขึ้นตรงกับอาณาจักรเมฆาหวนของพวกเรามีใครขัดข้องหรือไม่”
“พวกเรายินดีทำตามคำสั่งของท่านเฟิ่งหยูยินดียอมรับท่านซูฮุ่ยหลิงเป็นผู้นำปกครองพวกเรา ขอบคุณที่ไว้ชีวิตพวกเราและชาวเมืองของพวกเรา”
“ขอบคุณที่ไว้ชีวิตพวกเราขอบคุณที่ไว้ชีวิตชาวเมืองของพวกเรา” เสียงขอบคุณดังก้องทั่วท้องพระโรง
“จากนี้ไปเมืองตะวันฉายจะปกครองโดยตระกูลซูข้าขอแต่งตั้งผู้อาวุโสซูฮุ่ยหลิง เป็นเจ้าเมืองตะวันฉายพร้อมกับแต่งตั้งสามสิบตระกูลที่เข้าร่วมเป็นขุนนางเมืองตะวันฉายส่วนเรื่องที่เหลือ เจ้าเมืองที่ยอมจำนน ให้ดำรงตำแหน่งเดิม ส่วนเมืองอื่น ๆที่ขาดเจ้าเมือง ข้าจะให้เป็นการตัดสินใจของผู้อาวุโสซูฮุ้ยหลิง”
“ขอบคุณ เฟิ่งหยูข้าขอบคุณเจ้าจากใจ ครั้งนี้ตระกูลซูของข้าติดหนี้เจ้าใหญ่หลวงนัก”
“ไม่เป็นไรหรอกผู้อาวุโสเชิญท่านตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ต่อ รบกวนท่านแล้วข้าต้องกลับไปเตรียมตัวจัดการกับกองทัพของกษัตริย์ตะวันฉายที่ยังบุกอาณาจักรของพวกเราอยู่ข้าขอตัวก่อน”
เฟิ่งหยูเดินทางออกจากท้องพระโรงปล่อยให้ซูฮุ่ยหลิงจัดการเรื่องต่างๆ ต่อ ซึ่งซูฮุ่ยหลิงสามารถจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างไม่ยากเย็นเพราะเขามีประสบการณ์จากการเป็นเจ้าเมืองหลิวโจวและผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้จักและนับถือซูฮุ่ยหลิงเป็นอย่างดี จึงไม่มีใครต่อต้านพวกเขาต่างยินดีด้วยซ้ำที่ได้ซูฮุ่ยหลิงมาเป็นผู้นำพวกเขา
“จ้าวหยวนท่านเหลือกำลังทหารไว้ที่นี่ห้าล้านส่วนที่เหลือพวกเราจะออกเดินทางไปตีตลบหลังกองทัพของอาณาจักรตะวันฉายให้ราบคาบท่านไปบอกให้ทหารพักผ่อนให้เต็มที่ในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกันเลยเจ้าอย่าลืมเอาตัวองค์รัชทายาทและคนในราชวงศ์ตะวันฉายไปด้วย ”
“ขอรับท่านเจ้าเมือง”
รุ่งเช้าเฟิ่งหยูนำกองทัพของเขาเดินทางออกจากเมืองตะวันฉาย เรือรบที่ลอยเต็มน่านฟ้าเมืองตะวันฉาย ดูยิ่งใหญ่ อลังการยิ่งนัก
“ตามการคาดหมายของข้าพวกเราน่าจะไปถึงอาณาจักรเมฆาหวนในเย็นวันนี้”
“จ้าวหยวนท่านเรียกเหล่าแม่ทัพมาวางแผนกันสักหน่อยพวกเราต้องปราบกองทัพของพวกตะวันฉายให้สิ้น โดยเร็ว เพื่อลดการสูญเสียให้มากที่สุด”
ทางด้านอาณาจักรเมฆาหวน.....
“เตรียมตัวรบศัตรูของเราอยู่ด้านหน้าแล้วตั้งขบวนรบ”
เสียงของแม่ทัพแนวหน้าของอาณาจักรเมฆาหวนตะโกนขึ้นมา ทหารของอาณาจักรต่างมีกำลังใจและเตรียมพร้อมสู้รบกับศัตรูที่อยู่ด้านหน้าพวกเขา
ตึง ตึง ตึง ........ ตึง ตึง ตึง.........
เสียงกลองรบพลันดังขึ้น
“บุกได้.......”เสียงคำสั่งจากแม่ทัพอาณาจักรตะวันฉายตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง
“เฮฮฮฮฮอฮฮฮ.......”
เสียงของทหารม้ามากมายได้วิ่งเข้ากระแทกกับพลหอกที่อยู่แนวหน้าและวินาทีนั้นสงครามที่ยิ่งใหญ่
การปะทะกันระหว่างแนวหน้าได้เริ่มต้นขึ้นถึงแม้จะเป็นพลหอกก็ไม่สามารถจะต้านการโจมตีของเหล่าทหารม้าลงได้
มันเป็นการทำสงครามในวันที่สาม ทหารม้าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวเบิกทางให้กับกองทัพหลักที่เป็นพลดาบและพลหอกที่กำลังมุ่งหน้ามาเสริมทัพให้กับกองทัพอาณาจักรตะวันฉาย
อาวุธที่อาณาจักรตะวันฉายใช้ส่วนใหญ่เป็นประเภทหอกดาบ ขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดแบบไหนพวกเขาเข้าโอบล้อมเมืองหน้าด่านแห่งนี้เอาไว้อย่างหนาแน่น
จวบจนช่วงเวลาบ่ายของวันนี้
“แย่แล้วท่านแม่ทัพพวกเราโดนโอบล้อมโจมตีทั้งจากด้านหน้าและด้านหลังเลย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราคงสละเมืองหน้าด่านแห่งนี้เป็นแน่”
แม่ทัพบางคนเริ่มร้อนรนทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“พวกเจ้าใจเย็น ๆ กันก่อนให้พลธนูโจมตีทหารม้า อย่าให้พวกมันบุกเข้ามาได้ลึก”
“แนวหน้าของเราพยายามปิดล้อมทหารม้าของพวกศัตรูและกำจัดมันให้ได้มากที่สุดจากนั้นให้ใช้กระบวนทัพแบบตั้งรับเพื่อยื้อการต่อสู้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เสียงขององค์ชายเหวินเทียนที่รับหน้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรเมฆาหวนสั่งการ
กองทัพแนวหน้าของอาณาจักรตะวันฉายมีกำลังพลสามแสนนายแบ่งเป็นทัพย่อยกระจายไปส่วนต่าง ๆ ของของสนามรบ พลธนูมีแปดหมื่นนายทหารม้าห้าหมื่นนาย ที่เหลือเป็นพลหอกและพลดาบอีกราว ๆ สองแสนนายส่วนอาณาจักรเมฆาหวนมีกำลังพลสามแสนสองหมื่นนายซึ่งพอๆ กับอาณาจักรตะวันฉาย
“มันคงจะยากถ้าให้พลธนูต่อสู้กับเหล่าพลดาบพลหอกที่เราเสียเปรียบอยู่แบบนี้ถ้าเกิดกองกำลังของเราสามารถกำจัด ทหารม้าให้ล่าถอยออกไปได้ก็จะเป็นการเปิดช่องว่างสำหรับห่าฝนธนูที่จะยิงออกไปอย่างไม่หยุดยั้งถ้าเป็นไปตามที่คิดชัยชนะครั้งนี้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม”
ตอนนี้สถานการณ์แนวหน้าเริ่มเปลี่ยนไปทหารม้าของอาณาจักรตะวันฉายส่วนใหญ่ถูกพลหอกและพลธนูฆ่าตายไปไม่น้อย กำลังเสริมของพวกเขายังอยู่ห่างจากกลุ่มทหารม้าที่มุ่งตรงมาปะทะเป็นขบวนแรก
“จู่โจมแบบสายฟ้าแลบกำจัดพวกมันจากทางด้านข้าง รีบสร้างวงล้อมให้พวกมันไร้ทางหนี”
“นั่นถือเป็นคำสั่งที่เด็ดขาดและเป็นคำสั่งที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหาร สร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มทหารม้าเป็นอย่างยิ่ง”
“องค์ชายข้าน้อยจะไปจัดการกับแม่ทัพของพวกมันเอง”จินเย่ทหารคนสนิทขององค์ชายเหวินเทียนพลันเอ่ยขึ้นมา
“ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
เฟยหลงควบม้าพุ่งทยานออกไปพร้อมกับกองกำลังส่วนหนึ่งทหารม้าของอาณาจักรเมฆาหวนนับพันวิ่งเข้าโจมตีจากทางด้านข้าง ในมือของจินเย่ถือทวนกวัดแกว่งฟาดฟันทหารม้าฝ่ายตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับไปหยุดอยู่ตรงหน้ากองทหารม้าของอีกฝ่าย
“เจ้าเป็นแม่ทัพทหารม้ากองนี้ใช่หรือไม่”จินเย่เอ่ย
“ใช่ ข้าฉีหลงจิ้งเป็นแม่ทัพของทหารม้าของอาณาจักรตะวันฉายเองแล้วเจ้าหละ”
“ข้าจินเย่เป็นแม่ทัพของอาณาจักรเมฆาหวน ไม่ต้องเสียเวลาให้มากพวกเรามาดวลกันให้หมดเรื่องหมดราวกันดีกว่า”
“ดี ข้าก็เองก็อยากรู้ฝีมือของแม่ทัพอาณาจักรเมฆาหวนเช่นกัน”
“เข้ามาข้าก็อยากรู้นักว่าฝีมือแม่ทัพอาณาจักรตะวันฉายจะดีอย่างปากพูดไหม”
เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง!!
การดวนทวนได้เริ่มขึ้นระหว่างแม่ทัพทั้งสองฉีหลงจิ้งได้เริ่มปลดปล่อยลมปราณที่อัดแน่นอกมาโจมตีจินเย่แต่ว่าเฟยหลงก็หลบการโจมตีทั้งหมดด้วยความคล่องแคล่วจินเย่ตอบโต้ทวนที่รวดเร็ว พวกเขาพลัดกันโจมตีกันหลายต่อหลายครั้ง
เสียงทวนกระทบกันอย่างต่อเนื่องการปะทะกันของทั้งสองมีโอกาสที่จะป้องกันและสวนกลับอย่างรุนแรงต่างคนต่างมุ่งเอาชีวิตกัน
ฉีหลงจิ้งไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อยแขนขวาของเขาตวัดทวนในแนวขวางใส่บริเวณหน้าอกของ จินเย่อาศัยพลังลมปราณที่แข็งแกร่งเห็นได้ชัดว่ากระบวนท่านี้เพื่อหยั่งความลึกล้ำของพลังลมปราณของจินเย่เพียงเท่านั้น
เหล่าทหารม้าอาณาจักรตะวันฉายพลันเผยร้อยยิ้มหยันออกมาในเวลาเดียวกันความต่างชั้นของพลังลมปราณที่ทิ้งห่างกันเกือบหนึ่งชั้น เรียกได้ว่าเป็นความโง่เขลาของจินเย่แววตาของฉีหลงจิ้งพลันเปิดเผยความรู้สึกหยามดูแคลน
จินเย่สูดลมหายใจลึกสองตาเคร่งขรึมพลังลมปราณก่อตัวเป็นวังวนอยู่รอบ ๆ ปลายทวนเห็นได้ชัดว่าเขารวบรวมพลังลมปราณทั้งหมดเข้าสู่ทวนของเขาเอง
“เจ้ารับกระบวนท่านี้ของข้าไปซะ!”
จินเย่ตะโกนก้องขณะที่แทงทวนเข้าใส่หน้าอกของฉีหลงจิ้งด้วยสภาวะที่ดุดันรุนแรง ทวนนี้แน่นอนว่าบรรจุไว้ด้วยพลังปราณทั่วทั้งร่างของจินเย่ พลังกดดันกระจายไปรอบด้านคลื่นลมปราณที่สะท้อนแฝงมาในปลายทวนมีความรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อสัมผัสถึงระดับพลังที่แทบอาจจะเรียกได้ว่ารุนแรงคุกคามมายังเบื้องหน้าดวงตาของฉีหลงจิ้งทอประกายเยือกเย็นไม่ลนลาน และยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
ความอดทนของมันพลันหมดลง ในทำนองเดียวกันฉีหลงจิ้งแทงทวนออกไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน
“เจ้างั่ง ....ตายไปซะเถอะ!”
ฉีหลงจิ้งหัวเราะอย่างเย็นชาสายตาของมันพลันเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย คล้ายดังสามารถมองเป็นภาพเหตุการณ์ที่จินเย่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ภายในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้
ขณะที่ทวนทั้งสองกำลังจะปะทะกันจินเย่พลันใช้มืออีกด้านกระแทกด้ามทวนออกไปพลังงานลมปราณหลอมรวมเข้ากับทวนของจินเย่พุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทันที ความรุนแรงทำให้ตลอดทางที่ทวนผ่านเกิดไปลุกติดตามไปอย่างต่อเนื่อง
“ฟุบบ”
ปลายทวนพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของฉีหลงจิ้งอย่างแม่นยำพร้อมกับทะลุผ่านแผ่นหลังของเขาออกไป
ตุ๊บ......ร่างของฉีหลงจิ้งตกลงจากหลังม้าเสียงเฮจากทางด้านทหารอาณาจักรเมฆาหวนดังสนั่น เมื่อแม่ทัพของพวกเขาสิ้นชีพเหล่าทหารม้าทั้งหลายจึงแตกกระจายหนีไปอย่างรวดเร็วที่หนีไม่ทันก็ถูกสังหารอย่างง่ายดาย
“ถอยทัพ.......” เสียงของแม่ทัพใหญ่อีกฝ่ายหนึ่งตะโกนอย่างเสียงดังพร้อมกับกองทัพที่ค่อย ๆ ถอยล่นกลับไป