“ที่นี่...ที่ไหนกัน?” หลิงรั่วซีมองสำรวจไปรอบๆอย่างประหลาดใจนางจำได้ว่าตนเพิ่งเอนตัวนอนหลับอยู่บนรถม้าข้างกายลูกชายของนางแล้วไม่ใช่หรือ?เหตุไฉนจึงมาโผล่ยังสถานที่อันสวยงามราวแดนสวรรค์แห่งนี้ได้?
รอบตัวของนาง คือทุ่งบุปผาสีขาวพิสุทธิ์ไกลสุดลูกหูลูกตากลิ่นหอมของมันช่างหอมรัญจวนจิต เต็มไปด้วยพลังลี้ลับวิเศษเลอภพและที่โดดเด่นสะดุดสายตาที่สุด... ก็คือดวงจันทราที่ลอยค้างเด่นอยู่บนท้องฟ้านภา
ค่ำคืนที่มืดมิดและเต็มไปด้วยแสงดาวดวงจันทร์นั้นกลับสว่างไสวและใหญ่โตยิ่ง
“สวยเหลือเกิน...” นางแทนที่จะตื่นตระหนกตกใจกลัวคนงามกลับรู้สึกสงบอย่างไม่ทราบสาเหตุนางจ้องมองดวงจันทร์ที่คล้ายกำลังลอยลงใกล้นางขึ้นเรื่อยๆเรือนกายงามทรงเสน่ห์เปล่งแสงสว่างนวลงาม
ท่วงทำนองพลังเต๋าและกฎเต้นระบำ เสียงเพลงขับขานจากทวยเทพเซียน
ดอกบัวทองคำแห่งโชควาสนาเบ่งบานโปรยปรายเต็มท้องดารา
ตูม!
“โฮก!”
วินาทีนั้นเอง...ที่ดวงจันทร์ได้ปรากฏเงาร่างของมังกรแท้ขึ้น มันม้วนตัวไปมาป่นขยี้ทุ่งดาวเป็นฝุ่นผง เหยียบย่ำเมฆาสวรรค์สีทอง ลุกชันกายอันงามสง่าอย่างอหังการร่างกายที่ใหญ่โตและยาวเหยียดของมันมิอาจมองเห็นได้ทั้งหมด
ประดุจโลกทั้งใบไม่เพียงพอรองรับบารมี! ไม่คู่ควร!
“...อะไรกัน?” หลิงรั่วซีอึ้งนางยืนตะลึงค้างอยู่กับที่
โดยมิทันรู้ตัว
คนงามก็ได้เผลอโอบกอดดวงจันทร์ดวงนั้นเอาไว้เสียแล้วดวงจันทร์ดวงน้อยที่แกะสลักมาจากหยกเทพจันทราขาวบริสุทธิ์ไร้มลทินดั่งคล้ายมีชีวิต มันสั่นไหวเบาๆ ดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของนางอย่างยินดีมีความสุข
วูบ...
ความฝันได้สลายหายไปอย่างช้าๆปลดปล่อยจิตสำนึกของหลิงรั่วซีให้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์นิมิตอันลึกลับ
“...”
บนรถม้าที่กำลังวิ่งไปบนท้องถนน
เสียงพูดคุยจอแจของชาวบ้านชาวเมืองปุถุชนธรรมดาและผู้ฝึกตนดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินได้ฟัง ผู้คนเดินสัญจรขวักไขว่ทำงานกิจหน้าที่ของตนเอง
พรานวัยกลางคนแบกร่างของหมูป่าน้ำตาลตัวใหญ่โอ้อวดมิตรสหายที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างภาคภูมิใจ แม่หม้ายคนสวยเปิดร้านขนมต้อนรับลูกค้าบุรุษมากมายที่แอบมีความคาดหวังในตัวนางผู้ฝึกตนถือกระบี่ถอนหายใจยาว เดินย่ำไปโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน
พวกเขาใช้ชีวิตตามโชคชะตา ตามยถากรรมของตน
สงบสุขและห่างไกลจากภัยอันตรายรบกวน
“อื้อ...”
ในรถม้า มารดาคนงามได้เปิดตาขึ้นนางกระพริบเนตรงามอย่างสับสนมึนงงอยู่สักพัก ก่อนที่จะชันกายทรงเสน่ห์มองไปยังตรงที่นั่งของสารถี แลเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มที่คุ้นเคยคนก็อดถอนหายใจอย่างโล่งใจมิได้
“ท่านแม่ตื่นแล้วหรือขอรับ?” สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวด้านหลัง อี้ชิงก็หันศีรษะกลับมาส่งรอยยิ้มบางๆให้นาง
เขาสวมหมวกไม้ไผ่หวายปีกกว้างและชุดอาภรณ์ผ้าป่านที่เหมือนกับชาวบ้านธรรมดาพยายามกลมกลืนไปกับผู้คนรอบตัวพลางเก็บงำรัศมีกลิ่นอายปราณวิญญาณบนตัวให้เหลือน้อยถึงขีดสุดจนไม่ต่างกับคนทั่วไปที่ไร้ตบะ
แต่กระนั้น ก็มิอาจปกปิดเสน่ห์ดึงดูดและตกเป็นเป้าสนใจทำให้สตรีน้อยใหญ่ตามรายทางหลายคนที่เหลือบเห็นเขาเป็นต้องใจเต้นหน้าแดงไปเป็นแถวมิได้พวกนางต่างส่งสายตาชื่นชมและประทับใจมาให้เขา
“...อืมข้าฝันนิดหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ” นางเปิดปากเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้ก่อน คนงามสูดลมหายใจปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ
“ฝัน? เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านพักผ่อนได้ดีท่านอย่าเพิ่งออกมาโดนแดดโดนลมเลยนะขอรับ บริเวณนี้คนเยอะเกินไป เกรงว่าจะโดนความงามของท่านล่อลวงเอา” ชายหนุ่มเคลื่อนเข้ามาในกระโจมผ้าใบเข้าโอบกอดเรือนกายงามอ่อนนุ่มอย่างทะนุถนอมรักใคร่
“ตกลงข้าจะเชื่อฟังเจ้าแล้วกัน...♥” ศีรษะของนางเอนอิงกับไหล่กว้างของลูกชายดวงหน้างามสะคราญพริ้มเพราแดงซ่านอิ่มเอิบ อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
หวนนึกถึงความทรงจำที่เขามอบให้ยามอยู่ด้วยกันนานนับสัปดาห์ในป่าไพรภูเขานางยังจำได้ดี เพราะทั้งตนและเขาต่างแก้ผ้าแก้ผ่อน พลอดรักเสพสุขกันอย่างเร่าร้อนและโฉ่งฉ่างปานใด? น่าอายขนาดไหน?
มันเป็นความทรงจำที่ดีและวิเศษที่สุดของนางชั่วชีวิตก็คงมิลืมเลือน
ทว่า...
นางก็ย่อมรู้ดีว่าเจ้าลูกตัวดีตัวแสบคนนี้คงไม่หยุดมอบประสบการณ์อันแสนยอดเยี่ยมเช่นนี้แก่นาง เนื่องจากสายตาของเขาที่จ้องมองนางทุกครั้งนั้นล้วนเต็มล้นไปด้วยความหื่นกระหายปรารถนา ราวกับหมาป่าตัวร้ายที่หิวโหยอยู่ตลอดเวลา
คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา...
มารดาคนงามก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าหลายครั้งหลายคราลูกชายของนางก็ชอบแวะเวียนมาพักเท้าพักม้าที่เมืองไม้เขียวเสมอ ที่เมืองแห่งนี้ก็มิได้มีอะไรให้น่าสนใจมากนัก เปรียบเทียบกับเมืองไม้ครามก็หาได้แตกต่างกันสักเท่าไร
จะมีก็แต่เป็นบ้านของฟางเหนียงภรรยาของลุงของเขา ป้าสะใภ้ของเขาเท่านั้นที่อาศัยและบริหารกิจการโรงทอผ้าอยู่ณ ที่เมืองนี้
เมื่อประกอบกับอุปนิสัยชอบมั่วสตรีไปทั่วแล้ว...หรือว่า?
เขากับพี่สาวเหนียงจะแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กันอย่างลับๆโดยไม่ชวนนาง?
“...” หลิงรั่วซีหรี่เนตรคู่งามลงเล็กน้อยนางลองถามกับบุตรชายของนางไปตรงๆอย่างไม่คิดอ้อมค้อม “ชิงเอ๋อห์เจ้าช่วยบอกกับแม่มาตามตรงเถิดนะ เจ้ากับป้าสะใภ้ของเจ้า... พวกเจ้าทั้งคู่...”
“อา ท่าน...” อี้ชิงตัวสะดุ้ง สีหน้าเปลี่ยนสีสันเล็กน้อยไม่คิดว่าจู่ๆนางจะซักถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ทำเอาเขาเผลอแสดงพิรุธ ไม่อาจปฏิเสธบ่ายเบี่ยงและปิดซ่อนความลับนี้จากนาง
สังเกตเห็นท่าทางผิดปกติชัดเจนเช่นนั้น นางก็ไม่จำเป็นต้องสืบสาวราวเรื่องใดๆพ่นลมหายใจแรงแค่นเสียงเย็นชา “เฮอะ! งั้นข้าก็เดาไม่ผิดสิ?เจ้านี่จริงๆเลย กระทั่งป้าของตัวเองก็ไม่เว้น! แถมดูจากที่เจ้าชอบมาแวะพักที่นี่บ่อยๆสาเหตุหลักก็เป็นเพราะนางด้วยใช่หรือไม่?”
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว...” ชายหนุ่มน้ำท่วมปากตัวเล็กลีบอย่างกลัวภรรยา?
“ช่างเถอะเอาไว้ข้าค่อยพูดคุยกับนางทีหลัง เจ้ามีความผิดมากนัก กลับไปก็อย่าลืมจุดธูปขอขมาโทษจากลุงเจ้าด้วยเล่า” นางพูดจาเสียงแข็งดุด่าอย่างขุ่นเคืองขุ่นโกรธในใจอย่างมาก
แต่พูดไปก็แอบขมปากฝืดคอ เพราะตนก็เพิ่งแอบลักลอบแหกด่านศีลธรรมก้าวข้ามเส้นแบ่งสัมพันธ์กับเขา เย็ดเอากันไปตั้งหลายสิบๆน้ำในป่าเขาจนยามนี้ก็มิต่างอันใดกับสามีภรรยา ไม่ต่างกับผัวเมียกันแล้ว
“ขอรับข้าจะกลับไปขอโทษท่านพ่อและท่านลุงที่หน้าป้ายวิญญาณของพวกท่าน” อี้ชิงกล่าวอย่างสำนึกผิด พรมจูบหอมแก้มนวลงามของมารดาคนงาม เอาอกเอาใจอย่างดีอย่างไม่กล้าขัดขืนพระบัญชา
“ดีแล้ว” เห็นเขายอมรับผิดยอมถอยให้นาง หัวใจในทรวงอกก็พึงพอใจเป็นอย่างมากริมฝีปากอวบอิ่มดุจกลีบบุปผางามประกบจูบ จุมพิตแลกลิ้นดูดดื่มกับเขาอย่างหึงหวงแหนง้องอนชายผู้เป็นลูกและสามีจอมเจ้าชู้ของนาง
……
พวกเขาทั้งสองนั่งรถม้ามาถึงที่หมาย
ป้าสะใภ้ฟางเหนียงที่ทราบข่าวจากสาวใช้ก็ละวางจากงานการของนางเร่งรุดกลับจวนมาพบเจอกับน้องหญิงและหลานชายทันที
นางให้การต้อนรับอย่างดีและอบอุ่นเชิญชวนทั้งสองร่วมรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยมด้วยกัน
“ไม่คิดว่าน้องซีและหลานชายชิงจะมาเยือนอย่างกระทันหัน ต้องขออภัยที่ข้ามาช้า เลยทำให้พวกเจ้าต้องรอนานข้าจะลงโทษตัวเองด้วย 3 จอกก่อนเลย” ป้าสะใภ้ฟางเหนียงนางเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีรูปโฉมงาม ดวงหน้าสละสลวยหมดจรด
ชุดอาภรณ์สีเขียวของนางทำมาจากผ้าเนื้อดีหายากเมื่อสวมอยู่บนเรือนกายทรงเสน่ห์ ก็ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความงดงามและมนต์เสน่ห์อันน่าดึงดูดใจหน้าอกอวบอิ่มเต่งตึงชูช่อ เอวบางคอดกับสะโพกบั้นท้ายเว้าโค้งกลมกลึง
อาศัยความงามของนางไม่ทราบว่าทำจิตใจบุรุษหนุ่มกี่คนต่อกี่คนต้องหวั่นไหว
กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
เนื่องจากนางนั้นคือญาติห่างๆของเจ้าเมืองไม้เขียวมีเส้นสายกว้างขวางในเมืองแห่งนี้อยู่พอสมควร อีกทั้งเป็นหญิงหม้ายสามีตายผู้ชายจำนวนมากที่เคยไล่ตามเพื่ออ้อนวอนขอความรักจากนางจึงเริ่มตีตัวออกห่างไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี... นางหาได้สนใจไม่
เพราะความเหงาเปล่าเปลี่ยวของนางได้ถูกเติมเต็มโดยหลานรักของนางแล้ว
‘อะไรกัน? เหตุไฉนรูปร่างของเขาจึงเปลี่ยนไปมากเพียงนี้?หรือเสี่ยวชิงไปได้วาสนาอันใดมา? ข้าตรวจสอบกลิ่นอายปราณมิได้เลยสักนิด?’ กวาดสายตาสำรวจดูหลานชายของตนแลเห็นถึงความหล่อเหลาและรูปร่างที่สูงกำยำมากกว่าเดิมของเขาคนงามก็อดใจเต้นใจสั่นมิได้
นางคาดเดาไปว่าคงเป็นเพราะเขาบังเอิญประสบโชคโอกาสเข้าแต่ที่ทำให้ฟางเหนียงแปลกใจและตะลึงมากกว่าเดิมนั่นก็คือผิวพรรณที่งามผุดผ่องดุจหยกจันทร์ของน้องหญิง ที่ดูจะงามล้ำมากกว่าเดิมผิดเพี้ยนไปจากภาพจำที่นางเคยจำได้
เกิดอะไรขึ้นในช่วงที่นางมิได้พบเจอพวกเขากัน?
ป้าสะใภ้บังเกิดคำถาม แต่ก็รู้ดีกว่าไม่ควรไปก้าวก่ายซักไซ้ไล่เรียงเพราะอาจไปกระทบกับความลับหรือทำให้ความสัมพันธ์เกิดความระหองระแหงผิดใจเสียเปล่าๆปลี้ๆ
พวกเขาทั้งคู่ยังอยู่สุขสบายนั่นจึงนับว่าประเสริฐดีแล้ว
“ไม่เลยๆไม่นานเกินไปหรอกพี่เหนียง กิจการของท่านเจริญรุ่งเรืองผู้น้องเช่นข้าก็ขอยินดีและอวยพรให้ท่านด้วย” หลิงรั่วซีสังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องมาของพี่สาวโดยเฉพาะยามมองไปยังลูกชายของนางที่ราวกับจะมีเยื้อใยรักติดออกมา
มารดาคนงามที่ล่วงรู้ความจริงอยู่แล้วก็แค่ยิ้มน้อยๆ
หยิบจอกสุราขึ้นมา ร่ำน้ำเมาและพูดคุยสังสรรค์กับอีกฝ่ายอย่างคิดถึงสนิทสนม