เมื่อทุกอย่าง เตรียมการณ์เรียบร้อยแล้วอลินตาก็จุดเทียนขึ้นท่ามกลางกระแสลมแรงซึ่งแน่นอนก็คงจะมาจากฝ่ายตรงข้ามนั่นแหละที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางไม่ให้อลินตาทำการใดๆสำเร็จ แต่แรงลมเหล่านั้นก็หาได้ทำให้เปลวเทียนของอลินตาดับลงไม่
จากนั้นอลินตาก็สวดคาถาพึมพำสักพักไม่นานก็เกิดประกายวาบขึ้นที่เปลวเทียน ซึ่งเป็นประกายแสงคล้ายๆเส้นด้ายสีน้ำเงินอันเป็นสีประจำตัวของอลินตา ผูกมัดอยู่กับเส้นด้ายสีเหลืองทองระเรื่อนั่นคือกระแสวิญญาณของแม่เพียงผีตายทั้งกลมที่อยู่ในสังกัดของอลินตานั่นเอง
หลายคนคงสงสัยว่าอ้าว... ก็แม่เพียงเป็นผีตายโหงทำไมกระแสวิญญาณถึงเป็นสีเหลืองทองระเรื่อได้ นั่นย่อมหมายถึงกลุ่มวิญญาณที่มีแต้มบุญพอตัวหรือไม่ก็คือกลุ่มชนชั้นผีบ้านผีเรือน หรือรุกขเทวดาขึ้นไปนี่นา เอาล่ะจะเล่าให้ฟังพอสังเขปที่เป็นเช่นนั้นนั่นก็เพราะว่า ผีแม่เพียงอยู่กับอลินตานานพอสมควรและเมื่อมาอยู่กับอลินตา อลินตาก็ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ตลอดซึ่งผีแม่เพียงก็ร่วมอนุโมทนาทุกครั้งและที่สำคัญอลินตาก็ชักนำผีแม่เพียงให้รู้จักสวดมนต์ ทำสมาธิบ้างตามที่พอจะทำได้ในอัตภาพแห่งโลกวิญญาณและสิ่งเหล่านั้นก็เป็นการยกระดับวิญญาณจากสัมภเวสีสู่วิญญาณชั้นดีได้อย่างเห็นผลที่สุดนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกระแสวิญญาณของผีตายโหงอย่างแม่เพียงถึงได้เป็นสีเหลืองทองระเรื่อ
เมื่อกระแสวิญญาณได้ปรากฏขึ้นเป็นที่ชัดเจนแล้วอลินตาก็เทน้ำมนต์ที่อยู่ในคนโทใส่มือของตนพร้อมกับบริกรรมคาถากำกับไปด้วยจากนั้นก็ยื่นมือที่กำน้ำมนต์อยู่เหนือเปลวเทียนก่อนจะค่อยๆ คลายมือออกแล้วปรากฏว่า สิ่งที่อยู่ในมือกลายเป็นของเหลวสีน้ำเงินคล้ายๆ ลาวา
ของเหลวนั้นไหลไปตามกระแสวิญญาณที่อลินตาได้ผูกไว้กับผีแม่เพียงเมื่อของเหลวสีน้ำเงินเกาะเกี่ยวอยู่กับกระแสวิญญาณแล้วมันเคลื่อนตัวราวกับงูตัวเล็กๆไต่เป็นเกลียวพันเส้นกระแสวิญญาณพุ่งทะยานไปจนลับตา อลินตามองดูอยู่สักพักเส้นกระแสวิญญาณก็ขึงตึงราวกับมันได้มัดอยู่กับอะไรบางอย่างจากนั้นขอบตาของอลินตาก็วาบวับเป็นสีน้ำเงินริมกรอบตา หญิงสาวเอ่ยปากช้าๆแต่หนักแน่นทุกคำพูด
“แม่เพียงฉันได้เพิ่มพลังให้แม่เพียงเป็นวิญญาณผีเฮี้ยนตกมัน 19ร่าง แม่เพียงอีก 10ร่างจงนำทางไอ้หมอผีชั่วมาหาฉันที่วัดแห่งนี้ ส่วนอีก 9ร่างจงไปหลอกหลอนไอ้พ่อเลี้ยงฉลองให้มันอยู่ไม่ได้และล่อมันมาหาฉันที่นี่ด้วยเช่นกัน ฉันจะจัดการพวกมันพร้อมกันเสียคืนนี้เลยด้วยบุญกุศลที่แม่เพียงและฉันทำมาขอดลบันดาลให้พวกคนชั่วจงแพ้ภัยที่พวกมันก่อขึ้นด้วยเทอญ..” ในขณะที่อลินตากล่าวจบกระแสวิญญาณและของเหลวสีน้ำเงินก็จางลงจนเหลือแต่ความมืด และพลัน...
“ตุบ! ตุบ! ตุบ!” เสียงเหมือนคนกระแทกเท้าพลันดังขึ้น เสียงนั้นดังมาจากความมืดด้านหน้าวัดหมิงถามขึ้นทันที
“เสียงอะไรน่ะ...?”อลินตาและเจ้าภูแสนต่างพากันยืนเงียบกริบ หมิงรีบก้าวประชิดด้านหลังของเจ้าภูแสนอย่างรวดเร็วและไม่นาน ร่างดำทะมึนสูงใหญ่ดวงตาสีแดงก่ำก็โผล่พ้นความมืดมายืนประจันหน้ากับกุล่มของอลินตา คุณพระ!!
“หุ่นพยนต์อาคม”อลินตาตอบทันควัน พร้อมอธิบายประกอบอย่างรวดเร็ว
“หุ่นพยนต์ทำขึ้นมาจากการใช้หญ้าคาหญ้าแพรก ตราสังข์มัดศพ หรือผ้าดิบห่อศพผูกประสานกันขึ้นแล้วเสกเป่าเอาวิญญาณผีตายโหงหรือสัมภเวสีเข้าไปในร่างหุ่นพยนต์นั้น ซึ่งก็แล้วแต่เจ้าพิธีปลุกเสกว่าจะปลุกเสกให้เป็นอะไรอย่างเช่น เป็นสัตว์ เป็นยักษ์ หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่เจ้าพิธีกำหนด
ส่วนมากก็เอาไว้เป็นบริวารคอยรับใช้แต่ก็มีเกจิอาจารย์ชื่อดังเช่นกันที่ปลุกเสกหุ่นพยนต์เอาไว้เพื่อปกป้องวัดวาอารามจากสิ่งชั่วร้ายและถ้าเป็นหุ่นพยนต์ฝ่ายดีจะมีคุณ แต่ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็อย่างที่เห็น” อลินตาพูดพร้อมบุ้ยหน้าไปทางหุ่นพยนต์ยักษ์ที่ปักหลั่นพร้อมเผชิญหน้าสุดฤทธิ์เจ้าภูแสนได้ยินและเห็นภาพชัดระดับ 6จี แทนที่จะกลัว แต่ไม่เลยกลับบ่นอุบอิบ
“ยังกับซอมบี้” อลินตาได้ยินเสียงเจ้าบ่นก็พูดค่อนแคะ
“ผีก็ต้องมีวิวัฒนาการกันบ้างจะให้หิ้วไส้ลอยไปลอยมาเหมือนสมัยก่อนได้ยังไง ไฟฟ้าออกจะสว่างทั้งเมืองอายไส้กันพอดี” หมิงได้ยินก็ถึงกับเอือมในคำเปรียบเปรยของเจ้านายตัวเองมันใช่เวลาไหมเนี่ย หุ่นพยนต์ฝังรูปฝังรอยนั้นไม่ได้มาเล่นๆ พวกมันแห่แหนมาราวกับทหารแตกค่ายจ้าแม่
อลินตาคว้าเอาดาบที่อยู่ในมือเจ้าภูแสนกับหมิงไว้แล้วเทน้ำมนต์ในคนโทใส่ฝ่ามือ ก่อนจะทำเหมือนเดิมที่ทำกับกระแสวิญญาณของแม่เพียงเมื่อสักครู่น้ำมนต์ในมือกลายเป็นน้ำยางเหนียวๆ กลางฝ่ามืออลินตารีบใช้ปลายดาบทั้งสองจ่อไปที่น้ำมันอาคมสีน้ำเงินทันที น้ำมันอาคมสีน้ำเงินนั้นไหลจากมือของอลินตาไปที่ดาบจากนั้นก็เปล่งประกายแว้บแล้วหายเข้าไปในคมดาบทั้งสอง อลินตายื่นดาบกลับไปให้เจ้าภูแสนและหมิง ก่อนจะพูดว่า
“จัดเต็มได้เลย...” ยังไม่ทันจะพูดจบ ยักษ์หุ่นพยนต์ตนหนึ่งก็วิ่งพุ่งเข้ามาหาเจ้าภูแสนอย่างรวดเร็วเจ้าภูแสนหมุนดาบเหนือศีรษะตัวเองก่อนจะตวัดฟันฉัวะเข้าไปที่ขาของเจ้ายักษ์หุ่นพยนต์นั่นยักษ์ใหญ่นั้นล้มลงพร้อมกับคำรามก้องราวกับเสียงฟ้าผ่า แต่มันยังไม่ตายอลินตาเห็นดังนั้นก็เดินดุ่มเข้าไป แล้วใช้มีดเล็กที่อยู่ๆก็พุ่งยาวเท่ากับดาบทั้งสองเล่มของเจ้าภูแสนกับหมิง ทิ่มฉึกเข้ากลางหัวของยักษ์นั้นอย่างรวดเร็วมันคำรามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหายวับไปจากบริเวณนั้น เจ้าภูแสนหันมามองอลินตา
“ผู้หญิงบ้าอะไร พกมีด พกดาบ ใช้อาวุธได้คล่องยิ่งกว่าผู้ชาย รู้จักจัดดอกไม้ร้อยมาลัยซะบ้างสิ” พูดไปก็ตวัดคมดาบเข้าห้ำหั่นเจ้ายักษ์หุ่นพยนต์ไปด้วยด้านอลินตาก็เข้าเคียงคู่คอยซ้ำเจ้ายักษ์พวกนั้นให้ตายลงตรงหน้าอย่างไร้ซึ่งความปราณีใดๆ
“ฉันทำไม่เป็น.. ทำเป็นแต่ดอกไม้จันทน์ กับจัดพวงหรีดส่งวิญญาณ”ท่ามกลางผียักษ์หุ่นพยนต์ตัวใหญ่ สองคนนี้ก็เถียงกันโฉ่งฉ่าง
“เธอเป็นผู้หญิงยังไงกันไม่ได้มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิดอย่างน้อยเธอก็ควรจะเข้าครัวทำอาหารเป็นบ้างก็ดี..” อลินตาส่ายหน้าพลางสับดาบไปที่เท้าของเจ้ายักษ์หุ่นพยนต์เต็มแรง เหมือนแค้นฝังหุ่นยักษ์หุ่นพยนต์ผู้เคราะห์ร้ายถึงกับกรีดร้องเสียงกึกก้อง
“ไม่เป็น... กระทะ หม้อ ไหไม่เคยจับ จับแต่หม้อถ่วงน้ำกับข้าวสารเสกปกติฉันกดสั่งตามแอปส่งอาหารก็ได้กินแล้ว ร้านอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นปิ้งชาไข่มุกมีเกร่อเต็มถนน ไม่เห็นจะอดตาย” เจ้าภูแสนได้ยินถึงกับส่ายหน้ารับไม่ได้ในความไร้ซึ่งแม่ศรีเรือนของอลินตาจังหวะนั้นยักษ์หุ่นพยนต์อีกตัวกำลังวิ่งตะลุยฮ้อมาทางหญิงสาวเจ้าภูแสนหันขวับไม่รอช้า กระโดดพุ่งปักดาบเข้าที่ลำคอแล้วตวัดดาบปาดเข้าที่คอของมันจนขาดออกเป็นสองท่อนอย่างคล่องแคล่วอลินตาเห็นดังนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยชม
“เก่งเหมือนกันนะเจ้าว่าแต่เจ้าเถอะ เอาแต่ถามฉันเนี่ย เจ้าล่ะเคยมีความจริงใจกับใครเค้าบ้างหรือเปล่า?”อื้อหือ คำถามอลินตาแทงจึ้กถึงก้นหัวใจเพราะเจ้าภูแสนมีความลับมากมายซ่อนอยู่เจ้าภูแสนกัดกรามแน่นไม่พอใจ เจ้านั่นแอบมาหาอลินตาจริงๆ ด้วย!
“ฉันน่ะเหรอที่ไม่จริงใจถ้าคนอย่างฉันไม่จริงใจ แล้วเจ้าภูแสนนั่นจะเรียกอะไร..!!!” ผ่าง.....คราวนี้อลินตาถึงกับหยุดกึก เจ้าภูแสนเองก็ชะงักไปเหมือนเพิ่งรู้สึกว่าตนเองได้เผลอปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อออกมาอย่างไม่รู้ตัวแต่จังหวะนั้นอลินตา ไหวตัวก่อนด้วยความมีปฏิภาณไหวพริบ อลินตาพุ่งดาบออกจากมือเข้าเสียบหุ่นพยนต์มันกำลังวิ่งพุ่งมาอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงตัวเจ้าภูแสนจากนั้นอลินตาหันกลับมามองเจ้าภูแสนตาเขม็ง
“เมื่อกี้พูดว่าอะไรอธิบายมาซิ..?อย่าให้ฉันต้องหาคำตอบเอง...”