ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 172 หัตถ์สลายเมฆา หลวี่อี

            "เรื่องค่าตอบแทนไม่มีปัญหา" หวังเหมิ่งเอ่ยขึ้น"ไม่ว่าจะเป็นเม็ดยา อาวุธ หรือเงินทองนายเสนอราคามาได้เลยตามสบาย"

            ช่างใจป้ำเสียจริงเห็นได้ชัดว่าหวังเหมิ่งเองก็เอาจริงแล้วเขาตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะต้องฆ่าเจียงจืออวี๋ให้ได้

            แต่พอลองคิดดูก็สมเหตุสมผลจากวันที่พบกันที่เมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์จนถึงตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปได้นานแค่ไหนกันเชียว? แต่ค่าพลังเลือดของเจียงจืออวี๋กลับพุ่งสูงขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว!

            ด้วยความเร็วในการพัฒนาตัวเองระดับนี้อย่าว่าแต่หวังเหมิ่งเลย ต่อให้เป็นใครหน้าไหนมาเจอจัง ๆก็ต้องหวั่นวิตกกันทั้งนั้น! หากปล่อยให้เจียงจืออวี๋มีเวลาอีกสักปีครึ่งปีเกรงว่าการก้าวขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

            ดังนั้นจะให้เวลาเธอไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ววันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องฝังร่างของเจียงจืออวี๋ไว้ที่นี่ให้ได้ก่อนหน้านี้เพื่อความรอบคอบ เขาจึงยอมเสี่ยงติดต่อ 'เจ้าสาม'ที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตทุ่งร้างไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะได้เรียกมาใช้งานจริง ๆ

            "เหอะ ๆ พี่รอง พี่ก็รู้นิสัยฉันดี ให้เงินมาฉันก็ไม่มีที่ให้ใช้อยู่ดีนั่นแหละ"

            "แต่ถ้าเป็นพวกเม็ดยาละก็ พอจะรับไว้พิจารณาได้อยู่"

            ผู้มาใหม่หรี่ตาลงเล็กน้อยใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูเหมือนไม่ได้ยิ้ม ทว่ากลับให้ความรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุกสัญชาตญาณในร่างกายต่างร้องเตือนให้ถอยห่างจากหมอนี่โดยอัตโนมัติ

            "ยาแปรวิญญาณสิบเม็ด กับเด็กสาวอีกสิบคน... แล้วงานนี้ฉันจะรับทำให้"

            "ไม่มีทาง!" ทว่าทันทีที่หมอนั่นเสนอราคามาหวังเหมิ่งก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

            "ยาแปรวิญญาณสิบเม็ดฉันหามาให้นายได้ แต่เรื่องเด็กสาวน่ะเลิกคิดไปได้เลยฉันไม่อยากถูกออกหมายจับเหมือนนายหรอกนะ ที่ต้องมาคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆอยู่ในเขตทุ่งร้าง สภาพครึ่งคนครึ่งผีแบบนี้ไปชั่วชีวิตน่ะ"

            "ตกลง!" การปฏิเสธของหวังเหมิ่งไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาตำแหน่งคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนับว่ามีอำนาจล้นมือเป็นใครก็คงไม่ยอมทิ้งไปง่าย ๆ

            ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่เลิกพูดหยอกเย้าหวังเหมิ่งไปประโยคหนึ่ง"พี่รองที่รักของฉันอยู่ในเขตทุ่งร้างกับน้องชายคนนี้มันไม่ดีตรงไหนกัน? หากพี่น้องเราสองคนร่วมมือกันจะมีที่ไหนที่เราไปไม่ได้?"

            หวังเหมิ่งขมวดคิ้วมุ่นปรายตาจ้องมองหมอนี่แวบหนึ่ง

            โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นรอยเส้นสีดำจางๆ ที่พาดอยู่รอบเบ้าตาคู่นั้น คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นไปอีก

            "ไอ้เคล็ดวิชานั่นน่ะ เพลา ๆ ลงหน่อยก็ดีระวังจะเสียสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้น ถึงตอนนั้นมันจะได้ไม่คุ้มเสียเอา"

            คำพูดของหวังเหมิ่งนั้นมาจากความหวังดีจริงๆ ทว่าชายคนนั้นกลับเพียงแค่หัวเราะ 'เหอะๆ'ออกมาแล้วไม่พูดอะไรอีกเขาเพียงแค่เบนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของเจียงจืออวี๋

            "ช่างเป็นเด็กสาวที่สวยจริง ๆ โดยเฉพาะดวงตาคู่นี้..."

            "อยากควักออกมากินเหลือเกิน มันคงจะอร่อยน่าดูเลยว่าไหม..."

            ซี้ด...

            ก่อนหน้านี้ไป๋ฉางเซิงยังไม่ค่อยแน่ใจนักแต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าไอ้หมอนี่มันคือพวกโรคจิตขนานแท้เขารีบขยับตัวไปขวางหน้าไว้ตามสัญชาตญาณ เพื่อปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้เบื้องหลัง

            ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับถ้อยคำวิปริตเช่นนี้ใบหน้าของเจียงจืออวี๋กลับไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยในทางกลับกันเธอดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา

            "หัตถ์สลายเมฆา... หลวี่อี?"

            เมื่อได้ยินชื่อที่เจียงจืออวี๋เอ่ยออกมาชายที่สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "นึกไม่ถึงเลยว่าขนาดฉันมาซ่อนตัวในเขตทุ่งร้างตั้งนานขนาดนี้แล้ว ยังจะมีคนรู้จักฉันอยู่อีก"

            "มันยากที่จะลืมลงน่ะสิ" เจียงจืออวี๋พยักหน้าพลางเอ่ยต่อ"อายุเพียงยี่สิบแปดปีก็ก้าวขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าด้วยทักษะยุทธ์ระดับนภาอย่างหัตถ์สลายเมฆาแต่ภายหลังเพื่อให้การฝึกฝนก้าวหน้าเร็วขึ้นจึงได้หันไปฝึกเคล็ดวิชานิรนามเล่มหนึ่ง จนเป็นเหตุให้สติปัญญาถูกวิชามารกัดเซาะทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน"

            "นายต้องสูบเลือดเพื่อเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงเคล็ดวิชาที่ฝึกปรือแต่เมื่อสามปีก่อน นายกลับไม่พอใจเพียงแค่เลือดของสัตว์อสูรอีกต่อไปจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาที่มนุษย์ ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนนายก่อคดีฆาตกรรมไปถึงยี่สิบแปดศพ ผู้ตายล้วนเป็นเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและถูกสูบเลือดจนแห้งเหือดจนตายเหมือนกันทุกคน"

            "ทางการโกรธจัดถึงกับส่งยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์หนึ่งท่านและโหวแห่งยุทธ์อีกเจ็ดท่านออกไล่ล่า"

            "แต่หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็ไม่มีการประกาศผลลัพธ์ที่ชัดเจนออกมาฉันเลยนึกว่านายตายไปตั้งนานแล้วเสียอีก"

            เจียงจืออวี๋จ้องมองชายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            หากเทียบกับหวังเหมิ่งแล้วไอ้หมอนี่ที่มาทีหลังกลับดูเลวร้ายยิ่งกว่าหลายเท่านักจัดว่าเป็นเดรัจฉานที่ต่อให้ตายสักหมื่นครั้งก็ยังไม่สาสม

            เธอยังจำได้ว่าในชาติที่แล้วตอนที่เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยนักศึกษาหญิงทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดผวากันไปหลายเดือน จนกระทั่งเรื่องราวค่อย ๆซาลงและเงียบหายไป ถึงได้เริ่มลืมเลือนกันไปเอง

            นึกไม่ถึงเลยว่าภายใต้การไล่ล่าของราชันยุทธ์และการปิดล้อมของโหวแห่งยุทธ์ทั้งเจ็ดคนไอ้หมอนี่จะยังรอดชีวิตมาได้ แถมดูท่าทางจะอยู่อย่างสุขสบายดีเสียด้วย

            "ชีวิตของฉันน่ะ มันไม่ได้เอาไปง่าย ๆ หรอกนะ"

            "เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ แม้แต่ความเป็นคนฉันยังยอมทิ้งเลย"

            "ถ้าถูกฆ่าง่ายขนาดนั้น มันจะไม่ดูเหมือนว่าฉันเป็นไอ้สวะไปหน่อยเหรอ?"

            "แต่ในเมื่อเธอจำฉันได้ งั้นวันนี้ฉันก็ยิ่งปล่อยให้เธอหนีไปไม่ได้แล้วล่ะ"

            หน้ากากอนามัยบนใบหน้าของหลวี่อีขยับไหวราวกับว่าเขากำลังเลียริมฝีปากอยู่ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยตัณหาอันชั่วร้าย

            "วางใจเถอะ ฉันจะให้เธอได้เสพสุขอย่างเต็มคราบเลยทีเดียว"

            "เด็กสาวสวย ๆ แบบนี้ ฉันไม่ได้เจอในเขตทุ่งร้างมานานมากแล้วจริง ๆ"

            พูดจบหลวี่อีก็หรี่ตาลงพลางสูดลมหายใจลึกไปทางเจียงจืออวี๋ เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล

            ไป๋ฉางเซิงต้องยอมรับเลยว่าเขารู้สึกขยะแขยงกับไอ้หมอนี่จริงๆ แต่ในขณะที่รู้สึกคลื่นไส้ เขาก็ต้องกลับมาคิดทบทวนเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง

            เดิมทีแค่หวังเหมิ่งเพียงคนเดียวเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวยังพอรับมือได้และไม่ได้ตกเป็นรองแต่ถ้าเพิ่มหลวี่อีเข้ามาอีกคน เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวจะยังต้านไว้ได้อยู่หรือไม่?

            เพราะตามที่เจียงจืออวี๋บอกความแข็งแกร่งของหมอนี่ก้าวขึ้นเป็นระดับโหวแห่งยุทธ์มาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วหลังจากฝึกวิชานิรนามก็ถึงขั้นหนีรอดจากเงื้อมมือของราชันยุทธ์มาได้ด้วยพลังฝีมือระดับนี้ เกรงว่าต่อให้เทียบกับหวังเหมิ่งก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

            ทันทีที่หลวี่อีปรากฏตัวตราชั่งแห่งชัยชนะก็เอนเอียงไปทางฝั่งของหวังเหมิ่งอย่างสมบูรณ์ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาควรคิดอาจไม่ใช่การจะฆ่าหวังเหมิ่งได้อย่างไรแต่เป็นการจะหนีรอดไปจากเงื้อมมือของคนทั้งสองได้อย่างไรมากกว่า

            เขาหันไปมองเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวใบหน้าของพวกเขายังคงราบเรียบไร้อารมณ์ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผู้พิทักษ์เงินมายาไม่มีการแสดงออกทางสีหน้าอยู่แล้วหรือว่าพวกเขาไม่ได้มองว่าฝ่ายตรงข้ามทั้งสองคนนั้นรับมือยาก แต่แล้วในวินาทีถัดมาเวินโหรวก็ได้ให้คำตอบ

            "เจ้าทึ่มจู้ นายรั้งอยู่ที่นี่ถ่วงเวลาสองคนนี้ไว้ฉันจะพาเจ้านายหนีไปก่อน"

            เจ้าทึ่มจู้ไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแค่พยักหน้ารับเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าไป๋ฉางเซิงคิดไปเองหรือไม่แต่เขามองเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวพาดผ่านดวงตาของเจ้าทึ่มจู้

            ท่าทีเช่นนั้นได้อธิบายทุกอย่างชัดเจนแล้ว

            ทว่าพวกเขายังไม่ทันสิ้นเสียงฝั่งหวังเหมิ่งและหลวี่อีก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

            "คิดจะหนีงั้นเหรอ? ฉันยังไม่อนุญาตให้พวกแกไปไหนทั้งนั้น!"

            หวังเหมิ่งตวาดลั่นเท้ากระทืบพื้นอย่างแรงจนร่างพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศร

            ส่วนหลวี่อีที่อยู่ข้างกายเขาก็ส่งเสียงหัวเราะ'เหะ ๆ' พลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวร่างทั้งร่างพลันเลือนหายไปท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีอย่างสมบูรณ์

            ตึก...ตึก... ตึก...

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นรัวแรงทันทีที่หลวี่อีหายตัวไปความหวาดกลัวที่ไร้เสียงพลันเข้าเกาะกินจิตใจในพริบตา

            เมื่อเทียบกับหวังเหมิ่งที่มองเห็นความน่ากลัวได้อย่างชัดเจนแล้วตัวตนอย่างหลวี่อีที่ไม่อาจจับร่องรอยได้เลยต่างหากที่เป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุด

            เขาจะโผล่มาเมื่อไหร่จะปรากฏตัวจากทิศทางไหน หรือจะจู่โจมด้วยวิธีใด...ทุกอย่างล้วนเป็นปริศนาที่มิอาจคาดเดาได้เลย!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน