ซี้ดดดดดดดดดดดดดด
ลูคัสมองไปที่เอริคซึ่งกำลังกุมมือตรงจุดยุธศาสตร์อยู่ด้วยความสยอง
อึก
บะ...บะ...เอ้ย
เอริคใช้สองมือกุมเป้าหวังว่าจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้บ้างพร้อมกับกัดฟันแน่น
“เอ่อ ขะ...ข้าแค่เผลอทับไปโดนนิดหน่อยเจ้าจะเจ็บปวดอะไรขนาดนั้นกัน”
เอวาเห็นเอริคนอนคว่ำลงพร้อมกับมือกุมเป้าร้องเสียงโอดครวญก็หน้าขึ้นสีแดงเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น
ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโดนนะ!!
แต่...เป็นครั้งแรกที่ข้าเคยทับของผู้ชาย..
เอวาคิดดังนั้นก็เขินอายมากกว่าเดิม
ส่วนเอริคได้ยินที่เอวาพูดก็แทบกระอักเลือดด้วยความโกรธ
สิ่งที่ท่านพึ่งทับไปน่ะคือจุดยุธศาสตร์สำคัญของผู้ชายทุกคนเลยรู้ไหม!!
แล้วคำว่านิดหน่อยของท่านน่ะคือแรงกระแทกที่ทำให้พื้นหินแตกได้เลยนะท่านพี่!!
แต่ยังดีที่เอริคไม่ได้ยินสิ่งที่เอวาคิดภายในใจไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมเพราะความโกรธมากกว่าเดิมเป็นแน่แท้
ครั้งแรก?นี่ท่านไม่ได้คิดจะให้มีครั้งที่สอง สาม ใช่ไหมท่านพี่?
“ชะ...ช่างมันเหอะขอรับ”
เอริคลุกขึ้นมายืนด้วยอาการขาสั่น
“เดี๋ยว!เอเลน่าล่ะ?”
เอริคหันหน้าไปมองที่กำแพงด้วยความรวดเร็ว
“นางกำลังกลับมาพร้อมกับกองกำลัง”
เอวาตอบออกมา
“เป็นเช่นนั้น”
เอริคถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ถ้าเกิดโดนอีกรอบนึงข้าคงได้เปลี่ยนจากพี่ชายเอริคเป็นพี่สาวเอริคเป็นแน่แท้
แต่คิดไปคิดมาถ้าคนที่กระโดดมาทับข้าเป็นเอเลน่า....
ด้วยความแข็งแกร่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ฝึกหัดปราณขั้นที่2...
เอริคอดขนลุกขึ้นมาไม่ได้
เอริคน้อยคงได้กลับบ้านเก่าแล้ว!!
“จริงด้วย ท่านพี่ ไม่ทราบว่าฝาแฝดจากตระกูลบุปผาอยู่ที่ไหนรึขอรับ”
เอริคเมื่อนึกไดว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำเลยรีบบอกลูคัส
“ อ้อ พวกนางอยู่ที่เรือนรับรองแขกน่ะ”
ลูคัสพยักหน้าตอบเอริค
“เหอะเจ้านี่ยังเอาแต่ทำตัวเสเพลเหมือนเดิมกลับมาก็ถามหาแต่ผู้หญิง!!”
เอวาตอบเอริคด้วยความโกรธพร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น
“ท่านพี่ข้าไม่ได้จะไปหาพวกนางเพราะว่าข้าชอบพวกนางซะหน่อยข้าแค่จะไปตรวจสอบว่าพวกนางมีความคิดร้ายต่อตระกูลเราไหมเท่านั้นเองขอรับท่านพี่”
เอริคตอบเอวาพร้อมกับฝืนยิ้มแห้งๆออกมา
“บนทวีปนี้ผู้ใดจะงดงามไปกว่าท่านพี่กันล่ะขอรับ”
เอริครีบพ่นคำหวานออกมาทันที
“อืมข้าจะให้เจ้าไปก็ได้ แต่ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าทำอะไม่ดีล่ะก็..ฮึ่มๆ”
เอวาเมื่อที่ได้ยินที่เอริคเอ่ยปากชมก็รู้สึกดีใจแต่นางก็ยังไม่ลืมที่จะข่มขู่เอริคไว้
“ขอรับตามแต่ท่านพี่บัญชาขอรับ”
เอริคได้ยินดังนั้นก็ราวกับได้รับการเว้นโทษรีบเดินออกไปทันที
เฮ้อคนที่น่าจะอันตรายไม่ใช่แฝดสาวพวกนั้นหรอกรึแล้วทำไมท่านพี่ถึงได้ทำอย่างกับข้าจะไปทำอันตรายพวกนางแทนล่ะ?
เอริคอดถอนหายใจออกมาด้วยความหดหู่ไม่ได้
.
.
เรือนรับรองแขก
ครืดดดด
เอริคเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับมองไปข้างใน
คนที่นั่งอยู่คือสองหญิงสาวที่คนนึงมีผมสีดำเงางามราวกับนิลดวงตาเปล่งประกายราวกับเพชร ผิวขาวราวกับน้ำนม อีกคนเป็นหญิงสาวมีผมสีขาวบริสุทธิ์ดวงตาราวกับไข่มุกแห่งท้องทะเลลึก ผิวขาวราวกับดอกไม้ที่ผลิบาน
สาวงาม!
ทั่งคู่นับว่าเป็นสาวงามอย่างแท้จริง!
เอริคเห็นทั้งคู่ก็อดชื่นชมอยู่ภายในใจไม่ได้
แม้แต่ในชีวิตก่อนคนที่งดงามเท่าพวกนางก็มีเพียงไม่กี่คน
“นายน้อยเอริค”
หญิงสาวทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกับประสานมือคารวะ
“อืมพวกเจ้าเชิญตามสบาย”
เอริคพยักหน้าพร้อมกับผายมือเชิญให้นั่ลง
ทั้งสามคนนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับมองหน้ากัน
“ข้าขอเสียมารยาทถามชื่อของแม่นางทั้งสองได้รึไม่?”
“นายน้อย ข้ามีนามว่าเอลีส เจ้าค่ะ”
หญิงผมดำตอบ
“ส่วนข้ามีนามว่า อลิซเจ้าค่ะ”
หญิงผมขาวตอบ
“อืม เอลีส อลิซข้ามีเรื่องจะถามพวกเจ้าสักเล็กหน่อย”
เอริคยิ้มพร้อมกับพูดออกมาด้วยท่าทางสบายๆ
“เชิญนายน้อยถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
เอลีสพยักหน้าตอบรับ
“ตระกูลบุปผาล่มสลายได้อย่างไร?”
แม้ว่าเอริคจะรู้สึกว่าพวกนางไม่มีเจตนาร้ายแต่เขาก็ยังต้องถามเรื่องนี้ออกมาอยู่ดี
การที่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลบุปผาล่มสลายไปจะเป็นเรื่องดี
แต่การที่ตระกูลบุปผาล่มสลายจนเหลือรอดเพียงแค่2 คนนั้นถือว่าแปลกมาก
ถึงยังไงด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลบุปผาก็สมควรที่จะเอาชีวิตรอดได้บ้าง
ตระกูลบุปผามีผู้นำตระกูลที่ดีซึ่งแตกต่างกับตระกูลกุหลาบขาวที่ผู้นำตระกูลค่อนข้างเห็นแก่ตัว
ความจริงแล้วนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่เมื่อผู้นำตระกูลกุหลาบขาวตายพวกผู้คุ้มกันจึงยอมแพ้ทันที
กลับกันกองกำลังของตระกูลบุปผาแข็งแกร่งและมีความสามัคคีไม่ด้อยไปกว่าของตระกูลมังกรทมิฬเลยแม้แต่น้อย
แล้วตระกูลล่มสลายได้อย่างไร?ทำไมพวกเจ้าถึงรอดเพียง2คน?พวกเจ้ามีเจตนาร้ายรึไม่?
นี่คือคำถามหลักๆที่เขาต้องการถามพวกนาง
“เรื่องนี้......”
เอลีสเงียบไปสักพักพร้อมกับแววตาที่เศร้าหมองลง
เอริคมองไปแต่ไม่พูดอะไรออกมา
จะให้พูดว่า
ไม่เป็นไรถ้าเจ้ายังไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องเล่าก็ได้
ไม่!เขาไม่มีทางพูดเช่นนั้นแน่!
ถ้าพวกนางไม่เล่าออกมาเขาก็ยินดีที่จะเป็นคนเตะพวกนางทั้งสองออกไป
นี่คือ ยุคหายนะ! ความเมตตานี้อาจทำให้เกิดหายนะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้!
เขาจะไม่ยอมให้มีปัจจัยอะไรที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่ใกล้ตัวเป็นอันขาด!
ถ้าควบคุมไม่ได้....งั้นข้าก็จะทำลายมันซะ!
“เรื่องนี้เริ่มต้นจาก.....”
หลังจากเงียบไปสักพักเอลีสก็เอ่ยปากออกมา
“ก่อนจะเกิดการบุกของซอมบี้ตระกูลบุปผาได้ส่งกองกำลังครึ่งนึงของตระกูลออกไปที่หมู่บ้านใบไม้ม่วงเพื่อที่จะไปทำลายกลุ่มโจรที่รุกรานหมู่บ้านนั้นอยู่ ทำให้ตอนเกิดหายนะนั้นพวกเรามีกำลังคนไม่เพียงพอที่จะป้องกันตระกูลผู้นำตระกูลบุปผาแม้จะเป็นหญิงแต่ก็ออกไปสู้กับพวกซอมบี้อย่างกล้าหาญแต่สุดท้ายน้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟ เมื่อผู้นำตายลงกองกำลังที่ป้องกันอยู่ก็พังทลายลงเวลานั้นเองที่ตระกูลบุปผาล่มสลายลง พวกเราทั้งสองพร้อมกับหัวหน้าผู้คุ้มกันและผู้คุ้มกันบางส่วนได้หลบหนีออกมาพร้อมกับไปซ่อนตัวในโรงเตี้ยมแห่งนึงของตระกูล พวกเราได้หลบอยู่ในนั้นจนวันนึงพวกเราเห็นนายน้อยเอริคสังหารพวกซอมบี้ราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนทำให้พวกเรารู้ว่าตระกูลมังกรทมิฬมีความแข็งแกร่งที่สามารถอยู่รอดได้และสถานการ์ภายนอกพวกซอมบี้มีจำนวนลดน้อยลง เราเลยตัดสินใจที่จะฝ่าพวกซอมบี้เพื่อจะมายังตระกูลมังกรทมิฬแต่ระหว่างทางพวกเราเจอซอมบี้จำนวนนึงเข้าหัวหน้าผู้คุ้มกันได้เสี่ยงชีวิตเพื่อที่จะให้พวกเราหนีมาพวกเราเลยรีบหลบหนีจนเจอกับคนของตระกูลมังกรทมิฬที่กำลังลาดตระเวน เลยได้ขอความช่วยเหลือแต่ตอนที่พวกเราไปถึงพวกเขาก็ได้ตายไปหมดแล้ว”
เมื่อพูดจบเอลีสและอลิซก็มีน้ำตาไหลออกมาเล็กน้อยแต่พวกนางก็พยายามกลั้นไว้
เอริคพยักหนักเป็นเชิงเข้าใจเมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวที่เอลีสเล่าให้ฟังจบแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมตระกูลบุปผาถึงล่มสลายลงอย่างง่ายดาย
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมพวกนางทำไมถึงรอดมาเพียง2 คน
เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องโกหกเพราะเพียงแค่เขาส่งคนออกไปสอบถามเรื่องราวเขาก็จะรู้ความจริงทั้งหมดเอง
แน่นอนเขาย่อมคาดถึงเรื่องที่พวกนางอาจใช้ผู้คุ้มกันเป็นเหยื่อล่อแล้วหนีมา....
แต่.....
เอริคพบเจอผู้คนมามากมายเขาย่อมรู้ดีว่าน้ำตาที่ไหลออกมานั้นเป็นของจริงและพวกนางไม่จำเป็นต้องใช้พวกเขาเป็นเหยื่อล่ออยู่แล้วเพราะพวกเขาจะเป็นเหยื่อล่อให้พวกนางเอง
การที่ตระกูลล่มสลายแต่พวกเขาก็ยังปกป้องนางก็แปลว่าพวกเขานั้นมีความภักดีต่อตระกูลสูงมาก
“แล้วพวกเจ้าคิดที่จะฟื้นฟูตระกูลขึ้นมารึไม่”
นี่คือคำถามสำคัญของเขา
เขาไม่ต้องการให้ตระกูลมังกรทมิฬเป็นฐานเหยียบในอนาคตสำหรับการฟื้นฟูตระกูลพวกนาง
เขาต้องการให้ตระกูลมังกรทมิฬเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในทวีป!
“นายน้อยสบายใจได้พวกข้าไม่คิดฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาแล้ว”
คราวนี้เป็นอลิซที่ตอบ
“แม้พวกข้าจะอยากฟื้นฟูแต่พวกข้าก็รู้ดีว่าความสามารถของพวกข้าทั้งสองไม่มีความสามารถพอที่จะฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาได้”
อลิซสลัดความเศร้าก่อนจะตอบเอริคพร้อมกับพูดต่อว่า
“นายน้อยเอริคพวกข้ายินดีรับใช้และภักดีต่อตระกูลมังกรทมิฬดังนั้นได้โปรดเมตตาพวกข้าทั้งสองให้อยู่ในตระกูลด้วยเถอะ”
อลิซพูดจบก็คุกเข่าลงไปกับพื้นประสานมือไปทางเอริค
เอลีสเองก็คุกเข่าลงไปเช่นเดียวกันพร้อมกับกล่าวว่า
“นายน้อยเหตุผลที่พวกข้ายังมีชีวิตอยู่นั่นก็คือการล้างบางพวกซอมบี้ให้หมดไปเพื่อแก้แค้นให้กับคนของตระกูลที่ตายไปเพราะพวกมัน!!”
เอลีสกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและดวงตาแดงก่ำ
เอริคมองไปที่พวกนางพร้อมกับเงียบไป
คำพูดของนางช่างเหมือนกับข้าเมื่อก่อนยิ่งนัก....
เฮ้อ
“ข้าเข้าใจแล้วแต่ในเมื่อเจ้าเข้าร่วมกับตระกูลมังกรทมิฬแล้วเจ้าจะต้องฟังเชื่อฟังคำสั่งของข้าเท่านั้น!!และเจ้าต้องออกไปต่อสู้กับพวกซอมบี้ด้วย”
เอริคไม่มีทางปล่อยให้พวกนางอยู่เฉยๆแน่
“พวกเรายินดีทำตามคำสั่งของนายน้อย”
ทั้งสองคนแววตาทอประกายยินดี
การฆ่าซอมบี้?นั่นแหละคือเป้าหมายของพวกนาง!
“ไว้ข้าจะมาสอนวิชาพวกเจ้าคราวหลังแล้วกัน”
“เจ้าค่ะนายน้อย!!”
ที่พวกนางยังเรียกเอริคว่านายน้อยเพราะยังไม่รู้ว่าเอริคได้เป็นผู้นำตระกูลแล้วพวกนางเพียงรู้จากการคาดเดาสถานการณ์โดยรอบว่าเอริคมีอิทธิพลที่สามารถตัดสินใจในตระกูลได้
ครืดดดดด
เอริคเปิดประตูออกไป
เฮ้อที่นี่ข้าจะได้ไปนอนพักสักที
อูยยยยย
พูดไปแล้วอาการบาดเจ็บที่จากเท้าพี่เอวาที่เอริคน้อยข้ายังไม่ดีขึ้นเลย
เอริคเลยเดินขาสั่นกลับไปที่ตำหนัก
ตำหนักเอริค...
อ่า ใช่ๆ
เอริคพลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ทหารส่งคำสั่งข้าออกไปให้ทำการกวาดล้างพวกซอมบี้ทั้งหมดในตัวเมืองภายใน5วันและให้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ผักทั้งหมดในเมืองด้วย”
“ถ้าเจอพวกหมูหรือไก่ก็รวบรวมมาด้วยแล้วกัน”
“ขอรับ”
ทหารคนหนึ่งที่ด้านหน้าตำหนักเอริคขานรับก่อนเดินออกไป
“หึหึ คอยดูเถอะหลังจากนี้ผู้ครองเสบียงนี่แหละที่จะเป็นผู้ครองทวีป!!”