บทที่ 7 ข้าช่างจำแต่เื่กินแต่ไม่จำเื่เจ็บเสียจริง
เป็ความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็เด็กน้อยคนใดในโลกนี้ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันต่างก็ไม่อาจต้านทานการถูกท่านแม่เรียกชื่อเต็มได้เลย
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยยอมจำนนในทันที สองมือน้อย ๆ คว้าชามในมือพี่ชายมาแล้วดื่มอึก ๆ จนหมด
ราวกับถูกบังคับให้ดื่มยาพิษ เ้าก้อนแป้งเหี่ยวเฉาลงทันควัน ใบหน้ากลมมนแดงก่ำ ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา มีเสียงขย้อนอยู่ในลำคอสองสามครั้ง ก่อนจะมองเซิ่งิหลินด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "พี่จ๋า ครั้งหน้าหอมแจ้มกัน ไม่ดื่มยาได้ไหมเ้าคะ? ยาขม... ขมเกินไป"
เซิ่งิหลินอ้าปาก แต่กลับพูดอะไรไม่ออก เดิมทีควรจะรู้สึกสะใจด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูว่านอนสอนง่ายและขี้กลัวตรงหน้านี้ ช่างแตกต่างจากเซิ่งิจูผู้โอหังและชั่วร้ายในความทรงจำอย่างสิ้นเชิง ทำให้ความแค้นที่เต็มอกของเขาตกอยู่ในความว่างเปล่า
พระชายาตวนอ๋องอุ้มลูกสาวไปบ้วนปาก ให้กินลูกอม และเกล้าผมให้ใหม่อีกครั้ง
เซิ่งิหลินรออยู่ด้านข้าง จิตใจปล่อยวางจนแทบจะบรรลุธรรม ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเขาคนเดียวที่รีบร้อน
แม่นมหนิงมองออก จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ในวังไม่เหมือนข้างนอก ตอนเช้าพระสนมจากตำหนักต่าง ๆ ต้องไปถวายพระพรฮองเฮาเ้าค่ะ"
เซิ่งิหลินพลันเข้าใจ มิน่าเล่าพวกเขาถึงไม่รีบร้อน ที่แท้การเข้าวังไม่จำเป็ต้องเช้าเกินไป และยังต้องหลีกเลี่ยง่เวลาถวายพระพรด้วย
ในเวลานี้ เขาจึงเห็นข้อดีของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเ้าก้อนแป้ง หากเป็ชาติก่อน ต่อให้เป็การชี้แนะเล็กน้อยเช่นนี้ ก็คงไม่มีใครยอมทำอย่างแน่นอน
แม่นางที่ถูกเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมอย่างเซิ่งิจู ดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อให้ทุกคนรักใคร่ คนที่นางไม่รัก ทุกคนก็จะกลายเป็ศัตรูกับนางไปด้วย
เซิ่งิหลินทอดถอนใจในอก แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสงบใจได้อย่างประหลาด
กระทั่งตอนที่เ้าก้อนแป้งหันมาถามเขาว่า 'พี่จ๋า ดอกไม้สองดอกนี้ ดอกไหนสวยกว่ากัน' เขายังสามารถเดินเข้าไปผูกปมผมให้น้องสาวด้วยตัวเอง พร้อมกับผูกสายสร้อยดอกไม้ที่ประณีตลงไป
เ้าก้อนแป้งหันมายิ้มซื่อ ๆ ให้เขา ดวงตากลมโตดุจลูกองุ่นโค้งมนใสแจ๋ว
จูจูมีผมค่อนข้างมากแต่ยาวช้า เมื่อมัดปมผมเสร็จแล้วจะยังมีไรผมเหลืออยู่ ดังนั้นสายสร้อยดอกไม้ของนางจึงมีพู่เล็ก ๆ เมื่อผูกเสร็จพู่จะห้อยลงมาคลอเคลียกับไรผม ส่ายไปมาอยู่ข้างแก้มทั้งสองข้าง ยิ่งทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางราวกับสลักจากหยกสีชมพู น่ารักน่าเอ็นดูจนใจแทบละลาย
ร่างกายของเซิ่งิหลินมีความคิดเป็ของตัวเอง เขาก้มลงจูบที่หน้าผากของนางหนึ่งที พอจูบเสร็จเขาก็ชะงักไปเอง
ข้าช่างจำแต่เื่กินแต่ไม่จำเื่เจ็บเสียจริง...
ไม่ ๆ นี่เป็เพียงการแสดงเท่านั้น ข้าแค่แสร้งทำตามบท!
เซิ่งิหลินกระแอมไอเบา ๆ
จูจูอุ้มตุ๊กตาม้าแดงตัวน้อยที่นางรักที่สุดในตอนนี้ขึ้นมา จากนั้นยื่นมือน้อย ๆ ไปจูงมือพี่ชาย สองพี่น้องจูงมือกันเดินออกจากประตูไป
วังหลวงสำหรับจูจูแล้วก็เหมือนเป็บ้านอีกหลัง แต่เมื่อได้ไปในที่ที่คุ้นเคยและมีพี่ชายร่วมทางไปด้วย จูจูก็ตื่นเต้นมาก ปากเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วไม่หยุดตลอดทาง
"ท่านป้าฮองเฮาฉวยมาก ท่านป้ารักจูจูที่ฉุด บ้านท่านป้ามีของอาหย่อยเยอะเลย..."
เมื่อเข้าวัง ฮองเฮาได้ส่งเหอป่าว ขันทีใหญ่ข้างกายมารับ
ขณะที่พระชายาตวนอ๋องกำลังทักทายกับเขา จูจูที่อยู่ด้านหลังก็จูงมือพี่ชายแล้วพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "ตรงนี้คือเป็งที่ของท่านลุงฮ่องเต้ ห้ามเด็ก ๆ เข้า เข้าไปแล้วจะกลายเป็งคนโง่..."
เซิ่งิหลินกุมขมับทันที ตอนนี้ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่ตำหนักเฉียนชิง ฮองเฮาประทับอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง และตรงกลางคือตำหนักเจียวไท่
ตำหนักเจียวไท่ในราชวงศ์นี้ ความจริงเป็สถานที่ที่ฮองเฮาใช้รับการถวายพระพรในวันเทศกาลสำคัญ ปกติจะไม่เปิด จึงไม่สามารถเข้าไปได้
อธิบายให้ชัดเจนไปเลยไม่ได้หรือ? ทำไมต้องบอกว่าเด็กเข้าไม่ได้? พูดจาจนดูเหมือนเป็เื่ใหญ่โตร้ายแรง
มารดาเลี้ยงคนนี้ ในเื่การสอนลูก ทำไมถึงไม่น่าเชื่อถือไปเสียทุกเื่เช่นนี้?
ดังนั้นเซิ่งิหลินจึงก้มลงอุ้มนางขึ้นมาและอธิบายด้วยเสียงเบา
"โอ้!" เ้าก้อนแป้งตัวน้อยเบิกตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ "พี่จ๋าเก่งจาง พี่จ๋ารู้ทุกอย่างเยย!"
เซิ่งิหลินกระแอมไอเบา ๆ "แต่พี่ชายไม่รู้ว่าฮองเฮาประทับอยู่ที่ไหน จูจูฉลาดขนาดนี้ ต้องรู้แน่นอนใช่หรือไม่?"
"ใช่! จูจูรู้! จูจูจะพาพี่จ๋าไปเอง!"
เ้าก้อนแป้งยืดอกเล็ก ๆ ขาสั้น ๆ ะโลงพื้น แล้วจูงมือเขาเดินนำหน้าไป
เหอป่าวลอบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับพระชายาตวนอ๋องต่อไป
คณะเดินทางเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง เมื่อฮองเฮาเห็นจูจูก็อ้าแขนรับ "จูจู มานี่เร็ว ให้ป้าดูหน่อย ทำไมถึงหัวโนล่ะ? ป้าเป็ห่วงแทบแย่"
จูจูวิ่งไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวแต่ยังไม่ปล่อยมือ นางผลักเซิ่งิหลินออกไปราวกับนำของล้ำค่ามาอวด "ท่านป้า นี่คือพี่จ๋าเ้าค่ะ!"
ฮองเฮาเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ตามมารยาท "คือคุณชายน้อยหลินใช่หรือไม่?"
เซิ่งิหลินโน้มตัวคำนับ กล่าวถวายพระพรว่า "ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี"
ฮองเฮาเงยหน้าขึ้นพิจารณาเขา
เด็กหนุ่มหลุบตาลง ท่าทางสงบนิ่งและสุภาพ ยิ่งขับให้คิ้วและดวงตาดูงดงามราวกับภาพวาด หากดูจากรูปลักษณ์แล้ว มีส่วนคล้ายตวนอ๋องถึงเจ็ดแปดส่วน ฮองเฮาจึงกล่าวว่า
"คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธี เรียกท่านป้าตามจูจูก็พอ"
เซิ่งิหลินตอบอย่างนอบน้อม "พ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮาโอบกอดจูจูและพิจารณาอย่างละเอียด จากนั้นจึงหันกลับมาถามเซิ่งิหลินด้วยท่าทีเหมือนไม่ใส่ใจว่า
"คุณชายน้อยหลินได้อ่านตำราเล่มใดมาบ้างแล้ว?"
เซิ่งิหลินตอบว่า "ได้ศึกษาคัมภีร์ซื่อซูคร่าว ๆ ไปรอบหนึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังมิได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง"
"ก็นับว่าไม่เลวเลย" ฮองเฮากล่าวอย่างอ่อนโยน "บิดาของเ้าก็เป็ผู้มีความสามารถล้นเหลือ ทั้งยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล บัดนี้เ้ากลับบ้านแล้ว ก็จงตั้งใจฟังคำสั่งสอนของบิดาให้มาก..."
เซิ่งิหลินแอบประหลาดใจในใจ คำพูดของฮองเฮานั้นแปลกมาก
บิดาของเ้า 'ก็เป็' ผู้มีความสามารถล้นเหลือ บัดนี้เ้ากลับ 'บ้าน' แล้ว ก็จง 'ตั้งใจฟัง' คำสั่งสอนของบิดาให้มาก
คำพูดเช่นนี้หากอยู่ข้างนอกอาจไม่มีอะไร แต่ในวังหลวง ถือว่าเป็คำพูดที่ตรงไปตรงมาและแสดงท่าทีชัดเจนมาก นั่นคือการบอกว่า ในเมื่อตอนนี้มีบิดาผู้มีความสามารถอยู่ตรงหน้า เ้ามีบ้านแต่ไม่กลับ กลับไปพำนักอยู่ที่บ้านอื่นตั้งหลายปี ไม่สมควรอย่างยิ่ง! ควรแก้ไขเสีย!
บิดาในฐานะชินอ๋องผู้มีอำนาจ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องต้อนรับแเื่ การแต่งพระชายาใหม่เป็เื่ปกติ การที่ท่านตาพากเขาไปจึงดูเหมือนใจแคบ ราวกับไม่ไว้วางใจแม้กระทั่งตวนอ๋องผู้เป็บิดาแท้ ๆ ดังนั้นราชวงศ์จะไม่พอใจก็ไม่ใช่เื่แปลก
ทว่า ฮองเฮาคือมารดาแห่งแผ่นดิน เป็ท่านหญิงสูงสุดของวังหลัง ต่อให้สนิทสนมกับตวนอ๋อง การกล่าวคำพูดที่แสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้ก็ดูจะแปลกประหลาดไปเสียหน่อย
พูดง่าย ๆ คือ น้องชายก็เป็ข้ารับใช้ เขาในฐานะบุตรหลานของบ้านขุนนาง ไม่ได้มีน้ำหนักพอที่จะถูกฮองเฮาตำหนิด้วยพระองค์เองเช่นนี้ ซึ่งเป็การเสียเกียรติโดยใช่เหตุ
ในตอนนี้ไม่มีเวลาคิดมาก เซิ่งิหลินยังคงตอบรับอย่างนอบน้อม
ฮองเฮาถามอีกสองสามประโยค จูจูเริ่มรอไม่ไหวจึงแอบดึงมือพระนาง เมื่อฮองเฮาหันมามอง จูจูก็พูดเสียงเบา ๆ ว่า
"ท่านป้า ท่านพูดเหนื่อยหรือยังเ้าคะ?"
ฮองเฮากับพระชายาตวนอ๋องสบตากันแล้วอดหัวเราะไม่ได้ จากนั้นฮองเฮาจึงสั่งให้คนไปนำขนมว่างมา
พระชายาตวนอ๋องยิ้มกล่าวว่า "เ้าแมลงตะกละเริ่มอาละวาดอีกแล้วเพคะ! เมื่อเช้าให้ดื่มยา นางโวยวายว่าในท้องไม่มีที่ว่างเหลือเลย พอเข้าวังมา ก็เริ่มคิดถึงของอร่อยของพระองค์ทันที!"
เ้าก้อนแป้งบิดนิ้วไปมาด้วยความเขินอาย "ใช่แย้ว แมยงอ้วนหิว ๆ!" ไม่เกี่ยวกับจูจูเลยสักนิด!
ทั้งสองมองนางแล้วยิ่งหัวเราะ ฮองเฮาแกล้งหยอกนางว่า "วันนี้ท่านป้าเตรียมขนมว่างไว้น้อยไปหน่อย พอสำหรับคนเดียวเท่านั้น จูจูอยากจะกินเอง หรือจะให้พี่ชายกินล่ะ?"
จูจูชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นมาทันที
ทั้งสองคนจ้องมองนาง ผ่านไปครู่ใหญ่ จูจูก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างยากลำบากว่า
"ให้พี่จ๋ากิน!"
นางมองเซิ่งิหลิน ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อพูดเสียงเบา ๆ ว่า
"พี่จ๋า จูจูขอชิม ๆ ขาหนมที่นิ้วพี่จ๋าด้ายไหมเ้าคะ?"
เซิ่งิหลินได้ยินเช่นนั้นก็กุมขมับเงียบ ๆ