จวินเถารู้สึกเสียหน้าอย่างมากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเลยที่จะถูกขับไล่ให้อับอายเช่นนี้ นางได้แต่กัดฟันเดินออกจากร้านไป
'จะไปง่ายๆได้อย่างไร'
"คุณหนูจวินเถา ข้าไม่รู้ว่าไปล่วงเกินอะไรท่านไว้ หากข้าทำอะไรผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วย"
เธอรีบเดินเข้าไปขวางและพูดจาขอโทษขอโพย แสดงเป็นนางเอกที่แสนดี
"ออ ที่แท้คุณหนูจวินเถาจากแคว้นซ่งนี่เอง"
"เป็นลูกสาวเสนาใหญ่ เหตุใดประพฤติตัวเช่นนี้"
"นั่นสิ เป็นศิษย์สำนักวังบาดาลด้วยแล้ว"
"ไม่มีคุณธรรมเลย"
"พลอยทำลายชื่อเสียงของแคว้นซ่งไปด้วย"
ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พวกชาวบ้านชาวเมืองแคว้นเหลียงต่างรู้จักศิษย์สำนักวังบาดาล และใครได้เป็นศิษย์บ้างมาจากแคว้นไหนบ้าง ตระกูลไหนบ้างชื่ออะไรก็รู้ทั้งสิ้น ปากคนยาวกว่าปากกา คนที่ทำงานในสำนักวังบาดาลก็มีอยู่หลายคน พวกเขาล้วนนำมาบอกกล่าวกัน จากปากต่อปาก ไม่นานก็รู้กันทั่วแคว้น
"เจ้าคิดทำลายชื่อเสียงข้า"
นางกำลังจะเดินออกไปแล้วเชียว ยังโล่งใจที่ไม่มีใครรู้จักตัวเอง แต่นางปีศาจก็เข้ามาแสดงงิ้วและเรียกชื่อนางต่อหน้าฝูงชน จนตอนนี้ทุกคนก็เลยรู้ว่านางเป็นใคร
"ข้าปล่าวนะ"
เธอยังคงแสดงเป็นนางเอกผู้ใสซื่อ แต่กลับแสยะยิ้มให้จวินเถา
"นางปีศาจ วันนี้ข้าจะเอาเลือดเจ้ามาล้างเท้า"
จวินเถาไม่สนอะไรอีกแล้ว นางทนไม่ไหวอีกต่อไป นางชักดาบขึ้นมาก่อนจะพลิ้วตัวทะยานไปฟันศัตรูตรงหน้า เธอใช้แส้รับการโจมตีแส้ของเธอเพิ่งได้มาใหม่หลังจากเส้นเก่าขาดไปตอนที่สู้กับไป๋เฉียนฉิง แส้เส้นนี้ทำมาจากหนังอย่างดีไม่มีทางขาดได้ง่ายๆ เธอกระโดดหลบ ตอนนี้ทั้งเธอและจวินเถาต่างสู้กันตรงถนน ผู้คนมากมายต่างเข้ามาลุมล้อมดูการต่อสู้ในครั้งนี้ เธอเหวี่ยงแส้และสบัดฟาดไปที่จวินเถา จวินเถาเตรียมกระโดดหลบ แต่แล้วแส้กลับเปลี่ยนทิศทางไปที่นางกำลังกระโดดหลบพอดี นางจึงโดนฟาดที่ลำตัวเต็มๆ แรงจากแส้ทำให้ตัวของนางล่วงหล่นกระแทกพื้น
'ไม่จริงแส้มันเปลี่ยนทิศทาง'
นางคิดว่ายังไงก็หลบพ้น แต่แส้กลับเปลี่ยนทิศมาโดนนางได้
"นางปีศาจ"
"ใครหรือนั่น"
เธอเอียงคอถามอย่างสงสัย แสดงสีหน้าว่าไม่รู้ว่าจวินเถากำลังว่าเธออยู่
จวินเถาลุกขึ้นมาอีกครั้งนางไม่มีทางยอมให้เป็นแบบนี้ยังไงก็ต้องได้เห็นเลือดของฟางเหม่ยหลิงให้ได้ นางกระโดดพลิกตัวและกระหน่ำฟันไปที่ฟางเหม่ยหลิงหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่โดนสักที
"ทำไมไม่โดนสักที น่าโมโหนักนางปีศาจ"
เธอหลบดาบได้อย่างพลิ้วไหววูบไปวูบมาเหมือนกับขนนก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เสียแรงที่ศึกษาตำรายุทธ์ของท่านตา ที่เป็นเจ้าสำนักวังบาดาล ก่อนท่านจะไปธุระต่างแคว้นได้มอบตำราไว้ให้เธอมากมาย จนตอนนี้เธอเก่งมากกว่าแต่ก่อน แค่หลบดาบแค่นี้สบายมาก เธอสบัดแส้ไปด้วยความเร็ว จนเหมือนกับงูที่กำลังพุ่งฉก
"กรี๊ดดดดดดดด"
จวินเถาตกใจ เมื่อกี้นางเห็นเหมือนกับว่างูกำลังจะพุ่งมาฉก นางจึงล้มลงไปข้างหลัง แต่พอมองดูแล้วมันไม่ใช่มันกลับเป็นเพียงแส้เท่านั้น
'แน่นอนฉันสำเร็จวิชาแส้ขั้นแรกนี้แล้วเมื่อสบัดไปด้วยความเร็วและแรงจะทำให้เห็นเป็นเหมือนงูที่มีชีวิต'
เธอเหวี่ยงแส้ฟาดไปที่ตัวของจวินเถาไม่ยั้งจนเนื้อตัวของจวินเถาเริ่มปริแตกและมีเลือดซึม
"กรี๊ดดดดด โอ้ยยยยยยยยยย"
นางร้องอย่างเจ็บปวด
"จำเอาไว้อย่ามาเยียบที่นี่อีก"
เธอพูดกับจวินเถาก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารของตัวเอง
"คุณหนูเจ้าคะ บ่าวช่วยประคองเจ้าค่ะ"
สาวใช้ของจวินเถารีบเข้ามาประคองนายของตน
"ฝากไว้ก่อนเถอะ นางปีศาจ แค้นนี้ข้าจะต้องเอาคืน"
ตอนนี้นางเจ็บระบมไปทั้งตัวเนื้อตัวมีแต่รอยแผลเลือดไหลซึมจนเปื้อนเสื้อผ้า แถมยังอับอายผู้คนที่มามุงดูนางได้แต่กัดฟันเอาไว้
................................
เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปทุกคนก็แยกย้ายและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เว้นแต่ว่าเรื่องที่เธอกับจวินเถาสู้กันกลางถนนกลับโด่งดังไปทั่วเพียงข้ามคืน ไม่มีใครที่ไม่พูดถึงเรื่องนี้ และตอนนี้ทุกคนก็ต่างรู้จักจวินเถากันมากขึ้น ผ่านมาหลายวันแต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นที่พูดถึงอยู่
เพล้ง!!
"ข้าไม่ได้อยากโด่งดังในเรื่องแบบนี้สักหน่อย"
จวินเถาเขวี้ยงกาน้ำชาจนแตกกระจาย
"แต่ตอนนี้ก็มีคนรู้จักคุณหนูมากขึ้นแล้วนะเจ้าค่ะ"
จินสั่วสาวใช้คนสนิทกวักมือเรียกสาวใช้คนอื่นๆให้มาเก็บเศษกาน้ำชาที่คุณหนูเขวี้ยงจนแตก
"ทำไมเป็นแบบนี้ แล้วถ้าองค์ชายแปดรู้เข้าละก็ เขาจะต้องไม่รักข้าแน่ ที่ข้าแพ้นางปีศาจนั่น"
นางได้แต่กระวนกระวายใจ เพราะไม่อยากให้คนที่นางรักต้องผิดหวัง
"ถ้าคุณหนูมีความจริงใจ แสดงความห่วงใยให้กับองค์ชายแล้วละก็ องค์ชายต้องรักคุณหนูแน่เจ้าค่ะ"
จินสั่วรีบแสดงความคิดเห็น
"แล้วข้าต้องทำอย่างไร"
"ตอนนี้องค์ชายไปปราบโจรป่าที่แถบๆชายแดนติดกับแคว้นซ่ง ถ้าคุณหนูไปช่วยแล้วละก็ องค์ชายต้องเห็นความดีของคุณหนูแน่"
''นั่นสินะ ข้าเองก็มีฝีมือ แค่พวกโจรกระจอกข้าจัดการได้ง่ายๆอยู่แล้ว"
"ใช่เจ้าค่ะ ถือโอกาสนี้ ทำให้ได้ใกล้ชิดองค์ชายมากยิ่งขึ้นด้วย"
"ดีเตรียมตัวกันเลย ข้าจะออกเดินทางไปหาองค์ชายแปดของข้า"
นางยิ้มอย่างมีความสุข
.................................
ตระกูลไป๋
"ที่เจ้าได้ยินมาไม่ผิดแน่ใช่ไหม"
ไป๋เฉียนฉิงกำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์
"ไม่ผิดขอรับ คุณหนูจวินเถาจะเดินทางไปหาองค์ชายแปดเพื่อช่วยปราบโจร"
องครักษ์จวนตระกูลไป๋รีบรายงานตามที่ได้ยินมา
"ว่าแล้วเชียวที่แท้จวินเถาก็ชอบองค์ชายแปดเหมือนกัน ไม่น่าละถึงไปหาเรื่องฟางเหม่ยหลิงถึงที่"
"แล้วคุณหนูจะทำอย่างไรเจ้าคะ"
"เรื่องอะไรข้าจะปล่อยให้นางนั่นมันได้หน้า ข้าก็ต้องไปขัดขวางอยู่แล้ว"
"ถ้าคุณหนูชิงลงมือช่วยองค์ชายก่อนรับรององค์ชายต้องหันมาสนใจคุณหนูแน่ๆ"
ผิงอันสาวใช้คนสนิทรีบสนับสนุนทันที
"นั่นสินะ เจ้านี่ฉลาดจริงๆเลย ไม่เสียแรงที่อยู่ข้างกายข้ามานาน"
ผิงอันยิ้มรับคำชมนั้น
.................................
ตระกูลฟาง
ตอนนี้เธอกำลังให้ช่างมาต่อเติมจวนให้ใหญ่กว่าเดิมและปรับปรุงใหม่ให้สวยสะอาดและทันสมัยกว่าเดิม เพราะตอนนี้จวนตระกูลฟางต้องต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์มากมายจากทั้งคนในแคว้นเดียวกัน หรือแม้แต่กระทั่งคนจากต่างแคว้น จวนของเธอจึงเป็นหน้าเป็นตาของตระกูลจะปล่อยให้ทรุดโทรมไม่ได้
"ข้าอยากได้ของมาประดับตกแต่งจวน แต่ดูแล้วที่แคว้นเหลียงไม่มีของที่ข้าต้องการเลย"
เธอมองดูจวนที่ยังขาดอะไรหลายๆอย่าง ไม่ได้ดั่งใจเธอ
"แล้วมันคืออะไรหรือเจ้าคะ ที่คุณหนูต้องการ"
เลียงลี่สงสัย
"ก็แบบหินสี หยกแกะสลัก แบบนี้อะ"
"ออ ที่แคว้นซ่งมีเยอะเจ้าค่ะ ที่นั้นนิยมทำเครื่องประดับและหยกแกะสลัก หินประดับตกแต่ง แคว้นเราก็นำเข้าจากแคว้นนี้ ถ้าอยากได้อะไรก็สั่งผ่านนายหน้าได้เจ้าค่ะ"
เลียงลี่รีบอธิบาย
"แบบนี้นี่เอง งั้นข้าไม่สั่งผ่านนายหน้า แต่จะไปเลือกซื้อด้วยตัวเองเลย"
"เอ๋ จะไปเองหรือเจ้าคะ"
"แน่นอน และจะไปคนเดียวด้วย"
"อย่าเลยเจ้าค่ะ"
เลียงลี่รีบห้ามปราม
"ฝากดูแลร้านด้วยนะ"
เธอยิ้มให้กับเลียงลี่ เลียงลี่ได้แต่ปลงตกกับชีวิตเพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็คงห้ามไม่ได้
.....................................
เธอใส่เสื้อผ้าเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง เสื้อผ้าที่ใส่ก็พื้นๆเหมือนหนุ่มๆชาวบ้านทั่วๆไป เธอลาท่านปู่และขอไปแคว้นซ่งเพื่อหาสิ่งของที่ต้องการ ท่านปู่นั้นอยากให้มีคนตามเธอไปด้วยแต่เธอไปคนเดียวสะดวกกว่า เธอฝากงานให้ทุกคนดูแล และให้จื่อหวิ่นคอยดูแลอยู่ทางนี้ ถึงแม้จื่อหวินจะขอตามไปด้วย แต่เธอก็ปฎิเสธ และฝากเขาดูแลทุกคนตอนที่เธอไม่อยู่ด้วย เพราะถ้าเธอไปก็จะเหลือเขาเพียงคนเดียวที่วรยุทธ์สูง เธอจึงฝากให้เขาช่วยดูแลทางนี้ เพราะถ้ามีเขาอยู่ทุกคนก็ต้องปลอดภัยแน่ เท่านี้เธอก็หมดห่วง ท่านปู่ของเธอนั้นเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่เก่งเหมือนท่านพ่อที่เป็นขุนนางฝ่ายบู๊
การเดินทางใช้เวลาหลายวันกว่าจะมาถึงแถบๆชายแดนที่เป็นหมู่บ้านใหญ่มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย มีคนจากหลายแคว้นมักจะแวะพักที่นี่ก่อนจะเดินทางต่อ เปรียบเสมือนจุดแวะพักของนักเดินทาง บรรยากาศคึกคักไม่แพ้ในเมืองเลยทีเดียว
"เสี่ยวเอ้อ อาหารสองสามอย่างอะไรก็ได้ที่อร่อยๆ และก็นำชากาหนึ่ง"
เธอเดินเข้ามาพักในเหลาอาหารที่หนึ่งเพื่อกินข้าว
"มาแล้วขอรับคุณชายน้อย เมนูพิเศษของร้านเรา"
เสี่ยวเอ้อรีบยกอาหารมาเสิร์ฟอย่างแข่งขันด้วยรอยยิ้ม
"ที่นี่คึกคักดีนะ"
เธอมองผู้คนมากมายที่เดินกันให้ควักไปหมดเหมือนอยู่ในตลาดมืดจันทราไม่มีผิด
"แต่ว่าก็มีโจรชุมเหมือนกันนะ ขอรับ"
"ก็นะ นี่มันติดชายแดนนี่นา"
เธอรู้อยู่แล้วละเรื่องนี้
หลังจากกินอาหารเสร็จเธอก็เดินดูตลาดข้าวของมากมายดูแปลกตา อาจเพราะมีของจากแคว้นอื่นมาขายอยู่ด้วยสินค้าบางชนิดเธอก็ไม่เคยเห็น และที่นี่ยังมีการค้าทาสกันแบบโจ่งแจ้งกลางตลาดและมีโรงประมูลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้วย ได้ยินมาว่าทาสบางคนก็ถูกนำมาขาย บางคนก็มาขายตัวเองเป็นทาส มีทั้งเด็ก ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย ซึ่งในโลกนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เธอเดินเข้าไปในโรงประมูลเพราะคิดว่าจะเอายาลูกกลอนระดับสามของตัวเองมาประมูลหาเงินสักหน่อยแต่กลับพบว่าในโรงประมูลนอกจากสินค้าที่ไม่มีชีวิตแล้ว สิ่งมีชีวิตก็ถูกนำเข้ามาประมูลเช่นกัน สัตว์แปลกๆมากมาย แม้กระทั่งคน
หญิงสาวสวยก็ถูกนำมาประมูลเช่นกัน
'แบบนี้ก็มีด้วย'
เธอมองหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังยิ้มยั่วยวนให้กับบุรุษทุกคนรวมถึงเธอด้วย เพราะตอนนี้เธอก็อยู่ในชุดผู้ชาย นางกำลังหว่านเสน่ห์เพื่อให้บุรุษทั้งหลายจะได้แข่งขันกันประมูลเธอเยอะๆ และทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นเรื่อยๆ
"แม่นางเหยาเหยาคนนี้ เล่นดนตรีเป็น ร้องเพลงก็ได้ มีไว้รับรองพวกท่านจะต้องสำราญใจแน่ๆ เริ่มประมูลกันที่ 1,000 ตำลึง"
"2,000"
"2,500"
"3,000"
"4,000"
"5,000"
"6,000"
"ราคาประมูลอยู่ที่ 6,000 ตำลึง ปิดการประมูล"
"ถูกจัง ชีวิตคนมีค่าแค่นี้หรือ"
เธออึ้งไปกับราคาประมูล ยาลูกกลอนของเธอยังมีราคาแพงกว่าอีก
"เรื่องปกติของที่นี่นะ คุณชายน้อยท่านคงเพิ่งจะเคยมาที่นี่ละสินะ"
มีบุรุษหนุ่มรูปงามคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าขาวสะอาดสะอ้านถือพัดในมือเดินเข้ามาพูดกับเธอ
"ใช่ข้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ท่านละเป็นใคร"
เธอถามกลับ
"ข้าชื่อ โจวเผิง เจ้าของโรงประมูลแห่งนี้''
"ที่แท้ท่านก็เป็นเถ้าแก่เจ้าของโรงประมูล ข้าไม่เคยเห็นโรงประมูลที่มีการ ประมูลสัตว์ และ คนด้วย"
'เป็นเถ้าแก่ที่อายุน้อยจริงๆ อายุน่าจะพอๆกับหลงเจี่ยนหยาง'
"ข้าชื่อ ตงฟาง"
เธอก็แนะนำชื่อตัวเองที่คิดเอามั่วๆเมื่อตะกี้
'นึกชื่อไม่ออก เอาชื่อนี้ละ'
"ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายน้อยตงฟาง ที่นี่มีการประมูลทุกอย่างเลย แบบเสรีไม่ผิดกฎหมายด้วย"
''แล้วพวกนางละ ถ้าถูกประมูลไปแล้วจะได้อะไร นอกจากได้ไปอยู่กับคนที่ประมูลตนไป"
เธอมองเขาด้วยสายตาสงสัยผสมกับระแวง
"อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น ข้าไม่ได้บังคับพวกนางเลย พวกนางเอาตัวเองมาประมูล แน่นอนเงินที่ได้จากการประมูลก็เป็นของพวกนาง ข้าหักไว้สามส่วนเท่านั้นและพวกนางก็ได้ไปอยู่กับคนที่ประมูล บางคนก็อยู่อย่างสุขสบายเลยละ"
"งั้นหรือ แล้วถ้าข้าอยากจะประมูลบ้างละ"
"ได้สิ คุณชายน้อยท่านอยากประมูลอะไรละ"
"ยาลูกกลอนระดับสาม ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต"
"ระดับสามเลยหรือ"
"ใช่"
"หายากนะแบบนี้ ได้ข้าขอตรวจสอบยาของท่านก่อน"
เธอยื่นยาให้เขาดูซึ่งมีแค่เม็ดเดียว
"ระดับสามไม่ผิดแน่ ดีจริงๆเป็นยาที่หายากมาก"
'เขาสามารถตรวจสอบยาได้ด้วย ไม่ธรรมดาเลยคนคนนี้'
ปกติแล้วโรงประมูลขนาดใหญ่ในแคว้นเหลียงยังต้องมีคนตรวจสอบยาซึ่งเป็นอาจารย์สำนักวังบาดาล ที่พวกเขามักจะเอายาไปให้ตรวจสอบว่าอยู่ในระดับใดก่อนจะเอามาประมูลได้
"ข้าจะนำเข้าประมูลให้รับรองได้ราคาดีแน่ ข้าขอหักสามส่วนเท่านั้น"
"ได้สิ จัดการให้ข้าด้วย ข้าขอเป็นตั๋วเงิน"
เพียงไม่นานนักยาลูกกลอนของเธอก็ถูกนำเข้ามาประมูลจนได้ราคาสูงถึง 13,000 ตำลึง เธอได้ตั๋วเงินมาไว้กับตัวเรียบร้อยแล้ว โดนหักส่วนไปเธอก็ยังมีเงินอีกเยอะแบกไม่ไหวจึงต้องแลกเป็นตั๋วเงินแทน
"โชคดีจริงๆวันนี้ข้าประมูลยาลูกกลอนจันทร์โลหิตได้"
"เห็นว่าคนที่ปรุงยานี้เป็นคุณหนูฟางเหม่ยหลิงศิษย์สำนักวังบาดาลด้วยนะ"
"ไม่คิดว่าจะมีคนเอายามาประมูลที่นี่ด้วย"
"นั่นสิ"
ทุกคนไม่มีทางรู้หรอกว่าคนปรุงยาก็อยู่ที่นี่ด้วย
"ว่าแต่คุณชายน้อยท่านได้ยามาจากไหนหรือ"
"ได้มาจากคุณหนูฟางเหม่ยหลิง นางเป็นเพื่อนข้า"
"เป็นเช่นนี้ นี่เอง ข้าอยากจะทำการค้ากับคุณหนูฟางเหม่ยหลิงยิ่งนัก ท่านพอจะติดต่อให้ได้หรือไม่"
เขาอยากจะทำความรู้จักและจะได้นำยามาประมูลขายบ้าง เพราะดูท่าแล้วยาระดับสามนั้นจะได้กำไรดีมาก คนที่ปรุงยาระดับสามนั้นหายากมาก
"ได้แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าข้ากลับเมืองหลวงจะบอกนางให้นะ นางก็คงอยากทำการค้ากับท่านแน่นอน"
เธอเองก็อยากนำยามาให้โรงประมูลแห่งนี้ประมูลอยู่เหมือนกันเพื่อขยายตลาดและที่แน่ๆดูเหมือนว่าเถ้าแก่อายุน้อยคนนี้ จะทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ดูจากสินค้าที่นำมาประมูลล้วนแปลกตาทั้งนั้น และดูเหมือนจะรู้จักทีนี่ดีบางทีเธออาจจะต้องให้เขาช่วยในภายหลังก็ได้
"คุณชายน้อย มีใครเคยบอกท่านหรือไม่ ว่าท่านหน้าหวานเหมือนกับอิสตรีเลย"
เขาจ้องมองมาที่หน้าเธออย่างสนใจ
"ชะ..เช่นนั้นหรือ เคยสิ เคย เคยมีคนบอกว่าข้าหน้าหวานอะนะ"
'จะจับได้ไหมเนี่ย'
"นั่นไง ข้าว่าแล้ว ข้าเห็นครั้งแรกก็นึกว่าท่านเป็นสตรี แต่พอเห็นท่านใส่ชุดผู้ชายก็เลยคิดว่าดูผิดไป แต่ว่าผู้ชายหน้าหวาน หญิงสาวจะชอบกันมากนะ"
เขายิ้มให้เธอ
"เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตอนอยู่ที่เมืองหลวงมีสาวๆเดินตามข้าเป็นพรวน"
เธอตอบกลับไปยิ้มๆถึงแม้ว่าที่พูดไปนั้นจะเป็นผู้ชายต่างหากที่เดินตามเธอเป็นพรวน
"ว่าแล้วเชียว ข้านึกอยู่แล้ว แล้วท่านพักอยู่ที่ไหนหรือ"
"ที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆนี่เอง"
"มาคนเดียวหรือ"
"ใช่ คนเดียว"
"แล้วท่านจะไปที่ไหน"
"ข้าจะมาหาซื้อหยกแกะสลัก หินสีสวยงามแปลกตาเอาไปตกแต่งบ้านนะ"
"แบบนี้นี่เองที่แคว้นซ่งมีอยู่มากมายเลยทีเดียว"
"ท่านรู้แหล่งหรือ"
"แน่นอน ข้าเองก็มีขาย เป็นร้านของข้า เปิดในแคว้นซ่งข้าเป็นคนแคว้นซ่งนะ"
"ไม่น่าละ งั้นข้าจะอุดหนุนท่านละกันนะ"
"ดีเลย งั้นพรุ้งนี้ข้าจะพาเข้าแคว้นซ่ง และไปเลือกดูสินค้าที่บ้านข้านะ "
"พรุ้งนี้เจอกันข้ากลับก่อนละ พรุ้งนี้ข้าจะมาหาเจ้าทีนี่"
"ตกลง กลับดีๆละ คุณชายน้อยตงฟาง"
เธอยิ้มให้เขาก่อนจะเดินกลับไปทางโรงเตี๊ยม พอเธอเดินออกไปได้ไม่นาน
"ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่ากลับดีๆละ คุณหนูฟางเหม่ยหลิง"
เขามองตามหลังนางที่เดินออกไป ก่อนจะยิ้มออกมา
"ไม่คิดเลยว่า คุณหนูฟางเหม่ยหลิง จะมาอยู่ในที่แบบนี้คนเดียว โดยไร้ผู้ติดตาม"
บุรุษหนุ่มรูปงามอีกคนเอ่ยขึ้น เขาคือ
หย่งฉีสหายสนิทของโจวเผิงแล้วยังเป็นองค์ชายเพียงคนเดียวของแคว้นซ่ง ได้แอบฟังทั้งสองคุยกันอยู่เงียบๆมาตั้งนานแล้ว พอฟางเหม่ยหลิงไปเขาจึงปรากฎตัว
"นั่นสิ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ว่าแต่องค์ชายรู้จักนางด้วยหรือ"
โจวเผิงถามอย่างสงสัย เพราะปกติแล้วสหายสนิทคนนี้ของเขาไม่เคยจะสนใจ หรือใส่ใจใคร ขนาดชื่อบ่าวรับใช้ที่ใกล้ชิดหลายๆคนเขาก็ยังจำชื่อไม่ได้เลย
"แน่นอนชื่อเสียงของนางดังไปทั่วทุกแคว้นนั่นแหละ ไม่มีใครไม่รู้จัก"
"แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนาง ท่านไม่เคยเห็นหน้านางสักหน่อย"
โจวเผิงยังสงสัย ปกติแล้วพวกเขาสนิทกันมากจนบางทีโจวเผิงก็มักจะพูดธรรมดากับองค์ชายได้ โดยที่องค์ชายไม่ว่าอะไร เพราะเขาชอบให้โจวเผิงพูดธรรมดากับเขามากกว่า แต่โจวเผิงก็มักพูดธรรมดาบ้าง ราชาศัพย์บ้างปนๆกันไป จนเป็นเรื่องปกติ
"ใครว่าข้าไม่เคยเห็นข้าดูมาจากภาพวาดนะสิ มีพ่อค้าที่ไปซื้อยา วาดภาพนางกลับมาด้วย"
"แล้วเจ้าละโจวเผิงรู้ได้อย่างไร"
"กระหม่อมเคยไปเมืองหลวงแคว้นเหลียงก็เลยได้เห็นนางที่ร้านขายยาพอดี นางออกมาขายยาด้วยตัวเอง ขยันมากเลยพ่ะย่ะค่ะ"
โจวเผิงพูดอย่างชื่นชม
"แบบนี้ นี่เอง พรุ้งนี้ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย"
"ได้สิ พ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าห้ามบอกนางนะ ว่าข้าเป็นองค์ชาย"
"เอ๋ ทำไมละองค์ชาย"
"ข้าไม่อยากให้นางรู้ นางจะได้ทำตัวสบาย สบายไง"
ที่จริงแล้วเขาไม่อยากให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงก็เพราะว่าเมื่อทุกคนรู้ว่าเขาเป็นองค์ชายก็มักจะเข้ามาตีสนิทกับเขาเพื่อหวังผลประโยชน์ ไม่ได้เข้ามาหาเขาด้วยความจริงใจเลยสักคน ทุกคนมักจะเสแสร้งแสดงต่อหน้าเขา แต่พอลับหลังก็จะทำอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะตอนนี้ที่เขาเป็นองค์ชายเพียงคนเดียวของแคว้น ทำให้ทุกคนยิ่งประจบประแจงเขากันทั้งนั้น จะมีแค่ไม่กี่คนที่จริงใจกับเขา และหนึ่งในนั้นก็มีโจวเผิงเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ที่จริงใจและคอยอยู่ข้างเขามาตลอด
''ท่านออกมาจากวังไม่มีองครักษ์คุ้มครองอีกแล้วนะ"
โจวเผิงได้แต่บ่นกับความเอาแต่ใจขององค์ชายเพื่อนสนิทของเขา
"เจ้าไงองครักษ์ของข้า"
หย่งฉีชี้นิ้วไปที่หน้าของโจวเผิง
"ว่าแล้วเชียว ข้าน้อยรับบัญชา พ่ะย่ะค่ะ"
โจวเผิงได้แต่ทำหน้าห่อเหี่ยว เหมือนดอกไม้ที่ใกล้ตายเพราะขาดน้ำ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าทำหน้าตลกแบบนั้นสิ"
หย่งฉีอดไม่ไหวที่จะขำกับหน้าตาแบบนั้นของโจวเผิง ถึงแม้โจวเผิงจะบ่นนู้นบ่นนี่ แต่โจวเผิงก็ทำหน้าที่ทั้งเพื่อนทั้งองครักษ์ คอยปกป้องคุ้มครองและเป็นองครักษ์ให้เขามาโดยตลอด ถึงโจวเผิงจะชอบค้าขายและไม่ได้เข้ารับราชการแต่เขาก็มีวรยุทธ์สูงมากเพราะพ่อของเขาเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นซ่งและเป็นอาจารย์ของทั้งสองนั่นเอง ทั้งสองได้ร่ำเรียนมาด้วยกัน เติบโตมาด้วยกันจึงรักกันดั่งพี่น้องแท้ๆ ต่างคนก็ต่างเป็นลูกคนเดียว พอได้มาเจอกันจึงสนิทกันได้ไม่ยาก องค์จักรพรรดิแคว้นซ่งก็รักโจวเผิงเหมือนลูก แม่ทัพใหญ่แคว้นซ่งก็รักองค์ชายหย่งฉีเหมือนลูกแท้ๆ ผู้คนในแคว้นซ่งจึงได้ให้ความเคารพต่อโจวเผิงมาก เพราะเขาก็เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องขององค์ชายหย่งฉี เขาจึงมีอิทธิพลมากในแคว้นซ่ง
"กระหม่อมได้ยินมาว่ามีโจรป่าออกอาละวาดใกล้ๆกับชายแดนของเราและแคว้นเหลียงพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน"
"ท่านพ่อได้ส่งทหารไปปราบปรามแล้ว ทางแคว้นเหลียงก็ส่งองค์ชายแปดมาร่วมสมทบด้วย"
"เทพเจ้าแห่งสงคราม มาเองเลยหรือ"
"องค์ชายแปดมาเองเช่นนี้ พวกโจรคงกระเจิงแน่"
โจวเผิงนั้นรู้ถึงความน่ากลัวของเทพเจ้าแห่งสงครามดี
"แต่ว่าโจรป่ากลุ่มนี้เก่งมากไม่ใช่หรือ ถ้าพวกมันกระจอกป่านนี้ก็คงโดนจัดการไปนานแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินข่าวเลยว่าโจรกลุ่มนี้ถูกทำลายแล้ว"
"จะว่าไปแล้วก็จริงอย่างที่องค์ชายตรัส กระหม่อมก็ยังไม่ได้ยินข่าวเลย"
"สงสัยพวกโจรป่ากลุ่มนี้ จะไม่ใช่โจรกระจอกเสียแล้ว"
หย่งฉีทำสีหน้าหนักใจขึ้นมาทันที
"กระหม่อมมั่นใจว่าคงไม่เป็นไร ถ้ามีเขาคนนั้นอยู่"
โจวเผิงนั้นมั่นใจเต็มเปี่ยม เทพเจ้าแห่งสงครามที่คนล่ำลือกันไปทั้งสามแคว้นไม่มีทางแพ้แน่