ภายในห้องเรียนที่สี่ เด็กนักเรียนต่างกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อพวกเขาเห็นอาจารย์ฝูิเดินเข้ามา บรรยากาศที่ครื้นเครงพลันเงียบลงทันใด
ปึ้ง ๆ ๆ ๆ!
ฝูิใช้ไม้เคาะลงไปบนโต๊ะเบื้องหน้าหลายครั้ง ก่อนะโก้องกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันดัง “เอาล่ะ! เ้าเด็กนอกคอกทั้งหลาย วันนี้พวกเ้ามีเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนใหม่ เดินมากล่าวแนะนำตัวทางนี้”
การปรากฏตัวของโม่เฟิงสร้างเสียงฮือฮาในกลุ่มเด็กสาว แม้รูปร่างมิใคร่จะสูงใหญ่เท่าใดนัก แต่ก็แลดูสมส่วนอยู่ไม่น้อย เื้ัแว่นตาที่สวมใส่ ปรากฏแววตาสีฟ้าอ่อนที่ดูสุขุมเยือกเย็นจึงทำให้ใบหน้าดูหล่อเหลาเป็อย่างยิ่ง เมื่อเด็กสาวหลายคนได้สบตา เป็ต้องแสดงอาการเขินอาย
เห็นแววตาของเด็กสาวในห้องแลดูคล้ายเคลิบเคลิ้ม ราวกับตกอยู่ในห้วงฝันขณะจ้องไปที่โม่เฟิง เป็เหตุให้เด็กผู้ชายหลายคนต่างรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง
“ข้าชื่อว่าโม่เฟิง ั้แ่..!”
พูดยังไม่ทันจบประโยค ฝูิก็เอ่ยขัดจังหวะขึ้นมา “แนะนำแค่ชื่อก็พอแล้ว อย่าได้มากความ”
จากนั้นเดินไปหยิบลูกแก้วโปร่งใส่ไม่มีสีขนาดเท่าลูกแตงโมขนาดย่อม ๆ ออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “แม้เ้าจะมาอยู่ห้องเรียนที่สี่โดยที่ไม่ต้องทำการทดสอบ แต่ข้ายังต้องรู้ระดับพร์ของเ้าเสียก่อน ถึงจะสอนได้ถูก”
“สิ่งนี้เรียกว่าลูกแก้วปฐีลิขิต มันจะช่วยบอกระดับพร์และธาตุลมปราณในตัวเ้า”
ฝูิวางฝ่ามือลงไปบนลูกแก้วปฐีลิขิต เมื่อััโดนลูกแก้ว พลันปรากฏดอกบัวสีแดงเพลิงขึ้นภายในลูกแก้ว
“สีของดอกบัวที่ปรากฏขึ้นบ่งบอกถึงธาตุลมปราณของเ้า สีน้ำตาลคือธาตุดิน สีน้ำเงินคือธาตุน้ำ ดอกบัวของข้าคือสีแดง ‘บัวอัคคี’ มีคุณสมบัติเป็ธาตุไฟ นอกจากสีของดอกบัวแล้ว จำนวนกลีบของดอกบัวยังหมายถึงระดับพร์ที่แต่ละคนมี สูงสุดคือสิบสองกลีบ”
ฝูิยืดอกกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะบอกระดับพร์ของตนออกมา “ของข้าคือห้ากลีบ”
ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองตะวันดับ พร์ที่คนทั่วไปมี โดยมากจะอยู่ที่ดอกบัวหนึ่งกลีบไปจนถึงสามกลีบ ซึ่งถือว่าอ่อนแอมาก นับเป็ผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการฝึกฝนวรยุทธ โดยเด็กทุกคนที่อยู่ในห้องเรียนที่สี่ ล้วนแต่มีพร์อยู่ในระดับนี้
ส่วนผู้ที่ได้บัวสี่กลีบและห้ากลีบถือว่าเป็ผู้มีพร์ระดับกลาง ได้อยู่ในห้องเรียนที่สองและสาม ส่วนผู้ที่ได้หกกลีบขึ้นไปถือเป็กลุ่มคนที่มีพร์อันโดดเด่น ได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะของเมืองตะวันดับ พวกเขาจะได้ไปอยู่ในห้องเรียนพิเศษ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่าห้องเรียนที่หนึ่ง
สายตาของเด็กทุกคนในห้องต่างจับจ้องอยู่ที่วัตถุทรงกลมใส แต่ละคนแลดูตื่นเต้นปนใคร่รู้ว่าโม่เฟิงจะมีพร์อยู่ในระดับใด
โม่เฟิงค่อย ๆ ยื่นมือขวาวางทาบลงไปบนลูกแก้วปฐีลิขิต พลันเกิดกลุ่มหมอกควันสีขาวผุดขึ้นภายในลูกแก้ว กลุ่มควันนี้พยายามจะก่อตัวขึ้นเป็ดอกบัว แต่เมื่อก่อรูปได้สำเร็จ ดอกบัวนั้นกลับแตกสลายกลับกลายเป็กลุ่มควัน จากนั้นจึงกลับมาก่อตัวขึ้นอีกครั้ง วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด ทำเอาหลายคนต่างรู้สึกงุนงงสงสัย ว่าเหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้
เกิดอะไรขึ้น ไฉนจึงเป็เช่นนี้? หัวคิ้วของฝูิขมวดเข้าหากัน ตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็นลูกแก้วปฐีลิขิตเป็เช่นนี้มาก่อน
ฝูิลองใช้ฝ่ามือของตน ทาบลงไปที่ลูกแก้วปฐีลิขิตเพื่อนตรวจสอบดูอีกครั้ง บัวอัคคีก็ปรากฏออกมาเช่นเดิม ไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น เขาจึงบอกให้โม่เฟิงทำการทดสอบอีกรอบ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังคงเป็สิ่งที่ทุกคนได้เห็นมาก่อนหน้านี้
ฝูิมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในลูกแก้วปฐีลิขิตก่อนจะกล่าวสรุปออกมาว่า “บัวไร้ลักษณ์ ไร้กลีบ ไร้พร์!”
“บัวไร้ลักษณ์ ไร้กลีบ?” เด็กหลายคนต่างทวนคำพูดของฝูิด้วยความสงสัย พวกเขาไม่เคยได้ยินว่ามีบัวไร้ลักษณ์ อีกทั้งยังไร้กลีบ แต่ที่พอจะเดาได้คือถ้อยคำสุดท้ายของฝูิ คือโม่เฟิงนั้นไร้พร์เช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่ในห้องเรียนที่สี่
ฝูิเริ่มอธิบาย “บัวไร้ลักษณ์ คือผู้ที่ไม่มีธาตุลมปราณ พลังลมปราณของพวกเขาล้วนแต่ไร้ซึ่งความโดดเด่นในการใช้งาน พวกเขาไม่มีความร้อนดั่งลมปราณธาตุอัคคี ไม่ได้แข็งแกร่งทนทานเหมือนลมปราณธาตุดิน เป็คุณสมบัติธาตุที่ไม่เหมาะแก่การฝึกฝนวรยุทธอย่างที่สุด”
“ผู้ที่บัวไร้ลักษณ์นั้นปรากฏขึ้นไม่บ่อยนัก พวกเ้าจะไม่รู้จักก็มิใช่เื่แปลก”
“สวนไร้กลีบนั้นหมายถึงเป็ผู้ที่ขาดพร์ในการฝึกฝน แม้จะทุ่มเทอย่างหนักก็ไม่อาจไล่ตามผู้ที่มีบัวหนึ่งกลีบได้ทัน ไร้พร์ยิ่งกว่าพวกเ้าเสียอีก ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ฝูิหัวเราะอย่างชอบใจ เขาไม่คิดว่าคนที่ตระกูลปิงพามาเข้าเรียน จะสร้างความรื่นรมย์ให้กับเขาได้ถึงเพียงนี้
คำพูดของฝูิช่างกระทบกระเทือนจิตใจของเด็กหลายคนในห้องเรียนที่สี่ พวกเขาไม่อาจไม่โต้เถียงกลับไปได้เลย เพราะสิ่งที่ฝูิกล่าวออกมาล้วนแต่เป็ความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
โม่เฟิงมองฝูิด้วยแววตาที่ไม่ค่อยพอใจ ตระกูลเฟิงมีแต่คนประเภทนี้หรืออย่างไรกัน? เห็นทีข้าคงต้องสั่งสอนคนจากตระกูลเฟิงเสียหน่อยแล้ว
ฝูิเตรียมตัวเริ่มทำการสอน “เอาล่ะ ๆ ไม่จำเป็ต้องดูคุณสมบัติสายลมปราณของเ้าอีกต่อไป ถึงแม้ข้าจะสอนสิ่งใดให้แก่เ้า เ้าก็ไม่อาจนำไปใช้ได้ ดังนั้นก็หาที่นั่งว่าง ๆ คิดถึงอนาคตของเ้า ว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ แต่สิ่งที่เ้าทำได้ก็มีเพียงไม่กี่อย่างหรอกน่ะ ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ”
โม่เฟิงไมได้สนใจคำพูดของฝูิ เขารู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมกลุ่มควันพวกนั้นถึงไม่อาจก่อรูปขึ้นมาเป็ดอกบัวได้
ไม่ใช่ว่าตัวเขานั้นขาดพร์ แต่พร์ของเขานั้นสูงจนเกินไปต่างหาก
ระดับพร์ของสิ่งมีชีวิตมีอยู่สองขอบเขต ได้แก่ขอบเขตกายาจิตปฐี และขอบเขตกายาจิต์
ผู้ที่มีพร์อยู่ในขอบเขตกายาจิตปฐี สามารถใช้วัตถุวิเศษที่อยู่ในขอบเขตปฐีอย่างลูกแก้วปฐีลิขิตมาตรวจสอบได้ ซึ่งลูกแก้วปฐีลิขิตได้แบ่งระดับพร์ของผู้ที่อยู่ในขอบเขตกายาจิตปฐีออกเป็สิบสองระดับ ตามที่ฝูิได้กล่าวไว้ตอนแรก (ตามจำนวนกลีบของดอกบัว)
แต่ถ้าหากนำลูกแก้วปฐีลิขิตไปตรวจสอบผู้ที่มีระดับพร์ที่สูงส่งกว่านั้น จะพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะการที่จะตรวจสอบระดับพร์ของผู้ที่อยู่ในขอบเขตกายาจิต์ได้ จะต้องใช้วัตถุวิเศษที่อยู่ในขอบเขต์เท่านั้น จึงจะทำการประเมินระดับพร์ออกมาได้ ดังนั้นที่เกิดปรากฏการเช่นนี้ขึ้น ย่อมแสดงว่าระดับพร์ของโม่เฟิง อยู่เหนือกว่าที่ทุกคนในที่นี้จะจินตนาการถึง
นอกจากโม่เฟิงแล้ว คนที่พอจะเอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือชายชราร่างผอมที่คอยเฝ้าดูโม่เฟิงอยู่ตลอด
ถึงแม้ชายชราจะยังไม่มั่นใจถึงระดับพร์ที่แท้จริงของโม่เฟิง แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้เขาต้องส่งคนไปตรวจสอบดูเสียหน่อย
“หลี่ผิงเ้าไปตรวจสอบประวัติของเด็กผู้นี้มาให้ข้าหน่อย เขาอาจเป็คนที่ข้า้า!”
เสร็จสิ้นการตรวจสอบระดับพร์กับลูกแก้วปฐีลิขิต โม่เฟิงจึงกวาดสายตามองหาที่นั่ง จนเห็นว่ามีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กับตนอยู่ เด็กคนนี้หาใช่ใครอื่น เขาก็คือเสี่ยวฟ่าน เพื่อนสนิทของปิงหยุนนั่นเอง
โม่เฟิงเดินไปนั่งลงข้าง ๆ เสี่ยวฟ่านได้ขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบพูดเบา ๆ ที่ข้างหู “เ้าไม่ต้องคิดมาก ฝูิแค่รับหน้าที่มาสอนแทน อีกเดี๋ยวอาจารย์ประจำห้องเรียนของพวกเราก็กลับมาแล้ว ทน ๆ เอาหน่อย”
โม่เฟิงพยักหน้าเป็เชิงว่ารับรู้ แต่ภายในใจกลับคิดว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ คนจากตระกูลเฟิงจะยิ่งได้ใจ เขาต้องหาโอกาสทำให้คนของตระกูลเฟิงเป็ผู้ถูกกระทำเสียบ้าง
ฝูิเริ่มทำการสอน “พวกเ้าคงจะรู้กันดีว่าผู้ที่้าฝึกฝนเพื่อบรรลุวิถีแห่งเซียน มีด้วยกันทั้งหมดสี่สายหลัก ประกอบไปด้วย สายแปรสภาพลมปราณ สายควบสถิติญญา สายควบคุมอสูร และสายจิตมหาศาสตรา”
“ทั้งสี่สายนี้ พวกเ้าจำเป็ต้องมีคุณสมบัติร่างกายที่เหมาะสมจึงจะสามารถฝึกฝนได้ ซึ่งตอนที่พวกเ้าทำการทดสอบเพื่อเข้าเรียนที่สถาบันใบไม้เขียว ทุกคนคงจะได้รู้แล้ว ว่าร่างกายของพวกเ้ามีคุณสมบัติของสายไหน”
“นอกจากทั้งสี่สายนี้แล้ว พวกเ้าอาจจะยังไม่รู้ว่ายังมีอีกหนึ่งสาย เป็สายที่เหมาะกับผู้ที่ขาดพร์ในการฝึกฝนเช่นพวกเ้าเป็ที่สุด นั่นก็คือสายอักขระผนึกลมปราณ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ สายผนึกอักขระ”
“สิ่งที่ข้าจะสอนพวกเ้าในวันนี้ คือหนึ่งในรูปแบบยันต์อักขระทั้งห้าของสายผนึกอักขระ ยันต์อักขระรูปแบบป้องกัน ‘ไตรอารักขาสี่ทิศ’ การใช้ยันต์อักขระขอแค่คนผู้นั้นมีพลังลมปราณอยู่ในร่าง ก็สามารถที่จะเรียนรู้และใช้งานมันได้”
ฝูิพูดเสียงแข็ง “สิ่งที่ข้าจะสอนต่อไปนี้ พวกเ้าจงจดจำไว้ให้ดี ข้าจะไม่อธิบายซ้ำเป็ครั้งที่สอง”
ฝูิวาดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งไว้บนกระดานหน้าชั้นเรียน ภายในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีวงกลมสองวงซ้อนทับกันถึงสองชั้น ตรงกลางระหว่างวงกลมทั้งสองมีตัวอักษรที่เด็กหลายคนไม่เคยพบเห็นถูกเขียนลงไป นอกจากนั้นยังมีรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าถูกวาดวางเอาไว้ในวงกลมด้านในสุด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดูถูกพี่โม่ขนาดนี้ ระวังจะจบไม่สวยนะอาจารย์ (ระวังตัวไว้ !!!!)
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ