ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น “คุณชายๆ อยู่ในห้องนี้หรือป่าวค่ะนายท่านให้มาเชิญไปรับประทานอาหารค่ำคะ” เมดสาวซิซิเลียเคาะประตูเรียก ก่อนจะเปิดประตูออกมา
เด็กน้อย เห็นคนรับใช้คนสนิทเดินเข้ามาก็ค่อยๆปิด หนังสือเล่มหนาลง ก่อนจะบอกเมดสาวให้ช่วยนำหนังสือเล่มนี้ไปวางไว้ที่ห้องของเขา
ก่อนที่เด็กน้อย จะเดินนำสาวใช้ไปยังห้องรับประทานอาหารอย่างช้าๆ แม้เขาจะเริ่มเดินได้แล้ว แต่ด้วยวัยเพียงหนึ่งปีแม้จะเขาจะเติบโตเร็วผิดปกติจนเดินได้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้มั่นคงมากนัก อาหารยังคงเป็อาหารเหลวเพื่อให้เด็กรับประทานง่ายแต่ยังคงต้องให้สาวใช้คอยป้อนอยู่ดี
หลังเวลาของครอบครัว ผ่านพ้นร่างเล็กก็ถูกอุ้มกลับห้องนอนส่วนตัว แม้จะเรียกว่าส่วนตัวแต่รอบด้านยังมีที่นอนของเหล่าคนใช้ที่คอยดูแลเด็กชายอยู่ เมื่อเด็กชายกลับถึงห้องก็เรียกหาหนังสือเล่มหนาอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยขึ้นเตียงก่อนจะเริ่มเปิดหนังสือเล่มหนาอ่าน
“เวทย์สายลมน่าจะเป็ตัวเลือกในการฝึกที่ดีที่สุดในการเริ่มฝึกตอนนี้หละมั้ง” เด็กชายกล่าวขึ้นก่อนจะค่อยๆจินตนาการถึงสายลมตามเวทย์พื้นฐานในหนังสือ แน่นอนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เราพลาดตรงไหนกันนะ? เราก็ทำตามหนังสือบอกแล้วหนิ” หลังจากฝึกอีกราวๆสิบกว่ารอบในที่สุดเขาก็ััได้ถึงสายลมเอื่อยๆแ่เบาเริ่มพัดรอบตัว ร่างเล็กดีใจ ในขณะที่สาวใช้ข้างกายดวงตาเบิกโพรง ร่างเล็กเริ่มจินตนาการถึงสายลมต่อครานี้ลมที่พัดแรงขึ้นอีกเล็กน้อยก่อน ร่างเล็กดีใจยิ่งรีดเค้นพลังออกมาแต่ทันใดนั้นอาการหน้ามืดก็เข้าแทรกโชคดีที่เขาออยู่บนเตียงร่างเล็กฟุบลงเบาะก่อนเมดส่วนตัวจะเร่งเข้ามาดูอาการ ก่อนจะวางใจว่าเป็เพียงอาการมานาต่ำชั่วคราวก็เท่านั้น
“นายน้อยช่างน่ากลัวยิ่งนัก”หญิงสาวกล่าวขึ้น สายลมที่เห็นนั้นเป็เวทย์ของเด็กชายไม่ผิดแน่ แม้จะกล่าวว่าสายลมอ่อนๆ แต่นี้เป็ครั้งแรกที่เขาใช้เวทย์มนต์นับว่าลมสายนั้นนับว่ารุนแรงไม่น้อยเลยทีเดียวราวกับผ่านการฝึกฝนแรมเดือน แถมตอนนี้นายน้อยของเขายังอายุเพียง1ขวบ ปกติเด็กจะเริ่มรับรู้เวทย์มนต์ได้ตอนอายุราว 6 ปี ถ้าเป็อัจฉริยะก็เริ่มััได้ั้แ่ 4-5 ขวบแต่ไม่เคยมีบันทึกว่าเด็กหนึ่งขวบสามารถทำแบบนี้ได้!!
.
.
.
แสงอาทิตย์สาดส่องบ่งบอกเวลายามเช้า ตอนนี้เวลาร่วงเลยมาหนึ่งเดือนแล้ว
เด็กชายตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ผิดวิสัยชนชั้นสูงที่ถ้าไม่มีเหตุก็คงจะตื่นก่อนเที่ยงเล็กน้อย แต่เด็กชายตื่นแต่เช้าตรู่มาเยี่ยงนี้เป็เวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้วั้แ่เขาเริ่มฝึกเวทย์มนต์เขาก็จะตื่นมาราวหกโมงเช้า ฝึกใช้เวทย์มนต์ด้วยเวทย์สายลมแล้วก็เวทย์สายน้ำ ซึ่งตอนนี้ข้างเตียงของเขามีถังน้ำเปล่าๆตั้งเอาไว้ เป็สิ่งที่เขาให้เมดสาวเตรียมไว้สำหรับการฝึกเวทสายน้ำ เขาตื่นมาเพื่อฝึกใช่เวทย์มนต์ราวหนึ่งชั่วโมงให้มานาหมดก่อนจะกลับไปนอนต่อจนเกือบเที่ยง หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จก็จะเข้าไปอ่านหนังสือต่างในห้องสมุด และก็จะฝึกอีกครั้งใน่ก่อนนอน กิจวัตรประจำวันของเขาราวกับไม่ใช่ ของเด็กน้อย แต่คล้ายกับชายหนุ่มผู้คลั่งไคล้การฝึกฝน
สายลมพัดรอบกาบเด็กชายราวกับกับกำแพงพายุหมุนนับว่ารุ่นแรงไม่น้อย จากนั้นก็กระจายลมไปรอบๆ ลองยกของต่างๆราวกับฝึกยกน้ำหนัก ในใจก็จินตนาการถึงการประยุกต์ใช้ ทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ “เราสามารถใช้สายลมััถึงสิ่งของได้ งั้นเราก็อาจจะใช้สายลมััถึงการเคลื่อนไหวรอบตัวได้” เด็กชายค่อยๆแผ่สายลมไปรอบทิศอย่างแ่เบา เพ่งสามาธิมาขึ้นเพื่อรับรู้ถึงวัตถุและการไหลผ่านของสายลม เด็กน้อยดีใจที่การทดลองประสบความสำเร็จ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวทย์ที่เขาใช้ตอนนี้เข้าแตะขอบข่ายเวทย์ระดับกลางได้แล้ว เด็กชายฝึกต่อเนื่องด้วยการใช้เวทย์พร้อมกันหลายอย่างนี้เป็อีกความสามารถที่เข้าขั้นบ้าบอไม่น้อยสำหรับเด็กน้อยที่ฝึกเพียงหนึ่งเดือน เพราะการใช้เวทย์มนต์พร้อมกันหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดาย จอมเวทย์ส่วนมากต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะใช้เวทย์หลายบทพร้อมกันได้ เพราะการใช้เวทหลายบทก็ต้องแยกระบบประสาทเหมือนเวลาที่เราตีกลองนั้นแหละ มันเลยเป็สิ่งที่ยากไม่น้อยเลย ยิ่งหลายบทก็ยิ่งใช้สมาธิเยอะตามไปด้วยและตอนนี้เด็กชายก็ใช้เวทกว่าเจ็ดบทเลยทีเดียว แม้ส่วนใหญ่จะเป็เวทย์ในเขตระดับต่ำแต่ก็มีสองบทในนั้นที่เป็ถึงเวทย์ระดับกลาง ผ่านไปร่วมชั่วโมงพลังเวทย์เขาจึงหมดลง
.
.
.
ในเวลาเดียวกัน ด้านใต้ของทะเลทรายไร้จุดจบเขตป่าใหญ่อันตรายที่ถูกเรียกว่าป่าทมิฬ
ชีวิตหนึ่งพึ่งเกิดขึ้นหลังจากตั้งท้องยาวนาน 13 เดือน ทารกน้อยขนาดตัวใหญ่กว่าเด็กธรรมดาไม่น้อย มีใบหูยาวดวงตาแดงฉานเป็ประกายราวกับเปลวเพลิง กลางหลังยังมีปีกเล็กๆลักษณะคล้ายปีค้างคาวแต่ดูหนาและแข็งแรงกว่าไม่น้อย จากนี้ไปนามของเ้าคือ ‘อะพอลโล่’ เอลฟ์สาวยิ้มอย่างอ่อนแรงจ้องมองลงไปยังบุตรชายตัวน้อยของเขา
.
.
.
ณ หนึ่งในสี่คาบสมุทร
เสียงคลื่นซัดสาดสู่ชายฝั่ง กลุ่มเด็กวัย 4-7 ปีกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ในกลุ่มนั้นเด็กสาวน้อยวัย 4 ปี กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนของเธออย่างสนุกสนาน ก๊อง! ก๊อง! ระฆังบอกเวาหกโมงเย็น “เราไปก่อนนะ เดี๋ยวซิสเตอ์จะดุเอา” สาวน้อยนามมาเรียกล่าวกับเพื่อนของเธอก่อนจะรีบวิ่งไปทางโบสถ์หลังเก่า
เธอไม่รู้เลยว่าวันนั้นจะเป็วันสุดท้ายที่เธอจะได้เล่นกับเด็กเ่าั้อย่างสนิทใจ