“งานแสวงหาประสบการณ์ครั้งนี้จะเน้นการล่าสัตว์ปีศาจเป็นหลักกลางวันออกล่าสัตว์ปีศาจ กลางคืนกลับค่าย ศิษย์ที่แสดงผลงานได้ดีในปฏิบัติการนี้จะได้รับคะแนนดาวห้าพันคะแนน...”
สิ้นคำจั่วม่อ เสียงอึงคะนึงเซ็งแซ่อย่างฮึกเหิมก็ดังลั่นไปทั้งค่าย
ห้าพันคะแนนดาวเป็นรางวัลที่ล่อใจไม่น้อยเลย
“การออกล่าสัตว์ปีศาจนั้นมีอันตรายแน่นอน ข้าจะเน้นย้ำสองสามข้อดังต่อไปนี้...”น้ำเสียงจั่วม่อจริงจังขึ้น ผู้คนรอฟังอย่างตั้งใจ
“ข้อแรก อย่ามุ่งลึกเข้าไปในเทือกเขา”
“ข้อสอง หากพบเจอสัตว์ปีศาจที่พลังแกร่งกว่าตนเอง ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้นให้รีบวิ่งหนี ถึงตอนนั้นก็จงร้องเรียกเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ กันให้รู้ด้วย แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้อาจดึงดูดสัตว์ปีศาจตัวอื่นให้ใกล้เข้ามาด้วยเหตุนี้ข้ากับอาจารย์ท่านอื่นจะคอยตรวจตราอยู่โดยรอบ หากโชคดีพวกเราจะไปช่วยพวกเจ้าได้ทันการ หากโชคไม่ดีก็ภาวนาให้ตัวเองยังพอมีโชคอยู่บ้าง...”
เพียงได้ยินดังนั้น พวกเขาก็เสียวสันหลังวาบ
เห็นทีการแสวงหาประสบการณ์ล่าปีศาจครานี้หากก้าวพลาดมีหวังได้อันตรายถึงชีวิต
พอเห็นศิษย์หน้าตาหวั่นวิตกชอบกลอาจารย์ชั้นสูงอีกคนอย่างหลัวซานก็หัวเราะ “ทุกคนอย่าได้กลัวกันจนเกินไปขอแค่ไม่เข้าไปถึงส่วนในของเทือกเขาก็ค่อนข้างปลอดภัยอยู่แล้วทุกคนยังสามารถจับกลุ่มกันล่าปีศาจได้ด้วย...”
จับกลุ่ม?
บรรดาศิษย์ตาเป็นประกายทันที
“หากจับกลุ่มกัน ข้าแนะนำว่าอย่าให้เกินสามหรือสี่คน”จั่วม่อกำชับเสียงเคร่ง
“เหตุใดกันขอรับอาจารย์จั่วม่อ มีสหายคอยดูแลกันจะไม่ดีกว่าหรือขอรับ?แถมรับประกันความปลอดภัยของพวกเราได้ด้วย” ศิษย์อีกคนถาม
“เพราะพวกเจ้ามาแสวงหาประสบการณ์ ไม่ใช่มาเที่ยวเล่น”
เสียงจั่วม่อเข้มงวดขึ้นทันควัน ศิษย์ทั้งหลายใจสั่น ต่างเงียบไม่เปล่งเสียงจั่วม่อว่าต่อ “เสาะหาประสบการณ์คืออะไร? คือการต่อสู้ให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมิใช่อาศัยเพื่อนคุ้มกะลาหัว เรื่องอื่นข้าจะไม่พูดให้มากความ พวกเจ้าย่อมตระหนักรู้กันได้เอง”
“ข้อสุดท้ายคือ นอกจากศิษย์สำนักดาราสวรรค์เราแล้ว ยังมีกลุ่มของสำนักอื่นมาฝึกประสบการณ์ที่นี่ด้วยหากพบเจอกับพวกเขาก็พยายามอย่ากระทบกระทั่งเป็นดีที่สุด”
“ขอรับ อาจารย์จั่วม่อ!”
...
หลังชี้แจงประเด็นสำคัญเสร็จแล้ว ทุกคนก็เริ่มกางกระโจมกัน
ล่วงเข้ายามตะวันรอน อาจารย์ซีหลานถึงกลับมา
บรรดาศิษย์ตื่นเต้นเล็กน้อย จึงเริ่มพักผ่อนกันแต่หัวค่ำเพราะวาดหวังไว้ปฏิบัติการล่าสัตว์ปีศาจในวันพรุ่งนี้ต้องอาศัยประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม
…
อรุณรุ่งวันที่สอง!
ยามแสงแรกแห่งทิวาสาดส่องลงมา แตรสัญญาณบอกเวลาเช้าก็ดังขึ้น
เหล่าศิษย์สำนักดาราสวรรค์ต่างกระชุ่มกระชวยเช่นวัยรุ่นบุกตะลุยเข้าป่าไม้อันกว้างใหญ่แห่งเทือกเขาสระสวรรค์ประดุจนักรบผู้กระหายสงคราม
“ฉู่เหิน พวกเราตั้งกลุ่มกันดีกว่า!” มู่เฟิงเสนอ
ฉู่เหินอยากปฏิเสธ แต่พอคิดถึงฮ่าวจึที่มีพลังแค่ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าแล้วก็ยอมรับปากก่อนชั่วคราว
ทันทีที่พวกเขาเข้าไปถึงพงไพรแห่งเทือกเขาสระสวรรค์ก็ได้พบพานกับสัตว์ปีศาจอำมหิตดุร้ายหน้าตาประหลาดมากมาย
มาตรแม้นเป็นเพียงเขตรอบนอกแต่ก็พอจะพบเห็นมหาปีศาจขั้นหนึ่งขั้นสองได้มากแล้ว พวกมันมีพลังเทียบเท่าจอมยุทธ์ระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งและสอง
จึงย่อมเป็นภัยคุกคามพอตัวสำหรับศิษย์ที่มีพลังเพียงระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า
“ลุยเลย...”
คนสำนักดาราสวรรค์ฮึกเหิมเต็มเปี่ยมต่างคนต่างชักอาวุธสารพัดออกมาโรมรันพันตูกับสัตว์ปีศาจ หลังสังหารสัตว์ปีศาจสำเร็จก็ล้วงเอาแก่นของมันออกมา
ส่วนลึกของไพรสณฑ์ดวงตาของร่างสีดำที่เร้นกายในเงามืดมองดูความเคลื่อนไหวอย่างเยียบเย็น
คนเหล่านี้บ้างเป็นกองกำลังไล่ล่าสัตว์ปีศาจเพื่อหาเลี้ยงชีพ บ้างก็เป็นโจรถ่อยที่มีดดาบอาบเลือด
“ฮะ ที่แท้ก็พวกผีน้อยนี่เอง”
“ช่างมัน ที่ตรงนี้ให้พวกมันไปก็แล้วกัน”
...
อำนาจของสำนักยุทธขั้นสูงในนครหลวงนับว่าเป็นที่หวาดระแวงของคนสามลัทธิเก้าอาชีพเหล่านี้
ต่อให้เป็นจอมโจรที่เข่นฆ่าคนมาล้นฟ้า ก็ไม่อาจโง่งมถึงขั้นลงไม้ลงมือกับ ‘ลูกแกะ’ พวกนี้ เป็นใครก็คงนึกออกว่าพาคนตั้งมากมายมาถึงนี่พลังของอาจารย์ผู้นำกลุ่มต้องแข็งแกร่งเป็นแน่แท้
เพียงพริบตา สามวันก็ผ่านพ้นไป
หนุ่มสาวไม่น้อยที่ผ่านการเข่นฆ่าในป่านี้มาสามวันบุคลิกเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว
ยุวชนที่ดูช่างอ่อนแอเปราะบางหลังผ่านการห้ำหั่นนองเลือดและความเป็นความตายมาต่างก็มีสติปัญญาและความอดทนที่มากขึ้นเป็นลำดับ
อาจารย์ซีหลานเบาใจได้ตรงที่ยังไม่มีเหตุการณ์ศิษย์ล้มตายในสามวันนี้เลย
แต่กระนั้นคนบาดเจ็บกลับมีมากมายลำพังแค่วันแรกก็มีศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเกือบร้อยคนจวบจนวันที่สามก็มีผู้บาดเจ็บไปเกือบครึ่งจากทั้งหมดทีเดียว
ในเมื่อส่วนใหญ่ยังเป็นลูกนกเพิ่งหัดบินย่อมจะหลบลี้หนีบาดแผลไม่ได้เป็นธรรมดา
แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นศิษย์ส่วนใหญ่ก็เริ่มดื่มด่ำความหฤหรรษ์ของการเปิดศึกต่อสู้กับสัตว์ปีศาจแล้วเหมือนกันโดยเฉพาะเมื่อโค่นล้มสัตว์ปีศาจได้สำเร็จความรู้สึกที่ทำสำเร็จนั้นยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้
...
ปึ้ง!
ห้วงเวลานี้ ฉู่เหินกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจที่รูปร่างเหมือนเสือดาวแต่สูงกว่าสามเมตรที่น่าตกใจคือ สัตว์ปีศาจตนนี้มีสามตา มันมีตาแนวนอนอีกข้างอยู่กลางหน้าผาก
เสือดาวคะนองสามตา มหาปีศาจขั้นสี่!
สัตว์ปีศาจตนนี้ไม่เพียงรวดเร็วยิ่งยวดตาที่สามของมันยังพ่นพลังสายฟ้าออกมาได้ เป็นสัตว์ปีศาจที่อันตรายมากทีเดียว
กระนั้น ฉู่เหินก็มิได้นำพา
ฉู่เหินที่อาศัยยาเร้นหยวนช่วยบรรลุระดับเชื่อมหยวนขั้นสี่มาแล้วเหมาะสมจะต่อกรกับคู่ต่อสู้อย่างเสือดาวคะนองสามตาเป็นที่สุด
ฉู่เหินออกเดินทางคนเดียวมาตั้งแต่เช้าวันนี้
ในเมื่อพลังเช่นเขาย่อมไม่รู้สึกท้าทายเวลาต่อสู้กับมหาปีศาจขั้นหนึ่งหรือสองเลย
มู่เฟิงและฮ่าวจึเองก็ไม่ได้ขอร่วมทางมากับฉู่เหินด้วย
ตูม!
ฉู่เหินถือหอกพิชิตมารไว้ในมือ ปลายหอกคมกริบปะทะเข้ากับกรงเล็บของเสือดาวคะนองสามตาไม่หยุดประกายไฟแล่นแปลบ พลังล่องลอยแข็งกร้าว ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งถูกตัดขาดเป็นสองท่อน
แม้เสือดาวคะนองสามตาจะบุกรวดเร็วว่องไวปานใด แต่ฉู่เหินก็ยังคงสุขุมนุ่มลึกหอกเปลี่ยนจากความเผด็จการในยามปกติมาเป็นปราดเปรียวปรับตัวรุกและรับได้อย่างอิสระ
นี่คือแนวทางการบุกโจมตีของหอกพิชิตมารสะท้านวิญญา
ฉู่เหินได้เริ่มศึกษาเพลงหอกที่ผู้อาวุโสฟางปู้ฝานทิ้งไว้ให้มาหลายวันแล้ว
เพลงหอกของหอกปีศาจฟางปู้ฝานนั้นเลื่องชื่อลือชาในเรื่องความโลดแล่นมีชีวิตชีวาออกท่าไม่คาดฝัน บรรยายการบุกโจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ทำให้ฉู่เหินนึกอัศจรรย์ใจเป็นอันมาก
ฉัวะ!
แสงหอกวูบวาบ สันหลังของเสือดาวคะนองสามตามีแผลโชกเลือดเพิ่มมาอีกหนึ่ง
“กรร...”
เสียงคำรามโกรธเกรี้ยวสะท้อนจากปากของมันเผ่าพันธุ์มนุษย์น่ารังเกียจเหมือนจะเริ่มเห็นมันเป็นเป้าทดลองฝึกทำให้มันโกรธจัดอย่างมาก
แม้เสือดาวคะนองสามตาจะมีสติปัญญาไม่มาก แต่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตราย
มนุษย์น่ารังเกียจผู้นี้ส่งสัญญาณอันตรายอย่างสุดขั้ว ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปต้องตายด้วยน้ำมือมันแน่เสือดาวคะนองสามตาที่คลุ้มคลั่งรวบรวมพลังปีศาจอันดุร้ายบ้าคลั่งยิ่งยวด
ชั่วพริบตานั้น ดวงตาแนวนอนกลางหน้าผากของมันก็ปลดปล่อยแสงเงินแสบตา เสียง ‘แซ่ดๆ’ ดังขึ้น แสงแห่งสายฟ้าที่คึกคะนองราวกับลูกอสนีบาตเรืองรองตรงหน้าผาก
“คลั่งอะไรเล่า?” ฉู่เหินเพ่งมองมุมปากยกเป็นยิ้มบางแสนนิ่ง
“เหมาะจะลองอานุภาพหอกพิชิตมารสะท้านวิญญาของข้าพอดี...”
………………………….