เมื่อวู่เทียนหลาง ธงหยวนไท่ และ ฟางเฟิงหลิน กลับมาหาห่าวหราน พวกเขาวางบันทึกเล่มใหญ่ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดมันออกจากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปีก่อนให้ห่าวหรานฟัง...
17 ปีก่อน ณ ดินแดนทางตะวันออกอันไกลแสนไกล ได้มีข่าวว่าใครบางคนได้ค้นพบกระบี่ล้ำค่าที่สูญหายไปนาน และได้นำมาถวายแด่องค์จักรพรรดิของอาณาจักรแห่งหนึ่ง ว่ากันว่ากระบี่เล่มนี้คือกุญแจที่จะใช้เปิดถ้ำโบราณ ซึ่งภายในนั้นมีทรัพย์สมบัติมากมายที่ไม่อาจจะจินตนาการได้ แถมยังมี 1 ใน 6 สุดยอดเคล็ดวิชา สัตว์อสูรเทวะเก็บซ่อนอยู่...
องค์จักรพรรดิทรงพึงพอพระทัยเป็นอย่างที่ได้ครอบครองกระบี่วิเศษ ทว่า...ของชิ้นนี้ก็มิได้อันใดกับดอกไม้งามที่ส่งกลิ่นหอมหวลเชื้อเชิญให้เหล่าแมลงตัวอื่นบินเข้ามาแย่งชิงน้ำหวาน
อาณาจักรน้อยใหญ่ใกล้เคียงเมื่อทราบเรื่อง พวกเขาต่างก็จัดกองทัพมาบุกอาณาจักรแห่งนี้เพื่อแย่งชิงกระบี่ อย่าว่าสามัญชนเลย พวกชาวยุทธหลายคน รวมไปถึงพวกพรรคมารก็หมายตามันเช่นกัน ดังนั้นเมื่อ 17 ปีก่อนแผ่นดินจึงลุกเป็นไฟเพียงเพราะกระบี่แค่เล่มเดียว ทุกพื้นที่นองไปด้วยเลือด ก่อนที่สุดท้ายกระบี่เล่มนี้จะหายสาบสูญไป จนทุกอย่างจึงยุติลง...
“ที่แท้มันมีความลับซุกซ่อนอยู่นี่เอง มิน่าเล่าผู้อาวุโสหลันถึงได้มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นนั้น นี่ข้าทำสิ่งใดลงไปกัน แล้วทำไมผู้อาวุโสซือจึงมอบมันให้ข้า” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางตื่นตกใจ ก่อนที่ใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอยู่หลายส่วน ที่ตนเองอาจจะเป็นต้นเหตุนำมาซึ่งเรื่องเลวร้ายเหมือนเมื่อสิบเจ็ดปีทีแล้ว ทว่า...ในยามนั้นวู่เทียนหลางก็ได้เอ่ยขึ้นว่า
“ห่าวหรานเอย เจ้าจงอย่าได้โทษตนเอง หรือวิตกกังวลไป ใช่ว่ามีกระบี่แล้วจะหาถ้ำที่ว่าเจอ”
“หมายความว่าอย่างไรขอรับ”
“อย่างที่บันทึกบอก ว่ากระบี่เป็นเพียงแค่กุญแจเท่านั้น ส่วนแผนที่ที่จะนำไปสู่ถ้ำยังคงเป็นปริศนา แต่บ้างก็ว่าแผนที่อาจซ่อนอยู่ในกระบี่ บ้างก็ว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมกระบี่จะเผยความลับของเส้นทางออกมาเอง ข้าไม่คิดหรอกนะ ว่าฟ้าดินจะลิขิตให้หลันอวี้ค้นหามันเจอ และอีกอย่างคนอย่างเขาก็มิได้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดพอจะแก้ปริศนาได้ด้วย เจ้าวางใจเถิด”
พอห่าวหรานได้ฟังคำของวู่เทียนหลางมันจึงรู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังไม่หายข้องใจจึงเอ่ยถามวู่เทียนหลางต่อ
“ได้ฟังคำของท่านเจ้าสำนักข้าก็สบายใจขึ้น ทว่า...ก็ยังมีเรื่องค้างคาอยู่”
“เรื่องอันใดหรือห่าวหราน”
“ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสซือจึงมอบกระบี่เล่มนี้ให้ข้า และท่านเองก็น่าจะทราบมิใช่หรือว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบนแผ่นดิน” วู่เทียนหลางได้ฟังจึงพยักหน้าก่อนตอบ “ย่อมทราบดี” จากนั้นเขาจึงอธิบายถึงเหตุผลที่ซือคงอี้หวงทำเช่นนั้น
“เหตุผลแรก เพราะพวกพรรคมารเริ่มสืบจนรู้แล้วว่า กระบี่ฟ้าเมฆาม่วงเก็บอยู่ที่ใด ซือคงอี้หวงคงเกรงว่าภัยจะมาถึงเผ่าวารนอัคคีในไม่ช้า และในเมื่อ มิอาจเก็บซ่อนไว้ได้อีก จึงให้เจ้านำกลับมา ส่วนเหตุผลข้อที่สอง...”
วู่เทียนหลางนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ซึ่งห่าวหรานก็ขมวดคิ้วด้วยท่าทางสงสัยใคร่รู้
“เหตุผลที่สองก็คือ ซือคงอี้หวงนั้นไม่ใช่เผ่ามนุษย์ เพราะบิดา มารดาของเขาเป็นเผ่าอมนุษย์มังกรวารี ดังนั้น ก็ไม่แปลกหากเขาจะเลือกเขาข้างเผ่าสัตว์อสูรมากกว่าเผ่ามนุษย์...”
“ผู้อาวุโสซือมิใช่เผ่ามนุษย์กระนั้นรึ...!!” ห่าวหรานดวงตาเบิกกว้างก่อนจะอุทานออกมาด้วยท่าทางตกใจ จากนั้นมันก็พลันนึกถึงเพลงหมัดที่ได้รับการถ่ายทอดมา
“ที่แท้เพลงหมัดชุดนั้นหาใช่สิ่งจะพบได้จากเคล็ดวิชาทั่วไป แต่เป็นวิชาจำเพาะของเผ่าอมนุษย์มังกรวารีนี่เอง”
วู่เทียนหลางเห็นห่าวหรานนิ่งเงียบไปจึงเอ่ยถามขึ้น
“เจ้ามีอะไรรึเปล่าห่าวหราน”
“ไม่มีขอรับท่านเจ้าสำนักข้าเพียงคิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“งั้นรึ เอาล่ะ ๆ ก็อย่างที่ข้าบอกไปนั่นแหละนะ เจ้าจงอย่าได้โทษตัวเอง ทุกอย่างฟ้าดินลิขิตไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องการแก่งแย่งชิงดีก็เกิดขึ้นเป็นประจำทุกยุคทุกสมัย ดีซะอีก ที่พรรคมารจะได้ไม่มาวุ่นวายกับพวกเราหรือคนอื่น ๆ เพราะมันคงไปวุ่นวายกับสำนักกระบี่พิรุณทองอีกนานโขทีเดียว”
“แล้วคนพวกนั้นจะไม่เป็นไรหรือขอรับ” ห่าวหรานเอ่ยถามต่อ
“ไม่เป็นหรอกห่าวหราน สำนักกระบี่พิรุณทองนั้นไม่ธรรมดา มียอดฝีมือมากมาย แถมเก้าเพลงกระบี่พิรุณทองพิชิตสวรรค์ก็ร้ายกาจไม่เป็นสองรองใคร หลันอวี้เองก็เป็นนักสู้ระดับสูง คงยากนักที่พรรคมารจะโค่นลงได้ แถมตัวหลันอวี้เองยังมีสำนักชาวยุทธที่เป็นพันธมิตรอีกมากมาย ไม่ว่าที่มีคุณธรรม หรือ พวกใต้ดิน รวมไปถึงเส้นสายในราชสำนัก บางทีนะข้าว่าซือคงอี้หวงคำนวณไว้อาจจะเป็นเช่นนี้ก็ได้ ให้กระบี่อยู่กับผู้โง่เขลาแต่แข็งแกร่งย่อมปลอดภัย”
พอทุกคนได้ยินวู่เทียนหลางเอ่ยคำว่า ‘โง่เขลา’ ก็ต่างพากันอมยิ้ม และกลั้นหัวร่อกันเป็นการใหญ่
“ท่านเจ้าสำนักกล่าวได้ถูกใจข้านัก มีอย่างที่ไหนมาขอให้ตีกระบี่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แถมยังทำมิใช่ง่าย แบบนี้มันจงใจกลั่นแกล้งกันชัด ๆ” ธงหยวนไท่ทำท่าทำทางฮึดฮัดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เรื่องนั้นข้าทราบดีอยู่แล้ว แต่จะให้บอกปัดไปตั้งแต่แรกก็ทำมิได้ หากทำเช่นนั้นหลันอวี้ก็จะยิ่งดูถูกดูแคลนพวกเราหนักกว่าเดิม”
“ก็จริงของท่านเจ้าสำนัก”
ห่าวหรานที่ยืนฟังก็ได้แต่เกิดคำถามอยู่ในใจว่า ระหว่างวู่เทียนหลาง กับหลันอวี้เคยมีเรื่องบาดหมางในอดีตอันใดกันแน่ แต่ก็เพียงแค่คิดมิกล้าเอ่ยถามออกมาตรง ๆ เพราะกลัวจะเสียมารยาท
“เอาล่ะ จบเรื่องแล้ว วันนี้ช่างหนักหน่วงเหลือเกินเห็นทีคงต้องออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินข้างนอกเสียหน่อย” วู่เทียนหลางแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข ทว่า...ธงหยวนไท่ กับฟางเฟิงหลินนั้นกลับมีสีหน้าตรงกันข้าม
“ท่านเจ้าสำนักจะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือเจ้าคะ ข้ารู้มาว่าท่านพึ่งจะออกไปเมื่อไม่นานนี่เอง”
“ก็จริงของเจ้าเฟิงหลิน แต่จะออกไปอีกสักครั้งจะเป็นไร หากเจ้าไม่อยากไป ข้าก็มิได้บังคับนะแต่...”
“แต่อันใดเจ้าคะ”
“แต่ธงหยวนไท่ ต้องไปกับข้านี่คือคำสั่งของเจ้าสำนัก อ้อ ห่าวหรานเจ้าด้วย เจ้าต้องเล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนไปหาศิลาดำ”
วู่เทียนหลางใช้อำนาจของความเป็นเจ้าสำนักออกคำสั่งให้ธงหยวนไท่ และห่าวหร่านออกไปข้างกับตัวเขา ดังนั้นสองคนนี้จึงมิอาจขัดขืนได้ ส่วนฟางเฟิงหลินก็ได้แต่เอามือกุมขมับ ก่อนจะหยิบบันทึก เดินกลับไปเก็บไว้ในห้องอักษรต้องห้ามตามเดิม...
จบบทที่ 43