จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 44.1: บัณฑิตหนุ่มกับอาจารย์หญิงผู้เย็นชา

    ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังหอตำราของสำนักศึกษาหลวง ร่างของบัณฑิตหนุ่มในชุดสีขาวสะอาดตายังคงนั่งนิ่งดุจรูปปั้น หลินเฟิงในร่างจำแลงของ "หลินอวี่" จงใจเลือกทำเลที่นั่งใกล้หน้าต่างที่อาจารย์หญิง หลินหลาน มักจะเดินผ่านในการตรวจตราความเรียบร้อยยามค่ำคืน

     

    แสงเทียนสลัวขับเน้นใบหน้าที่ดูซูบผอมแต่หล่อเหลาคมคาย ใบหน้าที่เขาปั้นแต่งขึ้นมาด้วยเวทมนตร์จำแลงนั้นมีเส้นสายที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็งซ่อนเร้น คิ้วเรียวยาวราวกับใบมีดที่ลากผ่านกระดาษ ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจบ่อน้ำใสในป่าลึก แววตาของเขาที่จดจ้องอยู่บนตัวอักษรนั้นไม่ได้มีความเหนื่อยหน่ายแม้แต่น้อย แต่มันกลับส่องประกายแห่งความมุ่งมั่นที่แรงกล้าจนน่าประหลาดใจ

     

    หลินเฟิงค่อยๆ พลิกหน้าตำราด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง นิ้วมือเรียวยาวของเขาเลื่อนไปตามบรรทัดตัวอักษรอย่างช้าๆ เขาจงใจทำให้การอ่านของตนดูเหมือนการดูดซับความรู้อย่างกระหายกระหาย ทุกครั้งที่เขาพบข้อความที่ซับซ้อน เขาจะขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอียงศีรษะไปด้านข้าง แสดงออกถึงความพยายามที่จะทำความเข้าใจ

     

    เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก หลินเฟิงยิ้มในใจแต่ยังคงแสร้งทำเป็นจดจ่ออยู่กับตำรา เขาจงใจทำให้ลมหายใจของตนหนักขึ้นเล็กน้อย เพื่อแสดงถึงความเหนื่อยล้าจากการอ่านหนังสือมาทั้งคืน

     




    หลินหลาน อาจารย์หญิงผู้มีใบหน้าเรียบเฉยดุจน้ำแข็งขั้วโลก มักจะหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ทุกครั้งที่เดินผ่านหอตำรา นางสวมชุดสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม ผมยาวสีดำขลับถูกมัดเป็นมวยเรียบร้อย ใบหน้าของนางงดงามแต่เย็นชาราวกับดอกบัวที่บานในสระน้ำแข็ง

     

    นางลอบสังเกตบัณฑิตหนุ่มผู้นี้มานานนับเดือน ตั้งแต่วันแรกที่หลินอวี่เข้ามาศึกษาในสำนักศึกษาหลวง นางก็สังเกตเห็นความแตกต่างของเขาจากบัณฑิตคนอื่นๆ ในสายตาของนาง หลินอวี่ดูเป็นชายหนุ่มที่บอบบางจนแทบจะปลิวไปตามลม ร่างกายเรียวบางของเขาดูเหมือนจะหักได้ด้วยแรงลมเพียงเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนางเพื่อถามคำถามที่ลึกซึ้ง แววตาคู่นั้นกลับมีความเข้มแข็งที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง

     

    นางจำได้ว่าในสัปดาห์แรกที่เขาเข้ามา เขาเคยถามคำถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของการฝึกวิทยายุทธ์ที่ทำให้นางต้องหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคำถามนั้นยาก แต่เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสิ่งที่เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้ เขาไม่ได้ถามเพื่อแสดงความรู้ แต่ถามเพื่อที่จะเข้าใจอย่างแท้จริง

     

    "เจ้ายังไม่กลับไปพักผ่อนอีกหรือ หลินอวี่?" เสียงเย็นชาของนางเอ่ยถามขึ้นในคืนหนึ่ง เมื่อนางเห็นเขานั่งอ่านหนังสือจนดึกดื่น

     

    หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับคนที่กำลังตื่นจากการจดจ่อ เขายิ้มอย่างอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความแน่วแน่ แววตาของเขาส่องประกายในแสงเทียนที่สลัว "ท่านอาจารย์..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่มั่นคง "ข้ายังรู้สึกว่าความรู้ที่ข้ามีนั้นยังน้อยนิดนัก"

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย มองไปยังตำราที่กางอยู่ตรงหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองนางอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ "หากข้าไม่ขยันมากกว่าผู้อื่น ข้าจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร? ข้าไม่อยากเป็นเพียงคนที่เดินตามหลังใคร ข้าอยากเป็นคนที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเอง"

     

    คำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของเขาด้วยความจริงใจที่แทบจะจับต้องได้ แม้ว่าหลินเฟิงจะรู้ว่าตนกำลังแสดงบทบาท แต่ในส่วนลึกของจิตใจ คำพูดเหล่านี้ก็มีความหมายอย่างแท้จริง เขาต้องการพลัง เขาต้องการความแข็งแกร่ง และเขาต้องการครอบครองทุกสิ่งที่เขาปรารถนา

     

    คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่เย็นชาของหลินหลานสั่นไหวเล็กน้อย นางเริ่มมองเห็นความ 'แข็งแกร่ง' ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความ 'อ่อนแอ' นั้น ในสายตาของนาง หลินอวี่เป็นเหมือนเพชรดิบที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน หากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง เขาอาจจะกลายเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ได้

     

    "ความมุ่งมั่นของเจ้า... น่าชื่นชม" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลงเล็กน้อย "แต่เจ้าก็ต้องดูแลร่างกายของตนด้วย การอ่านหนังสือจนดึกดื่นทุกคืนจะทำให้เจ้าเสียสุขภาพ"

     

    หลินเฟิงก้มหน้าลงเล็กน้อย แสดงออกถึงความเคารพ "ข้าขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง แต่ข้ารู้สึกว่าเวลาของข้ามีจำกัด ข้าต้องใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า"

     

    นางมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ในใจของนางเริ่มเกิดความรู้สึกที่แปลกใหม่ ความชื่นชมที่มีต่อความมุ่งมั่นของเขา และความเอ็นดูต่อความพยายามที่ไม่เคยย่อท้อ

     

    จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง หลินหลานที่กำลังเดินจงกรมอยู่ในสวนลับใกล้กำแพงสำนักศึกษา นางมักจะมาที่นี่เพื่อหาความสงบและใคร่ครวญในเรื่องต่างๆ สวนแห่งนี้เป็นที่ลับตาคน มีเพียงต้นไผ่และดอกเหมยที่บานเบิกอยู่เป็นเพื่อน เสียงใสของลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านสวนแห่งนี้เป็นที่ลับตาคน มีเพียงต้นไผ่และดอกเหมยที่บานเบิกอยู่เป็นเพื่อน เสียงใสของลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านใต้สะพานหินช่วยทำให้จิตใจสงบ นางแอบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตรอกด้านนอกผ่านรอยแยกของกำแพง

     

    ในตรอกแคบๆ ที่มีแสงแดดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย หลินอวี่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มอันธพาลห้าหกคนที่กำลังรุมทำร้ายเด็กยากจนที่ขโมยซาลาเปาไปเพียงลูกเดียว เด็กน้อยคนนั้นดูอายุไม่เกินสิบขวบ ร่างกายผอมแห้งจนเห็นกระดูกซี่โครง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและน้ำตา

     

    "ไอ้หนู! กล้าขโมยของกูอีกเหรอ!" หัวหน้าอันธพาลคนหนึ่งตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง มือถือไม้เท้าหนาๆ พร้อมจะฟาดลงไป

     

    "หยุดเดี๋ยวนี้!" หลินเฟิงตะโกนขึ้นด้วยเสียงที่ดังกึ่งกังวาน เขาก้าวเข้าไปในตรอกด้วยท่าทางที่มั่นคงแต่ไม่ดูเป็นนักสู้

     

    อันธพาลทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน หัวหน้าอันธพาลเลิกคิ้วขึ้น "ไอ้หนุ่มหน้าใส! มึงจะมาจัดการอะไรกูเหรอ? รีบไสหัวไปซะ ไม่งั้นจะได้รับเคราะห์เอา!"

     

    หลินเฟิงไม่ยอมถอย เขาเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น "เด็กคนนี้เขาแค่หิว การขโมยอาหารเพื่อความอยู่รอดไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกทำร้ายร่างกายขนาดนี้ ปล่อยเขาไปเถอะ"

     

    "ไอ้สัส! มึงจะมาสั่งกูเหรอ!" หัวหน้าอันธพาลโมโหจัด เขาวิ่งเข้าใส่หลินเฟิงด้วยไม้เท้าในมือ

     

    สิ่งที่หลินหลานเห็นไม่ใช่บัณฑิตที่ขี้ขลาด แต่เป็นชายหนุ่มที่พุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความกล้าหาญ หลินเฟิงจงใจแสดงออกถึงทักษะการต่อสู้ที่ดูเหมือนคนไม่เคยฝึกฝนอย่างเป็นระบบ แต่กลับมีความเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งอย่างน่าทึ่ง

     

    เขาหลบไม้เท้าที่ฟาดมาด้วยการก้มตัวลงและหมุนตัวไปด้านข้าง จากนั้นใช้ข้อศอกกระแทกเข้าที่ท้องของหัวหน้าอันธพาลจนเขาโค่นล้มลง การเคลื่อนไหวของหลินเฟิงดูไม่เป็นระบบแต่มีประสิทธิภาพ เหมือนคนที่พึ่งพาสัญชาตญาณและความกล้าหาญมากกว่าเทคนิค

     

    อันธพาลคนที่สองวิ่งเข้ามาด้วยกำปั้น หลินเฟิงรับหมัดด้วยแขนข้างหนึ่งแล้วใช้มืออีกข้างต่อยเข้าที่หน้าอกจนเขาเซถอยหลัง เขาใช้ร่างกายที่ดูบอบบางรับหมัดและเท้าแทนเด็กน้อยคนนั้น ท่าทางของเขาดูแข็งแกร่งกว่าที่หลินหลานคิดไว้มาก

     

    "เด็กน้อย! วิ่งไปซะ!" หลินเฟิงตะโกนใส่เด็กน้อยขณะที่เขากำลังต่อสู้

     

    เด็กน้อยลุกขึ้นวิ่งหนีไป แต่ก่อนจะหายไปเขาหันกลับมาตะโกน "ขอบคุณพี่ชาย! ขอบคุณมาก!"

     

    หลินเฟิงยิ้มให้เด็กน้อยแม้ในขณะที่เขากำลังต่อสู้ เขาสามารถล้มอันธพาลไปได้ถึงสองคนด้วยมือเปล่า แสดงให้เห็นว่าแม้จะไม่ได้ฝึกฝนอย่างเป็นระบบ แต่เขาก็มีพลังและความกล้าหาญที่น่าประทับใจ

     

    แต่เมื่อถูกรุมล้อมด้วยจำนวนคนที่มากกว่าและอาวุธในมือ หลินเฟิงก็เริ่ม 'แกล้ง' เพลี่ยงพล้ำ อันธพาลคนที่สามและสี่ถือมีดสั้นๆ เข้ามาจากสองด้าน หลินเฟิงพยายามหลบแต่ก็โดนมีดเฉียดแขนจนเลือดไหล

     

    "อ๊าก!" เขาร้องเสียงดังเมื่อถูกเตะเข้าที่ข้างลำตัว ร่างของเขาเซถอยหลังไปกระแทกกำแพง

     

    อันธพาลที่เหลือล้อมรอบเขา "ไอ้หนุ่มหน้าใส! คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เหรอ! วันนี้จะให้มึงรู้จักกับความเจ็บปวด!"

     

    หลินหลานที่แอบดูอยู่รู้สึกถึงความร้อนรุ่มในอก นางเห็นหลินอวี่ถูกเตะจนล้มลงแต่เขาก็ยังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา เลือดไหลจากมุมปากและแขนของเขา แต่แววตาของเขาในยามนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องความถูกต้องเท่านั้น

     

    "เจ้าพวกนี้... การรังแกคนที่อ่อนแอกว่า... ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายที่แท้จริงควรทำ..." หลินเฟิงพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง แต่ยังคงมีความแน่วแน่

     

    อันธพาลหัวหน้าที่ลุกขึ้นมาได้แล้วโกรธจัด "ไอ้สัส! ยังจะมาสอนกูอีกเหรอ!" เขายกไม้เท้าขึ้นเตรียมจะฟาดลงไปที่หัวของหลินเฟิง

     

    "หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงเย็นชาที่เต็มไปด้วยอำนาจดังกึ่งกังวาน

     

    หลินหลานทนดูต่อไปไม่ได้ นางพุ่งตัวข้ามกำแพงลงมาดุจเทพธิดาหิมะ ชุดสีน้ำเงินของนางปลิวไสวในอากาศ ผมยาวสีดำโบกสะบัดราวกับเมฆดำที่ปกคลุมท้องฟ้า พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างกายของนางเย็นเฉียบจนอากาศรอบๆ เริ่มเกิดน้ำแข็งเล็กๆ ลอยอยู่

     

    พลังที่น่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้พวกอันธพาลถึงกับเข่าอ่อนและวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต พวกเขารู้ดีว่าคนที่มีพลังปราณระดับนี้ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะเอาชนะได้

     

    "วิ่งเร็ว! นี่มันอาจารย์ของสำนักศึกษาหลวง!" หนึ่งในพวกอันธพาลตะโกนขณะวิ่งหนี

     

    ในพริบตา ตรอกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายก็กลับมาเงียบสงบ มีเพียงหลินเฟิงที่นอนอยู่บนพื้นด้วยร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล

     

    นางรีบเข้าไปประคองหลินเฟิงที่แสร้งทำเป็นบาดเจ็บหนัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลแต่ดวงตายังคงส่องประกายเจิดจ้า เมื่อนางโน้มตัวลงมาประคองเขา กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยจากตัวนางทำให้หลินเฟิงรู้สึกถึงความใกล้ชิด

     

    "ท่านอาจารย์..." เขาเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนแอ "ข้าขอโทษ... ที่ข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ... ข้าไม่สามารถปกป้องเด็กน้อยคนนั้นได้อย่างสมบูรณ์..."

     

    หลินหลานมองดูชายหนุ่มในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่สับสน ใจของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางเห็นความเข้มแข็งในจิตใจของเขาที่ยิ่งใหญ่กว่าร่างกายที่บอบบางนี้หลายเท่า ความกล้าหาญที่เขาแสดงออกมาทำให้นางรู้สึกถึงความชื่นชมอย่างลึกซึ้ง

     

    "เจ้าทำได้ดีมากแล้ว หลินอวี่..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าที่เคย "เจ้ามีความเข้มแข็งที่คนที่มีพลังยุทธ์สูงส่งบางคนยังไม่มีด้วยซ้ำ ความกล้าหาญในการปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า... นั่นคือคุณธรรมที่หาได้ยากที่สุด"

     

    หลินเฟิงคว้าชายเสื้อของนางไว้แน่นด้วยมือที่สั่นเทา แววตาที่มุ่งมั่นของเขาสบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาของนาง "ท่านอาจารย์... ได้โปรดสอนข้า... ข้าไม่อยากให้ความเข้มแข็งของข้ามีเพียงแค่ในใจ ข้าอยากให้ร่างกายนี้แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องสิ่งที่ข้ารักได้จริงๆ"

     

    หลินหลานนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นางมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเขา เห็นเลือดที่ยังคงไหลจากบาดแผล แต่ดวงตาของเขากลับส่องแสงที่แข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง ความเย็นชาในดวงตาของนางเริ่มละลายหายไป แทนที่ด้วยความชื่นชมและเอ็นดู

     

    นางหยุดพักครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจ "ก็ได้ ข้าจะสอนเจ้า แต่เจ้าต้องมาพบข้าที่ลานฝึกหลังสำนักศึกษาตั้งแต่ยามโฉ่ว (ตี 1) ก่อนที่ใครจะตื่นขึ้นมา การฝึกฝนจะหนักหนาสาหัส และข้าจะไม่ผ่อนปรนให้เจ้าเลย"

     

    หลินเฟิงก้มหน้าลงเพื่อซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่แสนหวาน "ขอบพระคุณท่านอาจารย์... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าสัญญาว่าจะเป็นศิษย์ที่ดีที่สุดของท่าน"

     

    ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามโฉ่ว ลานฝึกหลังสำนักศึกษาหลวงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ ที่พัดพาความหนาวเหน็บมาสัมผัสผิวพรรณ ดวงจันทร์ส่องแสงสีเงินลงมายังพื้นหินที่เรียบเนียน สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและเงียบสงัด

     

    หลินหลานยืนตระหง่านอยู่ในชุดฝึกสีขาวรัดกุม ผ้าไหมเนื้อดีที่ตัดเย็บให้พอดีกับสัดส่วนร่างกายที่สมส่วน ดวงตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของนางจดจ้องไปยังร่างของหลินอวี่ที่กำลังพยายามร่ายรำท่าพื้นฐานอย่างสุดกำลัง

     

    แม้ท่วงท่าของเขาจะดูติดขัดและไม่ต่อเนื่อง แต่นางกลับเห็นความพยายามที่แรงกล้าผ่านหยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม เสื้อผ้าของเขาเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้อากาศจะเย็น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ไม่เคยหยุดยั้ง

     

    หลินเฟิงในร่างบัณฑิตหนุ่มจงใจแสดงออกถึงความ 'ล่าช้า' ในการเรียนรู้ เขาแสร้งทำเป็นสับสนในจังหวะการก้าวเท้าและการวาดแขน ทุกครั้งที่เขาขยับกาย เขาจะจงใจจัดวางตำแหน่งร่างกายให้ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย เพื่อสร้างโอกาสให้อาจารย์หญิงผู้เคร่งครัดต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซง

     

    การเคลื่อนไหวของเขาดูเหมือนคนที่พยายามอย่างหนัก แต่ยังขาดความเข้าใจในหลักการพื้นฐาน เขาจงใจทำให้การหมุนตัวดูไม่สมดุล การยกแขนดูไม่มีพลัง และการก้าวเท้าดูไม่มั่นคง

     

    "ไม่ใช่แบบนั้น หลินอวี่..." หลินหลานเอ่ยขัดขึ้นเมื่อเห็นเขาทำท่าเดิมผิดเป็นครั้งที่สิบ น้ำเสียงของนางมีความอดทนแต่ก็เริ่มมีความกังวล "เจ้าต้องบิดเอวให้มากกว่านี้ และวางเท้าให้มั่นคงกว่าเดิม พลังต้องไหลจากศูนย์กลางของร่างกายออกไปยังแขนขา"

     

    นางเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางที่พยายามรักษาความเย็นชา แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแววตาที่ดูผิดหวังในตัวเองของชายหนุ่ม ใจของนางก็อ่อนวูบลง ความเคร่งครัดที่นางมักจะใช้กับศิษย์คนอื่นเริ่มละลายลงเมื่อเห็นความพยายามที่ไม่เคยย่อท้อของเขา

     

    หลินหลานเอื้อมมือไปจับที่เอวของเขาเพื่อจัดทิศทาง การสัมผัสผ่านเนื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทำให้ความร้อนจากร่างกายของหลินเฟิงส่งผ่านไปยังฝ่ามือของนางโดยตรง ความอบอุ่นนั้นทำให้นางรู้สึกถึงความแปลกใหม่ที่ไม่เคยประสบมาก่อน

     

    "เอวต้องเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหว" นางอธิบายขณะที่มือของนางยังคงจับอยู่ที่เอวของเขา "พลังทั้งหมดต้องเริ่มต้นจากตรงนี้แล้วไหลออกไป"

     

    หลินเฟิงแสร้งทำเป็นเสียสมดุลเล็กน้อยในจังหวะที่นางจับเอว ทำให้ร่างกายของเขาเบียดเข้าหาแขนของนางอย่างแนบชิด ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทั้งคู่ต่างรู้สึกถึงความอึดอัดใจ

     

    "ข้าขออภัยครับอาจารย์..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความท้อแท้แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่น่าสงสาร "ร่างกายของข้ามันช่างไม่ได้ดั่งใจเลย ข้าพยายามแล้วแต่มันยังดูเก้ๆ กังๆ เหลือเกิน ข้าเริ่มสงสัยว่าตัวเองจะเรียนรู้ได้หรือไม่"

     

    แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังที่ดูจริงใจ ทำให้หลินหลานรู้สึกเอ็นดูและอยากให้กำลังใจ

     

    "เจ้าเพียงแค่ยังไม่ชิน..." หลินหลานถอนหายใจเบาๆ น้ำเสียงของนางนุ่มลงกว่าเดิม "การเรียนรู้วิทยายุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว มานี่ ข้าจะจัดท่าให้เจ้าใหม่"

     

    นางขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังของเขา ร่างกายของนางเกือบจะแนบชิดกับหลังของเขา มือหนึ่งจับที่ข้อมือของเขาเพื่อนำทางทิศทางการวาดแขน อีกมือหนึ่งกดลงบนแผ่นหลังเพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังให้ตรง

     

    ในจังหวะที่นางโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยจากตัวนางผสมผสานกับกลิ่นอายปีศาจจิ้งจอกที่หลินเฟิงจงใจปล่อยออกมาจางๆ ทำให้บรรยากาศรอบกายเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นหอมทั้งสองผสมผสานกันจนเกิดเป็นกลิ่นที่แสนจะเย้ายวนและน่าหลงใหล

     

    หลินเฟิงแกล้งขยับร่างกายตามแรงชี้นำของนางอย่างเชื่องช้า จงใจให้ผิวพรรณของเขาเสียดสีกับฝ่ามือและร่างกายของนางบ่อยครั้ง ทุกครั้งที่นางขยับจัดท่าทาง หลินเฟิงจะลอบสูดดมกลิ่นหอมจากต้นคอของนาง และแสร้งทำเป็นหายใจหอบเหนื่อยจนอกกระเพื่อมไหว

     

    ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้หลินหลานรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น นางไม่เคยอยู่ใกล้ชายใดขนาดนี้มาก่อน ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาทำให้นางรู้สึกถึงความแปลกใหม่ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าอึดอัดใจ

     

    "อาจารย์... ตรงนี้ข้าต้องเกร็งพลังไว้หรือไม่?" เขาหันหน้ากลับมาถามในจังหวะที่ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว

     

    ลมหายใจร้อนๆ ของเขาสัมผัสกับพวงแก้มที่เคยเย็นชาของหลินหลานจนมันเริ่มขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและความปรารถนาที่จะเรียนรู้ทำให้นางรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่แปลกประหลาด

     

    หลินหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางสั่นไหวเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนของศิษย์หนุ่ม นางรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ไม่อาจละสายตาไปได้ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นจากการจัดท่าทางซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจของนางลงทีละน้อย

     

    "เกร็ง... เกร็งไว้เล็กน้อย..." นางตอบด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่มั่นคง มือที่จับข้อมือของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด "แต่อย่าเกร็งมากเกินไป ต้องให้พลังไหลเวียนได้อย่างธรรมชาติ"

     

    หลินเฟิงเห็นดังนั้นจึงแกล้งทำท่าทางผิดพลาดอีกครั้ง คราวนี้เขาแสร้งทำเป็นก้าวเท้าพลาดจนร่างทั้งร่างโถมเข้าหาหลินหลาน นางรีบกางแขนรับร่างของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ ทำให้หลินเฟิงซบหน้าลงบนทรวงอกอิ่มของนางอย่างจงใจ

     

    ความนุ่มนวลและความอบอุ่นที่เขารู้สึกได้ทำให้เขาแทบจะเสียสติ แต่เขาก็ยังคงควบคุมตัวเองได้ มือของเขาโอบรอบเอวบางของนางไว้แน่นเพื่อพยุงตัว ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจของกันและกัน

     

    "ข้าขอโทษครับอาจารย์! ข้ามันซุ่มซ่ามเหลือเกิน!" เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสายตาที่ดูรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความโหยหาที่เขาพยายามซ่อนเร้น

     

    แววตาของเขาในจังหวะนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และความปรารถนาที่จะเรียนรู้ แต่ก็มีบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่ ความปรารถนาที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนรู้วิทยายุทธ์เพียงอย่างเดียว

     

    หลินหลานยืนนิ่งอึ้ง ร่างกายของนางแข็งทื่อเมื่อถูกโอบกอดโดยชายหนุ่มท่ามกลางความมืดมิด ความอบอุ่นจากร่างกายของหลินเฟิงที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้หัวใจที่เคยสงบนิ่งของนางเต้นรัวดุจกลองรบ

     

    นางควรจะผลักเขาออกและตำหนิอย่างรุนแรง นี่คือสิ่งที่นางควรทำในฐานะอาจารย์ที่เคร่งครัด แต่ความรู้สึกแปลกใหม่ที่แสนเย้ายวนนี้กลับทำให้นางไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่เธอไม่เคยประสบมาก่อนทำให้ใจของนางสั่นคลอน

     

    เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางรู้สึกถึงความปรารถนาที่ไม่ได้เกี่ยวกับการฝึกฝนหรือการศึกษา มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้นางทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน

     

    "ไม่เป็นไร... พักก่อนเถอะ วันนี้เจ้าพยายามมากเกินไปแล้ว" นางเอ่ยออกมาในที่สุดด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ

     

    คำพูดของนางเต็มไปด้วยความเมตตาและความเข้าใจ แต่ก็มีความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียงของนางสั่นเทาเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความไม่สงบในใจ

     

    หลินเฟิงค่อยๆ ปล่อยมือจากเอวของนางอย่างอ้อยอิ่ง เขาไม่ต้องการให้การสัมผัสนี้จบลงเร็วเกินไป รอยยิ้มที่ดูใสซื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่ในดวงตาของเขากลับมีแววแห่งความพอใจที่เขาพยายามซ่อนเร้น

     

    "ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ "ข้าสัญญาว่าพรุ่งนี้ข้าจะทำให้ดีกว่านี้ เพื่อไม่ให้ท่านต้องเหนื่อยแรงจัดท่าทางให้ข้าบ่อยๆ ข้าจะพยายามให้มากที่สุด"

     

    หลินหลานมองตามร่างของศิษย์หนุ่มที่เดินจากไปในความมืด แสงจันทร์ส่องเงาของเขาให้ดูยาวเหยียดบนพื้นหิน นางยกมือขึ้นลูบคลำบริเวณที่เขาเคยสัมผัส ความร้อนรุ่มยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวพรรณ ทำให้นางรู้สึกถึงความแปลกใหม่ที่ไม่เคยประสบมาก่อน

     

    ใจของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้นางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ

     

    นางไม่รู้เลยว่าความ 'ล่าช้า' และ 'ความผิดพลาด' ของหลินอวี่นั้น คือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลเพื่อดึงนางลงสู่ห้วงแห่งราคะที่ไม่มีวันหวนกลับ การสัมผัสทุกครั้งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นการคำนวณที่ละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ความเย็นชาในใจของหลินหลานให้พังทลายลง

     

    และอีกไม่นาน... นางจะเป็นฝ่ายที่โหยหาสัมผัสจากเขาเอง ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะป้องกันจะกลายเป็นความปรารถนาที่ร้อนแรง และเมื่อถึงเวลานั้น หลินเฟิงจะได้สิ่งที่เขาต้องการ ทั้งพลัง ทั้งความรัก และทั้งการครอบครองที่สมบูรณ์แบบ

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน