ยังไงก็ตาม เฟรย่าก็ยังคงถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธอได้มองไปยังอนาเธอร์ด้วยสายตาสงสัย และเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ
“เจ้าชายน้อย ทำไมนายถึงไม่ตกอยู่ในมนตร์สะกดของพี่สาวเลยล่ะ?”
“ตั้งแต่เราเปิดใช้ทักษะระดับเทพเจ้าแล้ว แทบไม่มีใครที่ไม่ถูกเสน่ห์นี้สะกดจิตใจได้เลยนะ?
อนาเธอร์หันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาเผยรอยยิ้มบางๆราวกับเขากำลังจะประกาศอะไรบางอย่างให้โลกได้รู้
“ก็เพราะฉันคือผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า การมีทักษะอย่างจิตวิญญาณวานรหิน ทำให้ฉันสามารถต้านทานสภาวะผิดปกติได้อย่างสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนหรือควบคุมจิตใจได้”
“แม้นั้นจะเป็นถึงพลังระดับเทพเจ้าอย่างเทพีแห่งความงามเฟรย่าก็ตาม”
คำพูดของเขาทำให้เฟรย่าถึงกับต้องชะงัก ทว่าในตอนนั้นหญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
“ทักษะของไอ้ลิงนั้นยังไงละเฟรย่าเอ้ย”
“ระวังตัวเอาไว้หน่อย เขาเป็นคนเดียวที่พลังแห่งมนตร์สะกดไม่อาจทำอะไรได้!”
เมื่อเฟรย่าได้ยินเสียงที่ดังก้องในหัว บริเวณมุมปากของเธอก็ปรากฏรอยยิ้มหวานออกมา
“ทักษะสกิลติดตัวของซุนหงอคงซินะ จิตใจมั่นคงดั่งขุนเขา ทุกสรรพสิ่งไม่อาจก้าวกร่าย”
“พี่สาวก็เคยได้ยินมาว่าท่านผู้นั้นเป็นเทพเจ้าองค์นึงที่อยู่บนจุดสูงสุด แข็งแกร่งไร้เทียมทานเป็นอย่างมากเลยใช่ไหมละ?”
ขณะที่พูด เธอก็มองท่าทางมั่นใจที่เกินวัยของอนาเธอร์ด้วยความรู้สึกเอ็นดู ราวกับเด็กหนุ่มที่กล้าหาญและมุ่งมั่นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด น้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจและไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทำให้เฟรย่ารู้สึกว่าชายคนนี้ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
“นายนี่น่าสนใจจริงๆเลยนะอนาเธอร์”
เฟรย่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆที่เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล
“รู้ไหมว่ามีคนไม่กี่คนที่สามารถทนทานต่อพลังนี้ได้.. ท่าทีที่มั่นใจและคำประกาศนั่น ช่างเหมือนผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าจริงๆเลยนะ”
อนาเธอร์ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความเบิกบาน ขณะมองดูเฟรย่าที่หัวเราะด้วยความสนใจต่อท่าทางของเขา
“พี่สาวชมฉันมากขนาดนี้ ถ้าไม่รักษาศักดิ์ศรีไว้ก็คงไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าหรอกใช่ไหมล่ะ?”
น้ำเสียงของเขาผ่อนคลายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนักแน่น ราวกับไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้เลย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ให้ตายเถอะ”
“คุยกับนายแล้วมันสนุกจริงๆ!”
เฟรย่าหัวเราะเบาๆอีกครั้ง ยิ่งเธอได้ยินอนาเธอร์พูดด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสนุกสนานมากขึ้นไปอีก
“นายนี่เป็นตัวของตัวเองดีจริงๆ”
ก่อนจะก้าวเข้าใกล้อนาเธอร์อีกนิด จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความสนใจที่ล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารหรูหราที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ตัวร้านตกแต่งอย่างมีระดับ บรรยากาศหรูหราและเงียบสงบ โต๊ะและเก้าอี้แต่ละตัวจัดวางอย่างพิถีพิถัน โดยมีแสงไฟอ่อนๆ สะท้อนความอบอุ่นและความสบายใจในเวลาเดียวกัน
อนาเธอร์เดินเข้ามาพร้อมกับเฟรย่าที่ยิ้มกว้างและเดินนำเข้าไปก่อน ราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นที่ของเธอเอง
พนักงานในร้านก็จ้องมองทั้งสองด้วยสายตาทึ่งๆ เพราะการปรากฏตัวของเฟรย่าที่งดงามราวกับเทพธิดา และอนาเธอร์ที่มีเสน่ห์หล่อเหลาและท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น พวกเขาดูโดดเด่นราวกับเป็นภาพวาดจากเรื่องราวในตำนาน
“รบกวนรอสักครู่นะขอรับ!”
เมื่อได้นั่งลงและสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะมองเมนูอาหารที่หลากหลาย นานๆทีเขาจะได้ลองทานอาหารเช่นนี้
“..............”
เฟรย่าที่นั่งตรงข้ามเฝ้ามองเขาด้วยความเอ็นดู ปลายนิ้วเรียวของเธอเท้าคางไว้บนโต๊ะ
จ้องมองอนาเธอร์ขณะที่เขาทานอาหารอย่างสนุกสนาน แววตาของเธอแฝงความซุกซน รอยยิ้มเล็กๆที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
“กินเยอะๆนะ.. จะได้โตเร็วๆ”
เฟรย่าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มแฝงความหยอกล้อ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนแต่แฝงด้วยความน่ารัก เธอพูดขึ้นอย่างเป็นกันเองราวกับกำลังดูแลเด็กน้อยคนหนึ่ง
อนาเธอร์เบะปากเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขายังคงทานอาหารต่อไปโดยไม่ได้ตอบโต้ใดๆ แต่ในใจกลับคิดแย้งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาแบบที่เฟรย่าคิดอยู่ในตอนนี้เลยสักนิด
“หึ? ถ้าเธอได้รู้ว่าฉันจัดการกับพี่สาวไอรินจนสลบไปแล้ว คงจะไม่มาพูดเล่นแบบนี้แน่!”
“ถ้าพี่สาวเฟรย่าคนสาวไม่อยากเจอแบบนั้นบ้าง.. ก็อย่ายั่วยวนฉันให้มากไปกว่านี้เลย!”
อนาเธอร์อยากจะบอกเรื่องนี้อย่างภาคภูมิใจ ทว่าก็เก็บความคิดนี้และไม่ได้พูดออกไป ยังคงรักษาท่าทางสุภาพและเรียบนิ่งของตนเอง
ขณะที่เฟรย่ายังคงนั่งเท้าคาง จ้องมองเขาด้วยสายตาที่มีทั้งความขบขันและความสนใจอย่างไม่ปิดบัง ความซุกซนในดวงตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกท้าทายเล็กๆ แต่ก็ทำให้เขาเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสอง
หลังจากทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย อนาเธอร์ก็ลุกขึ้นพร้อมหยิบกระเป๋าเงินออกมา
จ่ายค่ามื้ออาหารทั้งหมดด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย ราวกับคุณชายจากตระกูลผู้มั่งคั่ง เฟรย่าที่มองดูอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขบขันในท่าทีเป็นการเป็นงานของเขา เพราะถึงแม้อนาเธอร์จะยังดูเป็นเด็กหนุ่ม แต่ท่าทางและบุคลิกที่สงบนิ่งนั้นกลับมีเสน่ห์และน่าจับตามองอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย ทั้งสองก็เริ่มออกเดินกลับไปยังมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์
ขณะที่พวกเขาก้าวเดินเคียงข้างกันกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เฟรย่าก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เธอเพิ่งได้รับรู้มา
“ว่าแต่รู้หรือยัง.. ในอาทิตย์หน้าจะมีการจัดการแข่งขันสำหรับนักเรียนชั้นปีหนึ่งทั้งหมดขึ้นในมหาวิทยาลัยด้วยนะ”
“พวกอาจารย์พูดกันหนาหูว่านี่จะเป็นงานใหญ่ในรอบปี และเราได้ยินมาว่าภายในวันพรุ่งนี้ พวกเขาจะประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ”
เฟรย่ากล่าวขึ้นและยกยิ้มออกมา
“อะไรคืออาทิตย์หน้า?”
“ไม่ใช่อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเหรอ?”
อนาเธอร์ชะงักและนึกย้อนไปถึงคำพูดของเซรอส เขาเองก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขามุ่งมั่นในการฝึกฝนอย่างหนัก ลงดันเจี้ยนและอัพเลเวลจนแทบไม่ได้พักผ่อน การเตรียมพร้อมในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่นและนักเรียนทุกคนเลยทีเดียว
เพราะอนาเธอร์ไม่เพียงแค่ต้องการเข้าร่วม แต่เขาตั้งใจจะเป็นหนึ่งในผู้ชนะและสร้างชื่อเสียงในฐานะทายาทแห่งตระกูลซิกฟรีด
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดูเหมือนจะรู้เรื่องนี้แล้วสินะ”
“แต่ทว่าไม่ใช่หนึ่งเดือน ข่าววงในที่นายได้รับมาคงจะผิดพลาดแล้วละนะพ่อรูปหล่อ!”
เฟรย่าสังเกตเห็นแววตามุ่งมั่นของเขา แม้จะเป็นเพียงวูบเดียวแต่ก็เพียงพอที่เธอจะรู้ว่าอนาเธอร์เตรียมพร้อมมามากขนาดไหน
“หึ? จะตอนไหนก็ได้หมดนั่นแหละ!”
อนาเธอร์รู้สึกขายขี้หน้าเป็นอย่างมาก ขณะที่ในหัวก็เริ่มนึกถึงท่าทางที่มั่นใจของเซรอส และอยากจะอัดเจ้านั้นอีกสักครั้งนึง
เฟรย่าได้ฟังคำตอบจากเขาก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในความมุ่งมั่นที่เขามี เธอเห็นถึงความทะเยอทะยานและจิตใจที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าตัวของเธอถึง 4 ปี แต่กลับมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก
“เข้าใจแล้ว ถ้าชนะเลิศได้.. เรามีรางวัลให้กับเจ้าชายน้อยอนาเธอร์เป็นการส่วนตัวด้วยนะ”
“แต่ก่อนหน้านั้น.. ตัวของเราว่าจะให้มัดจำเล็กๆน้อยๆไปก่อนละกัน!”
..
บอกตรงๆ ชอบคนนี้มากก!
ว่าแต่รางวัลอะไรวะ 555+