ตัวประกอบที่นายตัวร้ายต้องการ By ไป๋เยวี่ยกวง

    ตอนที่ 35 ตำราโอสถ เพื่อทะลวงขั้นปราณราชันย์

          เช้าวันถัดมา

          4 วันแล้วที่เว่ยซินเหลียนเข้ามายังโลกนิยายแห่งนี้

          ตามที่อาจารย์โม้ซีหยาง ได้บอกกล่าวเหล่าบรรดาศิษย์ใหม่เกี่ยวกับการฝึกพลังปราณแล้วนั้นเหล่าศิษย์ในชั้น ที่เขารับผิดชอบมีจำนวนเพียง 20 คน ดังนั้น ทุกคนต่างก็พากันฝึกฝนด้วยตนเองตามสถานที่ที่ตนเองต้องการ

          บางคนก็ฝึกฝนในห้องทำสมาธิของสำนักที่จัดเตรียมไว้ให้บ้างก็ฝึกในหอนอนของตนเอง บ้างก็ฝึกใต้ต้นไม้ หรือบางคนก็ไม่อยากที่จะฝึกฝนเลย อย่างเช่นเว่ยซินเหลียน

          ก็เขาไม่รู้ขั้นตอนการฝึกฝนระดับพลังปราณนี่นาแต่พลังของเขาที่ได้ๆ มานั้น มันเกิดจากผู้แต่งดันอยากให้เขามาเป็นผู้ช่วยตัวร้ายก็เท่านั้นเอง

          ส่วนนี้เว่ยซินเหลียนดันคิดวิเคราะห์เอาเองเพราะจากที่เขาอ่านนิยายเรื่องนี้มา รวมทั้งความทรงจำของตัวละครตัวนี้ เขาไม่พบว่าเจ้าเว่ยซินเหลียนคนนี้จะมีความรู้เรื่องการบ่มเพาะเอาซะเลย แล้วจะไม่ให้เขาคิดอย่างนี้ได้อย่างไรกันละ

          ดังนั้น เมื่อเขาไม่รู้ว่าจะฝึกฝนอย่างไรและอาจารย์ก็ดันให้เด็กฉลาดๆ ในระดับขั้นของพวกเขาฝึกฝนกันเองเขาจึงไม่ฝึกซะจะดีกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เรียนรู้นะให้เขาเรียนรู้ว่าการฝึกพลังปราณนั้นฝึกอย่างไร เขาจึงจะเริ่มฝึกก็ยังไม่สาย

          ดังนั้น เขาจึงต้องหาข้อมูลและตัวช่วยให้เขาทำภารกิจที่2 ให้สำเร็จในเร็ววัน แทนการฝึกฝนเหมือนคนอื่นๆ

          "อาหมิง เช้านี้เจ้าจะทำอะไรจะฝึกฝนพลังปราณหรือเปล่า? พี่ว่าจะไปหาตำรามาอ่านสักหน่อย"

          "ข้าว่าจะไปเรียนรู้การหลอมโอสถที่หอโอสถขอรับท่านพี่"

          "เจ้าต้องการทำยาเหรอ?"

          "ขอรับ ร่างกายข้าไม่สู้ดีมักเจ็บป่วยบ่อยครั้งข้าจึงว่าจะไปเรียนรู้การหลอมโอสถกับท่านอาจารย์ด้านการปรุงยาขอรับ"

          "อือ ... พี่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เดี๋ยวพี่จะช่วยเจ้าหาตำรายาดีๆ ให้นะ"

          "ขอคุณท่านพี่มากขอรับ"

          "งั้นเจ้าไปหอโอสถเถอะเดี๋ยวพี่จะไปที่หอตำรา ตอนเย็นเราค่อยเจอกัน"

          "ขอรับท่านพี่"

          ทั้งสองแยกย้ายกันไปคนละทางเว่ยซินเหลียนไปยังหอตำรา ส่วนเฉินหมิงไปหอโอสถ คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปตามทางที่ตัวเองถนัด

     

          ณ หอตำรา สำนักฟ้าดี

          เว่ยซินเหลียน เดินลัดเลาะมาตามทางเดินเพื่อไปยังหอตำรา

          หอตำราของสำนักฟ้าดิน ถูกจัดตั้งให้ห่างใกล้จากพื้นที่ที่ต้องใช้เสียงเพราะถือเป็นสถานที่ที่ต้องใช้ความสงบในการอ่านตำรามันถูกรายล้อมด้วยป่าไผ่อันเขียวขจี

          ด้านหลังของหอตำราเป็นภูเขาเล็กๆมีเสียงน้ำตกดังพอให้ได้ยิน ประกอบกับเสียงจั๊กจั่นเรไร และเสียงร้องของนกนานาพันธุ์ทำให้บรรยากาศเหมาะสมกับการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง

          เว่ยซินเหลียนที่เดินมาถึงด้านหน้าทางเข้าหอตำราก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ปกติเขาก็มักใช้ชีวิตอยู่กับห้องสมุด ร้านหนังสือหรือกองเอกสารที่เจ้านายจัดเตรียมไว้ให้เขาหากเขาไม่ต้องทำงานเขาก็จะขลุกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ชีวิตของเขาหลังเรียนจบจึงเหมือนได้อ่านหนังสือแต่ไม่ใช่อ่านเพื่อความผ่อนคลาย หรือพักผ่อน แต่เป็นการอ่านเพื่อการทำงานมันมีความตึงเครียดมากกว่า

          แต่พอเขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้แทนที่เขาจะได้อ่านหนังสือเพื่อความผ่อนคลายกลับกลายเป็นว่าเขาต้องมาอ่านหนังสือเพื่อเอาตัวรอดมันหนักกว่าเดิมเสียอีก จากบรรยากาศที่เขารู้สึกสดชื่นและสบายใจเมื่อสักครู่นี้พลันหายไปในทันที

          "เฮ้ย~... ปกติคนเราอ่านหนังสือเพื่อความอยู่รอด ทั้งการเรียนที่แสนจะลำบากการทำงานที่แสนจะยากเย็น แต่นี่เราเข้าขั้นแอดวานซ์กว่า ฮึฮึฮึ ... "เสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอของเขาแต่เป็นเสียงหัวเราะที่เยาะเย้ยตัวเองมากกว่าหัวเราะด้วยความสุข

          "ฉันถึงขั้นที่ต้องมาอ่านหนังสือเพื่อให้ลอดจากความตายแล้วงั้นหรือวะ!... แทนที่จะอ่านหนังสือเพื่อทำงานส่งงานเจ้านาย หลังส่งงานเสร็จก็จะได้นอนพักผ่อนที่บ้านในช่วงสุดสัปดาห์ไงมาลงเอยในการทำภารกิจพิชิตความตายของตัวเอง ... น่าสมเพชเสียจริง อาเหลียนนะอาเหลียน" เว่ยซินเหลียนรู้สึกว่าตัวเองอาภัพโชคเป็นที่สุด

          "เอาวะ! … ถือว่าเราทำเวรทำกรรมมากรรมที่ทำต้องชดใช้" ว่าแล้วเขาก็เอามือไพล่หลัง และเดินเข้าไปยังหอตำรา

          หอตำรา มีทั้งหมด 9 ชั้นตามกฎของสำนักฟ้าดิน มีการแบ่งชนชั้นในการเข้าอ่านตำราในหอหนังสือแห่งนี้ตามพลังปราณของแต่ละคนแต่ละชั้นผู้ที่จะสามารถเข้าใช้ได้จะต้องอยู่ในระดับปราณตามที่กำหนดเท่านั้นเพราะตำราในการฝึกจะมีความเกี่ยวข้องกับระดับพลังปราณ หากระดับพลังปราณของผู้ใดยังไม่ถึงขึ้นที่กำหนดก็จะไม่สามารถเปิดตำรานั้นๆ ได้ เพราะตำราทุกเล่มจะมีผนึกวิญญาณคอยกำกับเอาไว้

          ในแต่ละชั้นมีการกำหนดระดับการฝึกฝนที่จะสามารถเข้าอ่านตำราได้โดย

          ชั้นที่ 1จะให้เหล่าศิษย์ใหม่ที่มีระดับกลั่นลมปราณระดับ 10 ขึ้นไป จนถึงปราณต้นกำเนิด

          ชั้นที่ 2 ขั้นหลอมรวมลมปราณ จนถึงขั้นปราณแท้จริง สามารถเข้าอ่านตำราในชั้นนี้ได้

          ชั้นที่ 3 ขั้นรวมปราณ ในระดับ 1 และ 2หรือผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปฐพี จนถึงขั้นปราณภาที่มีพลังพอที่จะเปิดผนึกตำราในชั้นนี้

          ส่วนชั้นที่ 4 ผู้ที่มีพลังขั้นรวมปราณในระดับ 3 และ 4 หรือผู้ที่อยู่ในขั้นปราณสวรรค์ ขั้นปราณจักรพรรดิ์

          ชั้นที่ 5 ผู้ที่มีขั้นปราณราชันย์ ระดับ 1และ 2 หรือขั้นจ้าวสงคราม และขั้นราชันย์สงคราม

          ชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ชั้นนี้ผู้ฝึกฝนที่มีระดับขั้นปราณราชันย์ในระดับ 3 จนถึง ระดับที่ 5 นั้นก็คือขั้นกึ่งจักรพรรดิ์สงครามขั้นจักรพรรดิ์สงคราม และขั้นราชันย์จักรพรรดิ์สงคราม

          ชั้นที่ 8 และชั้นที่ 9 จะให้เฉพาะเหล่าผู้อาวุโสท่านเจ้าสำนักและระดับขั้นบรรพกาลเท่านั้นที่สามารถจะเปิดฝึกตำราในหอตำราแห่งนี้ได้

          เว่ยซินเหลียน เดินมาถึงหอตำราเขายื่นป้ายให้กับศิษย์พี่ที่ดูแลประตูทางเขา

          ศิษย์พี่เห็นศิษย์น้องที่มาใหม่เขายื่นนิ่งมองผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขา ผมที่ไม่ยอมรวบให้เรียบร้อยถึงจะมัดเป็นจุดเล็กๆ ที่กลางหัวแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะเขามัดมันอย่างรวมๆ เท่านั้น ใบหน้าที่งดงามราวภาพวาดดวงตากลมโตและใบหน้าแดงซ่านเผยออกมาให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีผิวพรรณที่ดี

          จากการยื่นนิ่งของศิษย์พี่ทำให้เว่ยซินเหลียนต้องเรียกศิษย์พี่ให้สนใจเขา

          "ศิษย์พี่ .. เฮ้!! ศิษย์พี่" พร้อมใช้มือกวัดแกว่งไปมาตรงหน้าของศิษย์พี่คนนั้น

          "อะ ... เจ้าต้องการเข้าใช้หอตำรารึ"ศิษย์พี่ได้สติ

          "ครับ ข้าต้องการเข้าใช้หอตำรา"

          "อือ ... ข้าขอแผ่นหยกประจำตัวด้วย"ศิษย์พี่กล่าวขึ้นพร้อมมองไปที่หน้าศิษย์น้องของเขา

          "เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ใช่หรือไม่"

          "ใช่แล้ว ศิษย์พี่ข้าชื่อเว่ยซินเหลียน สวัสดีศิษย์พี่" เว่ยซินเหลียนทักทายศิษย์พี่ คำพูดของเขายังคงทำให้ศิษย์พี่รู้แปลกๆกับสำนวนของเขา อันนี้เว่ยซินเหลียนอ่านจากแววตาของคู่สนทนาของเขาแต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ การพูดให้คล้ายกับคนในสมัยนี้มันยากนี้นา ค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถพูดได้มากแค่ไหนกัน

          "อือ ... ถ้าอย่างนั้นข้าจะแนะนำเจ้าหอตำราของเรามีทั้งหมด 9 ชั้น เจ้าสามารถอ่านตำราได้จนถึงชั้น 2 ของหอตำราแห่งนี้ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไปหากเจ้ายังมีระดับปราณต่ำกว่าที่กำหนด ประตูทางเข้าจะไม่สามารถเปิดได้หากเจ้าดึงดันจะเข้าไปให้ได้ ผนึกวิญญาณที่คอยกำกับอยู่จะถูกเปิดใช้งานเจ้าจะได้รับอันตรายได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่"

          "เข้าใจแล้วครับ"

          "เอานี่ ... ป้ายทางเข้าหากเจ้าออกมาก็มอบป้ายนี้คืนให้ข้า เพื่อนำมาแลกป้ายหยกของเจ้าคืน"

          "ครับ ขอบคุณศิษย์พี่มาก"พูดเสร็จเขาก็เดินเข้าไปยังหอตำราทันที

          เว่ยซินเหลียนเดินหาตำราเกี่ยวกับยาเม็ดหยวนอิง"ยาหยวนอิง นี่มันช่วยอะไรวา .... "

          ภายในหอตำราเว่ยซินเหลียนเดินเข้ามาเห็นตำรามากมายมหาศาล แค่ชั้นแรกก็สูงประมาณ 3 เมตรได้ ทำเอาเขาตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นตำรามากมาย

          หอตำราแห่งนี้เป็นทรงแปดเหลี่ยม มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ชั้นล่าง 30.27 เมตรตั้งบนฐานหินสูงสอบขึ้นไป เป็นทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม[1]

          ภายในหอตำราแห่งนี้ ตำราจะถูกบรรจุอยู่ตามผนังทั้งแปดตามรูปทรงของหอตำรา ส่วนตรงกลางห้องก็มีชั้นหนังสือวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบโดยมีชั้นหนังสือตั้งอยู่ตามจุดต่างๆที่ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสม

          ตำราแต่ละเล่มจะมีความแตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นม้วนหยกบ้างก็เป็นม้วนไม้ไผ่ บ้างก็เป็นเล่มกระดาษ แผ่นเหล็ก แผ่นไม้ หรือแม้แต่เป็นภาพวาดหรือถูกซ้อนไว้ในกล่อง

          "ว้าวๆๆๆ ทำไมมันเยอะอย่างนี้วะแล้วเราจะหาเจอหรือเปล่าเนี่ย!"

          ในตอนแรกเขามองหาบันได หรือสิ่งที่จะช่วยในการค้นหาตำราที่ต้องการหากเป็นโลกปัจจุบัน มันยังจะมีคอมพิวเตอร์ช่วยในการหาหมายเลขของหนังสือและมีป้ายกำกับบอกว่าหนังสือเล่มนั้นอยู่ตรงไหนแต่นี่โลกแห่งการบ่มเพาะ มันจะมีของแบบนั้นได้อย่างไรกันล่ะ

          แต่แล้วเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเขามีพลังปราณ และมันก็คือตัวช่วยเขาในการค้นหาสิ่งที่ต้องการ ด้วยการใช้จิตสัมผัสจากพลังที่เขามี

          และจากการอ่านนิยายในทำนองนี้มาไม่น้อย เขาก็พอจะทราบว่าเขาต้องทำอย่างถึงแม้เจ้าของร่างนี้ในนิยายเรื่องนี้จะเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมาก่อน แต่เขาก็พอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรด้วยระดับขั้นหลอมรวมลมปราณของเขาที่มี มันทำให้เขาสามารถตรวจสอบตำราที่อยู่ในชั้นเหล่านี้ได้โดยง่ายเพียงมองไปยังตำราที่วางเรียงราย ไม่นานเขาก็เจอตำราที่ต้องการ

          เว่ยซินเหลียนเพ่งพลังปราณของตนเองไปยังตำราที่อยู่บนชั้นสุดจากนั้นตำราเล่มหนึ่งก็ลอยลงมาอยู่เบื่องหน้าของเขา

          มือของเขาจับไปที่ตำราเล่านั้น เขาอ่านตัวอักษรที่อยู่ตรงส่วนของปก

          "ตำราโอสถ เพื่อทะลวงขั้นปราณราชันย์ งั้นหรือ?"ความสงสัยเกิดขึ้นในแววตาของเว่ยซินเหลียน

          "การมีพลังปราณมันก็ดีอย่างนี้แฮะ ... ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาและไม่ต้องปีนไปหา สิ่งที่ต้องการก็ลอยมาหาได้" เขาพูดไปพร้อมกับแหงนหน้ามองตำราที่อยู่ชั้นบนที่วางเรียงรายกันเต็มไปหมดจากนั้นเขาก็ก้มหน้ามองตำราที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้

          "แล้วไอ้เจ้ายาเม็ดหยวนอิงเกี่ยวอะไรกับตำราเล่มนี้" เว่ยซินเหลียนเริ่มเปิดตำราและดูเนื้อหาภายในตำราเล่มนี้ว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับไอ้เจ้ายาเม็ดที่เป็นถึงภารกิจที่สองของเขา

          "อือ ...เป็นยาที่ช่วยเลื่อนระดับขั้นนี้เอง ... แล้วมันต้องทำยังไงกันละ ...ไหนลองดูสิ" เว่ยซินเหลียนพลิกหน้าตำราจนมาเจอกับสิ่งที่เขาตามหาจากนั้นเขาก็นั่งอ่านตำราโอสถเพื่อทะลวงขั้นปราณราชันย์โดยเปิดดูทีละหน้าอย่างจริงจัง จนมาหยุดอยู่หน้าที่เขียนว่า

          //ยาเม็ดหยวนอิง//จากนั้นเขาก็นั่งลงกับพื้น

          ท่านั่งของเขา คือ นั่งเหยียดขาข้างหนึ่งและอีกข้างชันเข่าขึ้น หลังพิงชั้นหนังสือฝั่งผนังมันเป็นทางนั่งอ่านหนังสือแบบสบายๆ ผมที่มีบางส่วนปิดบังใบหน้าด้านข้างทำเอาเหล่าศิษย์คนอื่นๆ ที่เข้ามายังหอตำราแห่งนี้ต่างมองมายังเขาอย่างไม่วางตาราวถึงเฉินเจี่ยลี่ที่เข้ามาในหอตำราแห่งนี้เช่นเดียวกัน

          แต่ด้วยความที่เว่ยซินเหลียนสนใจแต่ตำราของตัวเองจึงทำให้เขาไม่รู้ว่าตัวเขาเองถูกเพ่งเล็งจากเหล่าศิษย์ร่วมสำนักและเริ่มบ่นพึมพำกับตัวเองเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ต้องนำมาปรุงยา

          "การกลั่นยาเม็ดหยวนอิง ...วัตถุดิบที่ต้องใช้ สมุนไพร 7 อย่าง ได้แก่ 1 ผลไม้อสูญ (พบเฉพาะในป่าทมิฬ) 2ดอกเพลิงอักคี (พบเฉพาะในป่าทมิฬ) 3 เถาวิญญาณดูดกลืน (พบเฉพาะในป่าทมิฬ) 4หญ้าเซียน อายุ 500 ปีขึ้นไป (พบมากในป่าทมิฬ) 5 หลิงจือสวรรค์ (พบมากในป่าทมิฬ) 6โสมพันปี (พบมากในป่าทมิฬ) 7 แก่นสัตว์อสูรระดับ 5 ขึ้นไป (พบมากในป่าทมิฬ) "

          เมื่ออ่านจนครบถ้วนและรู้ว่าวัตถุดิบที่ต้องใช้ปรุงยามีอะไรบ้าง ใบหน้าเว่ยซินเหลียนก็เริ่มถอดสีและเสียอารมณ์กับสิ่งที่เขียนขึ้นมาว่า //ป่าทมิฬ//

          "หา!!! อะไรกันวะเนี่ย!!! ... ส่วนประกอบของยามีแต่อะไรก็ไม่รู้แถมแต่ละอย่างยังอยู่แต่ในป่าทมิฬทั้งนั้น แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้ว ...ยิ่งไอ้แก่นสัตว์อสูรระดับ 5 จะเอามายังไงกันก่อน!!! ..."

          เว่ยซินเหลียนเคยอ่านนิยายเกี่ยวกับเรื่องแนวๆ นี้มาก็ไม่น้อย เขาจึงพอจะทราบว่าสมุนไพรเซียนที่ดีหากถูกเขียนให้อยู่ในสถานที่เฉพาะในลักษณะนี้ย่อมมีอันตรายอย่างมากในการที่จะได้มันมารวมถึงสัตว์อสูรระดับ 5 ไม่ต้องพูดถึงเลย ยังต้องฆ่ามันถึงจะได้แก่นอสูรมาด้วย นี่มันยากไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่าแล้วเขาจะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ฝีมือการต่อสู้ของเขาก็ห่วยแตกสุดๆ

          "เฮ้ย~"เขาได้แต่ถอนหายใจ เพราะบ่นไปก็เท่านั้นยังไงก็ต้องทำเพื่อให้ตัวเขาผ่านด่านนี้ไปให้ได้

     

    หมายเหตุ

    [1]อ้างอิงรูปแบบจาก เจดีย์ศากยมุนีแห่งวัดฝอกง(佛宫寺释迦塔) ในอำเภออิ้งเซี่ยน มณฑลซานชีสร้างในสมัยราชวงศ์เหลียว (916-1125 A.D.) มีชื่อเรียกที่คุ้นเคยกันในชาวจีนอีกชื่อว่าเจดีย์ไม้อิงเชี่ยน (应县木塔) หรือ อิ้งเซี่ยนมู่ต้า