จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 73 คู่มือแก่นพลัง

            เมื่อกลับถึงที่พำนัก

            ฉินอวี่ก็สร้างค่ายกลขึ้นมาสองสามชุด และเริ่มการฝึกฝนอีกครั้ง

            เวลาบีบคั้นเข้ามา ฉินอวี่มีเวลาเพียงสองปีสามเดือนที่จะต้องเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองให้ได้ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เขาเข้าถึงสิบอันดับแรก

            ขั้นปราณเสถียรเป็นการศึกษาเรื่องของการเพิ่มพลังปราณให้เข้าถึงขีดสุดและฉินอวี่ก็แน่ใจว่าเขาจะต้องก้าวสู่ขั้นเทียนชุ่ยได้ในระยะเวลาสองปีสามเดือนอย่างแน่นอนแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองได้หรือไม่

            ยิ่งระดับการฝึกฝนสูงขึ้น ความรวดเร็วในการยกระดับขึ้นไปก็จะยิ่งช้าและในระดับขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นนั้นจะต้องทำให้พลังปราณและเลือดลมทั่วทั้งร่างมีความแข็งแกร่งจากพลังของฟ้าดินระยะเวลาสองปีไม่ใช่ปัญหาสำหรับการเข้าสู่ระดับชั้นที่หนึ่งเพราะฉินอวี่มีพลังอสุนีลึกลับและเพลิงแอ่งธรณีคอยช่วยยกระดับพลังปราณให้เข้าสู่ระดับสูงสุดได้ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวแรกสู่ระดับขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่หนึ่ง

            แต่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองนั้นเป็นการศึกษาการหลอมเลือดลมด้วยพลังของฟ้าดินและจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรในการหลอมเลือดลมด้วยพลังฟ้าดินนอกจากนี้ยังต้องใช้เลือดของอสูรร้ายเข้าช่วยเพิ่มพลังของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย

            เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สอง เลือดลมในร่างกายจำนวนหนึ่งก็ย่อมมีพลังแข็งแกร่งขึ้นซึ่งนี่เป็นสาเหตุว่าเหตุใดหยดเลือดปีศาจนั่นจึงถูกเพลิงอสุนีบาตระงับเอาไว้ได้

            “ทางที่ดีที่สุดจะต้องเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่หนึ่งให้ได้ในระยะเวลาปีครึ่งสำนักยุทธ์ว่านจ้งตั้งอยู่ในแดนแสนภูผา ในภูเขาใหญ่โตนี้จะต้องมีอสูรร้ายอาศัยอยู่แน่นอนถึงเวลานั้น ก็ค่อยเข้าไปฝึกอยู่ในแดนแสนภูผาเพื่อหาประสบการณ์ได้” ฉินอวี่พึมพำ

            เป็นเพราะเมื่อเก้าเดือนก่อนหลังจากฉินอวี่ได้ศึกษาร่างป้องกันอสุนีลึกลับก็ถูกคัดเลือกให้เป็นกุมารโอสถของเลี่ยเอ๋าจึงยังไม่มีเวลาได้ทำการศึกษาคู่มือแก่นพลังและหนึ่งเดือนจากนี้ไปจะมีการประกาศเรื่องผู้ดูแลหอตำราฉินอวี่จึงตั้งใจว่าจะใช้เวลาหนึ่งเดือนนี้ในการศึกษาคู่มือแก่นพลัง

            สายฟ้าสามารถแบ่งแยกออกไปได้หลายประเภท ระดับต่ำที่สุดคืออสุนีลึกลับเหนืออสุนีลึกลับขึ้นไปคืออสุนีคำราม ในคู่มือแก่นพลังได้กล่าวไว้ว่าวิชานี้จะช่วยชำระล้างและบีบอัดอสุนีลึกลับยกระดับอสุนีลึกลับขึ้นสู่อสุนีคำราม ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังของมันได้อย่างมาก

            อย่างไรก็ตาม การบีบอัดและการชำระล้างที่จะเกิดขึ้นนี้ทำให้ฉินอวี่พูดไม่ออก เพราะมันคือการใช้อสุนีลึกลับโจมตีใส่กันและกัน

            “ด้วยแก่นพลังและการได้รับพรจากสวรรค์ ทำให้ได้ครอบครองร่างอสุนีลึกลับแต่ก็เป็นอสุนีลึกลับที่ยังอ่อนแอ ดังนั้น จึงต้องทดลองใช้วิธีการต่างๆช่วยเปลี่ยนแปลงอสุนีลึกลับและด้วยการโจมตีของอสุนีลึกลับต่ออสุนีลึกลับจะช่วยให้เกิดความบริสุทธิ์มากขึ้นร้อยครั้งเพื่อความบริสุทธิ์ พันครั้งเพื่อจุดสูงสุดหลอมเหลวกันอีกหลายพันครั้งจนแปลงเป็นอสุนีคำรามได้สำเร็จ แต่สิ่งต้องห้ามเด็ดขาดคือการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นจนว่างเปล่า เพียงแต่ หากเดาไม่ผิดหากใช้อสุนีคำรามโจมตีอสุนีคำราม และทำเช่นนั้นนับหมื่นครั้ง จะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นอสุนีสวรรค์ได้วิธีการนี้ ถูกเรียกว่า วิชาแปลงอสุนีคำราม!”

            เมื่อมองจากอักษรที่อยู่ด้านบนก็พอจะเข้าใจได้ว่าการใช้อสุนีลึกลับโจมตีอสุนีลึกลับสามารถทำให้อสุนีลึกลับยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้นหากทำพันครั้งก็จะทำให้อสุนีลึกลับบริสุทธิ์ถึงขีดสุด และการหลอมรวมอันทรงพลังนี้จะช่วยให้เปลี่ยนไปเป็นอสุนีคำรามได้!ส่วนการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นสู่ความว่างเปล่านั้น น่าจะเป็นการกระทำหมื่นครั้งซึ่งมีผลให้อสุนีลึกลับต้องสลายไป เพียงแต่หากใช้อสุนีคำรามโจมตีอสุนีคำรามก็จะสามารถโจมตีหมื่นครั้งได้แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถเปลี่ยนเป็นสายฟ้าที่สูงขึ้นได้หรือไม่

            “การโจมตีกันและกันพันครั้ง หมื่นครั้ง เอ่อ... แก่นพลังนี่มัน...”ฉินอวี่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะวิจารณ์วิชาแก่นพลังนี้อย่างไรดีหากใช้สิ่งนี้... ก็อาจพูดได้ว่าเขาได้ใช้วิธีการโบราณมายกระดับอสุนีลึกลับ แต่...มันก็สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จได้จริงๆ

            ในตอนนั้น ระหว่างทางที่เขาเดินทางมาสำนักยุทธ์ว่านจ้งฉินอวี่ได้ทำการรวบรวมอสุนีลึกลับจำนวนยี่สิบสี่สายเอาไว้ในจุดตันเถียนของเขาและผ่านการบำรุงหล่อเลี้ยงโดยเมล็ดพันธุ์คืนชีพมาหลายเดือนแล้ว สายฟ้าทั้งยี่สิบสี่สายมีขนาดความหนาประมาณนิ้วก้อยแต่มีพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ฉินอวี่จึงตัดสินใจใช้สายฟ้าทั้งยี่สิบสี่สายนี้ทำตามขั้นตอนของคู่มือแก่นพลังเพื่อการยกระดับอสุนีลึกลับขึ้นเป็นอสุนีคำราม

            ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็ใช้มือข้างหนึ่งต่อการควบคุมอสุนีลึกลับหนึ่งสายและนำสายฟ้าทั้งสองโจมตีกันและกัน

            “เปรี้ยง!” เสียงฟ้าผ่าดังระเบิดขึ้นมาทั่วทั้งห้องเกิดแสงสว่างจ้าเหมือนแดดยามกลางวันฉินอวี่ตกตะลึงและรีบเรียกอสุนีลึกลับกลับคืนอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงวางค่ายกลปิดกั้นเสียงไว้ในห้อง ก่อนจะเริ่มการทดลองต่อไป

            เมื่อเวลาผ่านไปความถี่ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น

            ฉินอวี่ค้นพบสิ่งที่น่าตกใจว่าวิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างดีหลังอสุนีลึกลับที่มีความหนาเท่านิ้วก้อยอยู่แต่เดิมได้ผ่านการปะทะกันถึงหนึ่งร้อยครั้ง มันก็มีความหนาเพียงครึ่งนิ้วก้อยและมีพลังที่เพิ่มมากขึ้น

            หลังจากยืนยันได้ว่าวิธีนี้ได้ผล ฉินอวี่ก็เพิ่มพลังเข้าไปทันที

            เพียงพริบตาเดียว ช่วงเวลาการประกาศตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราก็ใกล้เข้ามาแล้ว

            ในวันนี้ ฉินอวี่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง หรี่ตาทั้งสองลงและกำลังประหลาดใจกับอสุนีคำรามที่ส่องแสงสว่างบาดตาซึ่งมีขนาดเท่าเส้นผมในมือของเขาอสุนีคำรามนี้มีความบริสุทธิ์กว่าอสุนีลึกลับกว่าร้อยเท่ายิ่งกว่านั้นมันยังมีพลังปราณแห่งการทำลายล้างแฝงอยู่ด้วย

            อสุนีคำราม! นี่คืออสุนีคำราม!

            หากว่ากันตามวิธีการโบราณของแก่นพลังนั่นฉินอวี่ได้สร้างอสุนีคำรามขึ้นมาได้แล้วจริงๆ สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ตื่นเต้นมากบางครั้งวิธีการที่ธรรมดาที่สุดและหยาบคายที่สุดกลับให้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

            แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉินอวี่ต้องแลกมานั้นก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

            ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาต้องฟังเสียงฟ้าผ่ามานับพันครั้งจนหูของเขาอื้ออึงเกือบจะหูหนวกและการสัมผัสกันครั้งสุดท้ายของอสุนีลึกลับทำให้ฉินอวี่ต้องพบแรงกดดันที่มหาศาลจนเส้นประสาททั่วร่างเริ่มตึงเครียด เมื่อทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เขาจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะแตกสลาย

            ฉินอวี่ตั้งใจนำอสุนีคำรามเก็บไว้ในจุดตันเถียนอย่างระมัดระวังจากนั้นจึงยกนิ้วเขี่ยขยี้หูทั้งสองข้าง ก่อนนั่งลงเริ่มทำสมาธิ

            ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฉินอวี่ก็เริ่มหมดแรงแต่เสียงระเบิดในหูของเขายังคงดังกึกก้อง เขาลองคำนวณดูเวลาจึงพบว่าวันนี้เป็นวันประกาศผลตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรา เขาจึงลุกขึ้นยืนและเปิดประตูห้องแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจคือมีวงแหวนมิติถูกวางไว้อย่างเงียบๆ ที่หน้าประตู

            “ใครนำมาวางไว้?” ฉินอวี่หรี่ตาลงและกวาดสายตามองโดยรอบตลอดหนึ่งเดือนนี้เขาหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนวิชาสายฟ้าจึงไม่รู้สึกว่ามีคนมาหาเขาหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ยกมือขวาขึ้นวงแหวนมิติก็ลอยเข้ามาในมือเขาทันที

            “นี่คือ?” ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกายในวงแหวนมิติมีชุดคลุมสีดำและป้ายคำสั่งสีครามชิ้นหนึ่ง

            ฉินอวี่หยิบสิ่งของทั้งสองชิ้นขึ้นมาดูเมื่อมองดูป้ายคำสั่งสีครามอย่างละเอียด เขาจึงพบว่าบนป้ายคำสั่งมีอักษร “จื๋อ”ที่หมายถึงการดูแลอยู่ด้านบนแผ่นป้าย และด้านบนสุดมีรูปอาคารเจ็ดชั้นอยู่หลังหนึ่งซึ่งนั่นคือหอตำรา!

            “ผ่านแล้วหรือ?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองสายตาของเขามองไปทางหอตำรา แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำมาวางไว้แต่สถานะของคนผู้นั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน และที่สำคัญคนผู้นี้จะต้องจับตามองเขามานานแล้ว

            ฉินอวี่ไม่คิดอะไรมาก และมองชุดคลุมสีดำอีกครั้งจึงพบว่าชุดคลุมสีดำนี้ไม่ธรรมดา มีลวดลายเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นตรงตำแหน่งใบหน้ามีหน้ากากอยู่ชิ้นหนึ่ง ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและหยิบชุดคลุมสีดำขึ้นมา ก่อนจะหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมบนใบหน้า เขาจึงพบว่าพลังปราณและลมหายใจทั่วทั้งร่างถูกเสื้อคลุมสีดำปิดบังเอาไว้เมื่อรวมกับการสวมหน้ากากแล้ว คิดว่าคงมีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะจำได้ว่าเป็นตนเอง

            “ใครเป็นคนส่งมากันแน่? เขารู้ด้วยหรือว่าข้าต้องการปิดบังตัวตน?หรือผู้ดูแลหอตำราต้องแต่งตัวเช่นนี้?” ฉินอวี่เริ่มสงสัยขึ้นมาในใจและถอดเสื้อคลุมสีดำออก นำทุกสิ่งใส่กลับไปในวงแหวนมิติ ก่อนจะเดินออกไป

            เมื่อฉินอวี่เดินทางมาถึงหอตำรา ทั่วทั้งหอตำราก็เต็มไปด้วยความโกลาหล

            “ซวีอู๋? ซวีอู๋เป็นใครกัน?”

            “ซวีอู๋นี่คือใครอีก? โผล่ออกมาจากไหน? เหตุใดบนแผ่นศิลาจึงไม่มีคนไร้ชื่อผู้นี้?”

            “เอ่อ... นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

            “ฮ่าๆเมื่อเดือนก่อนจางอี้เหวินมั่นใจนักมิใช่หรือว่าเขาจะต้องได้ตำแหน่งผู้ดูแล?น่าขำจริงๆ ข้าบอกแล้วอย่างไรล่ะเจ้าจางอี้เหวินนั่นไม่มีทางเป็นผู้ดูแลได้หรอก”

            ศิษย์ทุกคนต่างยืนอยู่เบื้องหน้าหอตำรามองไปยังกระดาษแดงที่ติดอยู่ด้านข้างประตูหอตำราบนกระดาษแผ่นนั้นเขียนตัวอักษรตัวใหญ่ที่ดูมีพลังเอาไว้ว่า“ผู้รับผิดชอบดูแลหอตำราคนใหม่: ซวีอู๋!”นอกจากนี้ที่มุมล่างทางด้านขวาของกระดาษแดง ยังมีรอยประทับสีม่วงขนาดเท่าเล็บมืออยู่หนึ่งรอย

            ฉินอวี่ยืนอยู่ด้านหลังผู้คนเหล่านั้น และฟังการสนทนาของพวกเขาสีหน้าของเขาตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ซวีอู๋? ตนเองไปชื่อซวีอู๋ตั้งแต่เมื่อไรกัน?ในขณะที่ฉินอวี่กำลังสงสัยอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งดังขึ้นมา“ข้าไม่เชื่อหรอกว่านอกจากข้าแล้วจะมีคนผ่านการทดสอบขั้นที่สองซวีอู๋นี่เป็นใครกัน? แล้วเหตุใดจึงไม่มีชื่อของเขาอยู่บนแผ่นศิลาเขามีสิทธิ์อะไรจะขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ดูแลทั้งสี่ของหอตำรา? ข้าต้องการคำอธิบาย!”

            เสียงนี้ถ้าไม่ใช่จางอี้เหวินแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก? ฉินอวี่เงยหน้าขึ้นมองออกไปเขาก็พบกับจางอี้เหวินกำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตู หันหลังให้กับตนเองแม้ว่าจะมองเห็นสีหน้าท่าทางของเขาได้ไม่ชัดเจนแต่ก็มองเห็นได้ชัดว่าจางอี้เหวินกำลังกำหมัดแน่น ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังจะเข้าไปในฝูงชนฉู่เยว่ฉานก็อยู่ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้นเช่นกันหัวใจของฉินอวี่รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที และเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว“ศิษย์พี่หญิงฉู่”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่เยว่ฉานก็หันไปด้านข้าง เมื่อเห็นฉินอวี่นางก็ยิ้มขึ้นทันที “ครั้งนี้เจ้าโชคดี ต่อไปก็อย่าไปทำให้ใครเขาต้องขุ่นเคืองอีก”ครั้งนี้ฉู่เยว่ฉานตั้งใจมาถึงหอตำราตั้งแต่เนิ่นๆเพราะนางเป็นกังวลว่าหากจางอี้เหวินได้เป็นผู้ดูแลอาจจะสร้างความอึดอัดให้ฉินอวี่แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงเลยก็คือจู่ๆ กลับมีคนที่ชื่อ “ซวีอู๋”ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นผู้ดูแล

            ในเวลานี้เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งที่ด้านข้างฉู่เยว่ฉานได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาเขากวาดสายตามองฉินอวี่ และพูดอย่างตรงไปตรงมา“เจ้าคือฉินอวี่คนที่ศิษย์น้องหญิงฉู่พูดถึงหรือ?”

            ฉินอวี่เงยหน้าขึ้นมอง เขาเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาธรรมดาแต่กลับทำให้ผู้คนต่างสงบนิ่ง ให้ความรู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวเส้นผมของเขายาวปรกไหล่ สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินอ่อน ดูเปล่งไปด้วยพลังที่ไม่ธรรมดา

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจคือชายหนุ่มในชุดบัณฑิตผู้นี้อยู่ในขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สาม มีพลังปราณที่หนาราวกับหินแกร่งนอกจากนี้ ยามที่เขาจับจ้องมา ทำให้ฉินอวี่รู้สึกเหมือนกำลังถูกงูพิษจ้องมองจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นี้เป็นคนไม่ธรรมดาแน่นอน

            “ใช่ ข้าคือฉินอวี่ มิทราบว่าศิษย์พี่คือ...” ฉินอวี่ถามออกไป

            “ศิษย์น้องฉิน ผู้นี้คือฉู่สยง เป็นศิษย์พี่ของข้าเขาเพิ่งกลับมาจากแดนขัดเกลา หากเจ้ามีเวลาว่างก็พูดคุยกับเขาบ่อยๆจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเจ้า” ฉู่เยว่ฉานแนะนำให้ฉินอวี่

            “ท่านคือศิษย์พี่ฉู่สยงศิษย์ในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะอันดับที่เก้า?” ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดอะไร ศิษย์อีกคนที่อยู่ด้านข้างก็อุทานขึ้นด้วยความตกใจ

            “ศิษย์พี่ฉู่สยงจริงด้วย”

            ...

            เริ่มมีศิษย์ต่างๆ ส่งเสียงอุทานอย่างตกใจมากขึ้นเรื่อยๆแม้จางอี้เหวินที่กำลังอยู่ในความโกรธก็หันกลับมาเช่นกัน และเมื่อเขาเห็นฉินอวี่ สีหน้าของจางอี้เหวินก็ตกตะลึงและรีบหันกลับไปทันที ดูเหมือนจะโกรธมาก เขาจึงรีบตรงเข้าไปในหอตำราพร้อมเสียงตะโกนดัง “ผู้ดูแลลี่ บนป้ายศิลาไม่มีชื่อของ ‘ซวีอู๋’แล้วเหตุใดเขาจึงได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา?”