บทที่ 80: การพบเจอกันระหว่างสองพี่น้อง (The Between Sister Meeting)
สักพัก ก็ได้มีดาบมายาเรือนแสงสีม่วงเข้มทั้ง 12 เล่มปรากฏขึ้นเรียงรายอยู่ล้อมรอบ ดาบมายาเรือนแสงทั้ง 12 เล่มนั้นพลางเคลื่อนที่หมุนไปล้อมรอบตัวของเธอสายตาของเจ้าหญิงฮิเมรากินั้นกวาดมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะนิ่งสงบ แต่แฝงด้วยความเคร่งเครียดที่อยู่ภายในใจอย่างสุดๆ และสักพัก ดาบมายาเรือนแสงสีม่วงเข้มทั้งหมดนั้นก็ได้พากันหยุดอยู่กับที่ ก่อนที่ดาบมายาเรือนแสงเหล่านั้นจะพุ่งแทงเข้ามาด้วยความเร็วสูงและพร้อมเพรียงกัน“เท็นมะ!!” เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาตนนั้นสามารถสร้างบาเรียสายฟ้าขึ้นป้องกันการโจมตีด้วยดาบมายาเรือนแสงที่พุ่งแทงเข้ามาเหล่านั้นได้ทันอย่างฉิวเฉียด จนทำให้ดาบมายาเรือนแสงเหล่านั้นได้ดับสลายหายไปจนกลายเป็นผุยผง ในระหว่างนั้น เธอก็รีบทำการเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นง้าวพลังแสงหลังจากนั้นสักพัก เท็นมะ ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป และกลับเข้าสู่สร้อยอัญมณียาซาคานีที่ถูกสวมใส่ไว้ที่ลำคองามระหงทางด้านทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ไม่น้อยหน้า รีบชักดาบคุโรมาโฮคาตานะออกมา ก่อนที่จะนำตรงปลายด้ามจับของคาตานะมาเสียบเข้ากับตรงช่องเก็บคมดาบของฝักดาบคาตานะ เพื่อทำการเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบง้าวนางามากิ จากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ในชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร เสียงกระทบกระทั่งกันระหว่างคมง้าวพลังแสงกับคมดาบง้าวที่มาจากโลหะจริงๆ นั้นยังคงดังสนั่นกึกก้องไปทั้งบริเวณอย่างต่อเนื่อง“โอโต้ซามะ (ท่านพ่อ)”เศียรอสูรเพชฌฆาตแห่งมาซาคาโดะ ซึ่งเป็นภูติพญามารประจำกายของเธอนั้นได้ปรากฎตัวขึ้นตามเสียงเรียกของทาคิยาฉะ-ฮิเมะ ผู้เป็นบุตรสาว ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นปืนไฟพกคาบศิลา ทาคิยาฉะ-ฮิเมะรีบคว้าปืนไฟพกคาบศิลาที่ลอยอยู่กลางอากาศที่ตรงหน้า ก่อนที่เธอจะกระหน่ำยิงใส่เจ้าหญิงฮิเมรากิอย่างไม่ยั้ง เสียงกัมปนาทที่มาจากปืนไฟพกนั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็สามารถปัดลูกกระสุนไปได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็วในขณะที่เจ้าหญิงฮิเมรากิกำลังเผลออยู่นั้น ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็รีบฉวยโอกาสพุ่งเข้าไปฟันใส่ด้วยความรวดเร็ว แต่เจ้าหญิงฮิเมรากินั้นรู้ทัน จึงรีบยกง้าวขึ้นปัดการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทันเวลา ก่อนที่เธอจะสวนกลับด้วยความรวดเร็ว แต่ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็รีบยกดาบง้าวขึ้นป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน“ประสาทสัมผัสก็ไม่เลวดีนี่ องค์หญิงฮิเมรากิ” ทาคิยาฉะ-ฮิเมะเอ่ยชมเจ้าหญิงฮิเมรากิ ในขณะที่คมดาบง้าวของเธอนั้นกำลังต้านทานคมง้าวพลังแสงของอีกฝ่าย สักพัก ทั้งสองต่างก็รีบกระโดดถอยหลังออกมา จากนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ร่ายเวทย์ธาตุไฟลงบนคมง้าว จนกลายเป็นคมง้าวเปลวไฟที่คมง้าวพลังแสงนั้นถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุส่วนทางด้านทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ร่ายมนต์ดำธาตุไฟลงบนคมดาบง้าวที่มีขนาดยาว จนเกิดเปลวไฟสีม่วงเข้มขึ้นลุกโชนไปทั่วคมดาบง้าวทาคิยาฉะ-ฮิเมะเริ่มเปิดศึกก่อนเป็นคนแรกโดยการตวัดคมดาบง้าวปล่อยลูกไฟขนาดกลางสีม่วงเข้มโจมตีใส่เจ้าหญิงฮิเมรากิ แต่เจ้าหญิงฮิเมรากินั้นกระโดดหลบได้ทัน ก่อนที่เธอจะตวัดคมง้าวปล่อยลูกไฟสีเพลิงขนาดกลางโจมตีใส่ทาคิยาฉะ-ฮิเมะ แต่เธอก็กระโดดหลบได้ทัน ก่อนที่เธอจะตวัดคมดาบง้าวปล่อยลูกไฟสีม่วงเข้มที่มีขนาดใหญ่ออกมาส่วนทาง ด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบตวัดคมง้าวปล่อยลูกไฟสีเพลิงขนาดใหญ่ออกมาต้านทานกับลูกไฟขนาดใหญ่สีม่วงเข้มของอีกฝ่ายจนเกิดแรงระเบิดขึ้นแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ และทันใดนั้นเอง ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็รีบตวัดคมดาบง้าวปล่อยลูกไฟสีม่วงเข้มไปยังทิศทางหนึ่ง“ใครอยู่ตรงนั้นหน่ะ”เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบหันหน้าไปยังทิศทางเดียวกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะ จนเธอได้มาพบกับสาวน้อยวัย 7 ขวบคนหนึ่งที่อยู่ในชุดกิโมโนสีครีมกำลังยืนอยู่ตรงบริเวณกลางทางเดินที่อยู่ทางด้านขวามือของเจ้าหญิงฮิเมรากิเด็กคนนี้มีหน้าตาที่คล้ายกับสึบากิ น้องสาวของยูกินะในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเป็นคนๆ เดียวกัน คือมีผมสีขาวลาเวนเดอร์ยาวสลวยไว้ทรงฮิเมะคัทที่ปล่อยปอยผมยาวไว้ด้านหน้าทั้งสองข้าง ดวงตาสีเขียวมรกต และมีผิวขาวบริสุทธิ์อันผ่องใสประดุจไข่มุก ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น จึงรีบวิ่งไปหาเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงบริเวณนั้นทันที“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ท่านพี่”เจ้าหญิงฮิเมรากิ เมื่อได้ยินเด็กสาววัย 7 ขวบที่อยู่ตรงหน้าเอ่ยเรียกเธอด้วยคำสรรพนามเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกฉงนขึ้นมาทันทีว่า...ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เอ่ยเรียกเธอแบบนั้น และในทันใดนั้นเอง เธอก็ได้สังเกตเห็นสร้อยอัญมณีที่ถูกสวมใส่ไว้ที่ลำคอขาวผ่องของเด็กสาวคนนี้นี่มันเธอจำสร้อยเส้นนั้นได้ มันคือสร้อยมากะทามะกันอสูรที่เธอเคยสวมให้กับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะตอนที่ยังเป็นทารก ไว้ใช้เป็นเครื่องรางที่ช่วยป้องกันไม่ให้คำสาปในตัวของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั้นแผลงฤทธิ์ออกมา“สร้อยอัญมณีเส้นนี้ เจ้าได้มาจากที่ใด”ด้วยความที่เจ้าหญิงฮิเมรากินั้นยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น จึงเอ่ยถามออกมาเพื่อความแน่ใจ แม้น้ำเสียงจะแผ่วเบา แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกกระวนกระวายที่อยู่ภายในใจ“สร้อยเส้นนี้ เป็นสร้อยอัญมณีที่ท่านพี่เคยสวมไว้ให้ตอนที่ข้ายังเป็นทารก...เป็นเครื่องรางที่ไว้ใช้ป้องกันไม่ให้คำสาปในตัวของข้าเกิดแผลงฤทธิ์ออกมา” เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รู้ทันทีเลยว่า เด็กสาววัย 7 ขวบที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนี่เอง“น้องสี่ นี่เจ้าเองหรือ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”ยังไม่ทันที่เจ้าหญิงฮิเมโยโกะจะได้ตอบ ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ร่ายมนต์ดำเสกฝูงแร้งดำธาตุสายฟ้าสีม่วงเข้มขึ้นมา ทั้งหมดพากันบินเข้าจู่โจมด้วยความเร็วสูง โดยทั้งหมดได้เพ่งเล็งไปที่เจ้าหญิงฮิเมโยโกะ แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบยกมือเรียวงามข้างที่สวมกำไลกระจกยาตะเอาไว้ขึ้นมากำบังตัวเองไว้ได้ทันเวลา แผงบาเรียป้องกันขนาดกว้างที่มาในรูปแบบล่องหนนั้นได้ช่วยป้องกันการจู่โจมโดยฝูงแร้งดำธาตุสายฟ้าที่ทาคิยาฉะ-ฮิเมะได้ร่ายมนต์ดำเสกพวกมันขึ้นมาทันทีที่ฝูงแร้งดำเหล่านั้นถูกเข้ากับแผงบาเรียป้องกันจากกำไลกระจกยาตะ มันก็จะเกิดม่านสนามไฟฟ้าขึ้น จนทำให้พวกมันทั้งหมดนั้นพากดับสลายหายไปจนกลายเป็นผุยผง“ข้าไม่รู้นะว่าเจ้าเคียดแค้นข้าเรื่องอะไร แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะทำร้ายน้องสาวข้าหล่ะก็ เจ้าข้ามศพข้าไปก่อน”“เจ้าคงจะรักน้องสาวมากหล่ะสินะ แต่ก็เอาเถอะ เอาเป็นว่าในคราวนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไว้ก่อน ไว้คราวหน้า...ถ้าหากมีโอกาสเมื่อไหร่ ข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งสองคนเสีย นังองเมียวจิฮิเมะ”ทาคิยาฉะ-ฮิเมะกล่าวทิ้งท้ายกับเจ้าหญิงฮิเมรากิก่อนที่เธอจะทำการร่ายมนต์ดำควบคู่ไปกับการใช้แผ่นยันต์ชิคิงามิสีม่วงซึ่งมีลักษณะเป็นรูปคนในการเสกม้าเพลิงอเวจีที่มีกายสีซีดและมีผมแผกกับหางเป็นเปลวไฟสีม่วงขึ้นมา ทาคิยาฉะ-ฮิเมะรีบขึ้นขี่บนหลังม้าเพลิงอเวจี ก่อนที่เธอจะจากเจ้าหญิงฮิเมรากิไป โดยการบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง สักพัก ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมโยโกะก็ได้ทรุดตัวลงกับพื้น ก่อนที่เธอจะสลบลง