ตอนที่ 60 ชนะอย่างไร้ข้อกังขา
"เป็นไปไม่ได้----ท่านผู้นั้นบอกว่าเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์" เจ้าเมืองเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกักพลางหยิกแขนตนเองอย่างสุดแรงและพบว่ามันไม่ใช่ความฝัน
"ไม่ว่ามันจะเป็นศิษย์หรือหลานของจักรพรรดิมังกรทมิฬ เหนือสิ่งอื่นใด เจ้ารู้ได้ยังไงว่าไอ้เด็กนั่นมีความเกี่ยวข้องกับยอดฝีมือจากต่างแดน" ปรมาจารย์โชลิชข้องใจอยู่พักใหญ่แต่ด้วยเรื่องราวต่างๆ นานา ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ชายชราจึงเพิ่งเอ่ยคำถามออกไป
"ท่านผู้นั้นย้ำเสมอ----ศิษย์ของเขาจะสวมใส่สร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะ..." น้ำเสียงราบเรียบกิริยาท่าทางล้วนแสดงความเคารพยำเกรงเมื่อเอ่ยถึงท่านผู้นั้นเสมอ
ทันทีที่ "สร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะ" ได้พร่างพรายออกไป เหล่าปรมาจารย์ต่างเบิกตาโพลง ชายชราทั้งห้าพลันหันมองกาติรัสอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าประดับประดาไปด้วยความโลภอย่างเปิดเผยราวกับมองเพชรรัชต์ก้อนใหญ่โต สำหรับยอดฝีมือหรือกระทั่งนักท่องยุทธภพ พวกเขาต่างเข้าใจถึงความหายากของหินสัตชีวะไม่ต่างกัน หากให้อธิบายถึงความหายากของมัน ให้ภูติผีในนรกได้ขึ้นสวรรค์ยังง่ายเสียกว่า!!
ความล้ำค่าของมันมิใช่ราคาแต่อย่างใดนอกเสียจากคุณสมบัติที่มิอาจมีสิ่งใดมาเทียบเคียง ความสามารถเฉพาะในการดูดซับพลังเวทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบกระทั่งการป้องกันด้านพลังกายก็ล้วนมิอ่อนด้อยไปกว่ากัน
ความรู้สึกต่างๆ นานาต่างพรั่งพรูออกมาอย่างมิอาจยับยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความโลภบนใบหน้าราวกับมนุษย์เดินดินได้สัมผัสกับพลังของเทพที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ
ยิ่งได้สังเกตข้อมือของกาติรัสซึ่งกำลังจับจ้องมาทางพวกเขาด้วยอากัปกิริยาองอาจประดุจราชา ทว่า เหล่าปรมาจารย์มิได้สนใจตัวชายหนุ่มไม่ คราวนี้ความสนใจต่างมุ่งเน้นไปยังหินสัตชีวะที่ข้อมือ ในชั่วพริบตาที่ได้เป็นประจักษ์ต่อเหตุการณ์สุดอัศจรรย์ที่ได้ประสบ หินสัตชีวะที่ควรค่ามากพอจะทำให้ไฟแห่งมหาสงครามอุบัติขึ้นอีกครั้ง หากข่าวคราวนี้พร่างพรายออกสู่นอกดินแดนไป อย่าว่าแต่ทวีปใหญ่หรือเผ่าทูตสวรรค์เลยกระทั่งจักรพรรดิมังกรก็คงมาเยือนด้วยตัวท่านเอง!!!
"สะ---สวรรค์..."
เหล่าปรมาจารย์ล้วนอยู่ในอาการแข็งค้างราวกับถูกสาปกลายเป็นหิน เนื่องด้วยภูมิความรู้ระดับปรมาจารย์ผู้ดำรงชีวิตมากว่าสองพันปี พวกเขาย่อมรู้คุณสมบัติของหินสัตชีวะเป็นอย่างดีแม้กระทั่งผลกระทบที่จะตามมา...
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่เจ้าเมืองจะไม่ได้ร้อนรนเช่นเหล่าปรมาจารย์ในยามนี้ ทั่วทั้งดินแดนมนุษย์เห็นทีคงมีแค่ปรมาจารย์ทั้งห้าและท่านเทพมนุษย์เท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงความสามารถเฉพาะและความอันตรายของหินสัตชีวะ
ในส่วนพวกบุคคลทั่วไป พวกเขารู้เพียงแค่เป็นหินในตำนานที่โคตรจะอภิมหาแห่งความหายากเท่านั้น รู้เพียงแค่หายากและมีราคาแพงเทียมสิบเมือง หาได้รู้ความสามารถที่แท้จริงไม่ รูปลักษณ์ของพวกมันก็มีให้เห็นแค่ในตำราอาจเป็นเพราะว่าหินสัตชีวะไม่เคยปรากฏขึ้นมาในดินแดนมนุษย์เลยสักครั้งเดียว... แม้กระนั้นเหล่าปรมาจารย์ล้วนได้พบเจอหินสัตชีวะกับสองตามาแล้ว ด้วยความเป็นเอกลักษณ์อย่างที่สุด ต่อให้มองแวบเดียวก็ยังสามารถบอกได้เลยว่าหินสัตชีวะคือก้อนไหน
ปรมาจารย์ธูมัสพลันก้าวขาออกไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว ความโลภครอบงำจิตใจอย่างไร้ก้นบึ้งราวกับต่อให้ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาตลอดชั่วชีวิตเขาก็ยอมกระทำ "หะ---หินสัตชีวะ" แม้จะเป็นถ้อยคำสั้นๆ แต่เขากลับใช้เวลากล่าวอยู่นานโข
"นั่นน่ะหรือ----หินที่เล่าขานกันมาตั้งแต่โบราณกาล..." ปรมาจารย์โชลิชก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นัยน์ตาลุ่มหลงไปกับความโลภ ขาพลันก้าวออกอย่างห้ามไม่ไหว
ปับ! ปับ!
ปรมาจารย์ยูไคพลันบีบจับแขนของปรมาจารย์ทั้งสองเข้าไว้อย่างสุดแรงราวกับย้ำเตือนสติ
ปรมาจารย์โชลิชและปรมาจารย์ธูมัสพลันเอ่ยกล่าวออกอย่างพร้อมเพรียงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "อาาาา----ใช่ ท่านพี่ยูไครั้งไว้แบบนั้นแหละ" แม้จะกล่าวกับปรมาจารย์ยูไค ทว่า แววตาทั้งคู่ต่างจับจ้องสร้อยข้อมือของกาติรัสอย่างเพ่งเล็งราวกับทั้งโลกใบนี้เหลือเพียงแค่สร้อยข้อมือของมันเท่านั้น
"เจ้าพวกบ้าเอ๊ย!!" น้ำเสียงสั่นเครือยิ่ง ความรู้สึกมากมายต่างทะลักออกมาอย่างห้ามไว้มิอยู่แม้เขาจะพยายามห้ามปรามสองปรมาจารย์ ทว่า สีหน้าของปรมาจารย์ยูไคในยามนี้ล้วนปรากฏใบหน้าโลภมากอย่างที่สุดกระทั่งเขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ภายใต้แรงจูงใจของหินสัตชีวะ สรรพชีวิตล้วนหมายปองมันแม้ตัวตายก็ยอมเข้าแลก!!
ปรมาจารย์ฝู่ชิงน้ำลายหก สมบัติในตำนานกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าได้ง่ายดายขนาดนี้ หนำซ้ำยังปรากฏอยู่ในการครอบครองของชายหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีเสียด้วย
ปรมาจารย์โหวู๋กลับอยู่ในอาการแข็งค้างราวกับถูกสาปกลายเป็นหิน หินสุดแกร่งกล้าที่เล่าขานกันมาตั้งแต่โบราณกาล มาปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้าราวกับลาภลอย เขาได้โอกาสในการเป็นผู้ไร้เทียมทานเพียงแค่ช่วงชิง
"กะ---เกิดอะไรขึ้น..." เจ้าเมืองเอ่ยกล่าวด้วยอาการงุนงงสับสนพลันกวาดมองเหล่าปรมาจารย์อย่างไม่เชื่อสายตา ผู้มากประสบการณ์นับสองพันกว่าปีเหล่านั้นกำลังแสดงสีหน้าโลภมากเสียยิ่งกว่าจอมโจรซะอีก ยากจะตามสถานการณ์ได้ทันว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้าเมืองรู้เพียงแค่อากัปกิริยาเหล่านี้มันเกิดขึ้นหลังจากเอ่ยกล่าว "สร้อยข้อมือหินสัตชีวะ"
คราวนี้ในสายตาของปรมาจารย์ทั้งห้าย่อมไม่ปรากฏผู้ใดอื่นอีกนอกเสียจากกาติรัส ชายหนุ่มผู้ครอบครองขุมสมบัติที่อาจก่อไฟแห่งมหาสงครามทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งที่น่าพรั่นพรึงเห็นทีคงจะเป็นตัวผู้ให้หินกับมัน
ปรมาจารย์โชลิชพลันขยายขอบเขตของเขตแดนเทพกระบี่ กาติรัสที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตรก็เข้าสู่ช่วงระยะและลาซิเฟียซึ่งอยู่ข้างกายก็ถูกติดสอยห้อยตามมาด้วย บุรุษหนุ่มสามารถสัมผัสได้ถึงเขตแดนในชั่วพริบตา นัยน์ตาอันดุดันเหี้ยมเกรียมกวาดมองเหล่าปรมาจารย์ด้วยความยโส เพียงเปรยมองความโลภบนใบหน้าของมัน ทุกสิ่งก็ประจักษ์ถึงความต้องการของพวกมันแล้ว
ลาซิเฟียพลันคิ้วเลิกสูงขึ้น เสียงของทุกสรรพสิ่งที่ได้ยินอยู่เมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน หญิงสาวหันมองซ้ายขวาด้วยความตระหนก ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นเหล่าผู้ชมที่ปิดปากเงียบสนิทไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงอันแผ่วเบาออกมา ทว่า พวกตระกูลใหญ่ช่างแตกต่างเพียงอ่านปากก็เข้าใจได้ทันที พวกมันกำลังโวกเวกโวยวายบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียงแม้แต่สายเดียวที่เธอสามารถสดับฟังได้เลยราวกับหูทั้งสองนั้นดับสนิท
ความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้นพลันรู้สึกเสียววาบทั่วทั้งร่าง ฝ่ามืออันเนียนงามราวกับหยกและขาวผ่องราวหิมะก็เคลื่อนตัวจับอาภรณ์ของชายหนุ่มข้างกายอย่างเบามือราวกับเป็นปราการสุดท้ายของเธอ แท้จริงแล้ว เนื่องด้วยบ่อกักเก็บพลังเวทย์ที่เสียหายทำให้ปฏิภาณไหวพริบก็ถดถอยลงไป เธอยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่ายามนี้อยู่ในเขตแดนเทพกระบี่ของปรมาจารย์โชลิช
กาติรัสพลันขมวดคิ้วเป็นปม ด้วยกายาอันกอปรไปด้วยโลหิตของเหล่าสัตว์เทพบรรพกาลและเผ่าพันธุ์กึ่งอันเดด เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง บาดแผลที่เกิดขึ้นจากฝีมือของปรมาจารย์ฝู่ชิงก็หายเป็นปลิดทิ้งก่อนแค่นเสียงเย็นชา
"มันขยายอาณาเขตแดนออก เราตกอยู่ในเขตแดนของมันแล้ว บ่อกักเก็บพลังเวทย์ของเจ้าเสียหายอยู่จะสัมผัสถึงมันไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด"
สำหรับชายหนุ่มแล้วล้วนไม่นับเป็นอันตรายอันใด ทว่า ลาซิเฟียกลับกลายเป็นอีกเรื่อง บ่อกักเก็บพลังเวทย์เสียหายอย่างหนัก หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เธอจะไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้เลยถึงกระนั้นคำพูดของกาติรัสก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ชายหนุ่มผู้โหดเหี้ยมไร้ปราณีคนนี้กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นออกมาราวกับปราการป้องกัน
"เจ้า! หินสัตชีวะนั่น! เจ้าได้มาแต่ใด!!" ปรมาจารย์โหวู๋แผดเสียงก้อง
ทันทีที่คำพูดถูกกล่าวออกมา กาติรัสก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างถ่องแท้ ใบหน้าเย็นชาเผยยิ้มเล็กน้อยพลันเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสับสน "หินอันใดหรือ?" น้ำเสียงแผ่วเบา ทว่า มันกลับดังกึกก้องไปมาในห้วงความคิดของปรมาจารย์ทั้งห้าราวกับกล่าวอยู่ข้างหู
ภายใต้เขตแดนเทพกระบี่ ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปหรือซุ่มเสียงที่แฝงเข้ามา
ปรมาจารย์ยูไคพลันเลิกคิ้วขึ้นสูง มันโง่หรือมันแกล้งโง่กันแน่? ชายชราที่พยายามจะหยั่งเชิงก็เอ่ยออกไป "ข้าจะให้ข้อเสนอแก่เจ้า ส่งสร้อยข้อมือนั้นมาแล้วพวกข้าจะปล่อยเจ้าไป" ท่าทีร้อนรนปานไฟกำลังลนก้นยิ่งบ่งบอกถึงความสำคัญของสร้อยข้อมือที่กาติรัสสวมใส่
ทันทีที่อาการร้อนรนของเหล่าปรมาจารย์คือสร้อยข้อมือ ลาซิเฟียพลันเพ่งเล็งข้อมือของกาติรัสที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ ด้วยประสบการณ์อันล้นหลามเพียงชำเลืองมองก็บอกได้เลยว่ามันทำมาจาก "หินสัตชีวะ"
กาติรัสอยากจะฉีกยิ้มกว้างราวกับปีศาจร้าย ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนการ ชายหนุ่มได้แต่ทำสีหน้าสับสนราวกับมิอาจเข้าใจคำพูดของปรมาจารย์ยูไคเมื่อครู่ก่อนเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงงุนงง "สร้อยข้อมือเส้นนี้ ข้าได้มาจากอาจารย์ข้า มิอาจให้ผู้ใดได้!!"
ความหนักแน่นในถ้อยคำถึงกับทำให้เหล่าปรมาจารย์หน้าถอดสี เป็นไปตามลมปากของเจ้าเมือง ยิ่งได้รับการยืนยันจากปากของมันแล้วยิ่งแล้วใหญ่ หินสัตชีวะในตำนานกลับถูกส่งให้กันได้ง่ายดายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!! หรือเจ้าเด็กคนนี้อาจจะเก่งกาจจนน่าเหลือเชื่อ? หรืออาจารย์มันกำลังหนีตายจากการถูกตามล่าเพราะหินนี่จึงนำมันมาฝากไว้กับเด็กคนนี้?
ความคิดต่างๆ นานาพลันผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดถึงแม้จะประกอบกับคำพูดของเจ้าเมือง แต่ความคิดเหล่านั้นล้วนมีอัตราความเป็นไปได้ที่อาจทัดเทียมกัน ปรมาจารย์ทั้งห้าพลันถอดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนปรมาจารย์ฝู่ชิงจะเดินเข้ามาตบบ่าของปรมาจารย์ยูไคเบาๆ ก่อนเอ่ยกล่าว
"ยูไค---จักรพรรดิมังกรทมิฬพลัดพรากกับหลานของตนตั้งแต่เขายังเยาว์วัยนัก ถ้าหากมันโป้ปดกับเราเพื่อหวังเอาตัวรอด...." ซุ่มเสียงแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียงสองคน
ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวไม่ทันเสร็จสรรพ ปรมาจารย์ยูไคก็พยักหน้าราวกับเข้าใจทั้งหมดแล้ว ชายชราผู้โชกโชนประสบการณ์ก็ได้เอื้อนเอ่ยออกไปด้วยแววตาอันเฉียบขาด "ในฐานะที่เจ้าเป็นหลานของจักรพรรดิมังกรทมิฬ เห็นทีพวกข้าคงต้องประหารเจ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้"
น้ำเสียงขึงขังราวกับคำพิพากษาจากสวรรค์พลางจิตสังหารที่โพยพุ่งออกมารอบทิศ นัยน์ตาเพ่งเล็งมองชายหนุ่มราวกับจะฆ่าให้ตาย เพียงสามลมหายใจ ปรมาจารย์ยูไคพลันเบิกตาโพลงกว้างราวกับพบภูติผี นอกจากกาติรัสจะไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแล้ว ชายหนุ่มยังแสดงทีท่าราวกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
นัยน์ตาเฉยชาเยือกเย็นกลับกลายเป็นนัยน์ตาดุดันเหี้ยเกรียมอย่างที่ไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อน เหล่าปรมาจารย์พลันก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ด้วยเนื่องด้วยแรงกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปรมาจารย์ยูไค ดวงตาที่ราวกับเทพมรณะกำลังจับจ้องมานั่นเพ่งเล็งไปยังเขาเพียงผู้เดียว
"เจ้าบอกว่าข้าคือหลานของจักรพรรดิมังกรทมิฬงั้นรึ!!!" กาติรัสแผดเสียงดังก้องด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเป็นอย่างมากทั่วทั้งร่างต่างร้อนรุ่มไปหมดราวกับถูกเปลวเพลิงนรกแผดเผาจากภายใน สายเลือดของอันเดดกำลังต่อต้านความคิดที่ไหลผ่านเข้ามาราวกับอยากจะให้พิสูจน์ตัวเอง
"ข้าคือกาติรัส!! บิดาข้าหรือ? มารดาข้าหรือ? ท่านปู่ข้าหรือ? คนที่ร่วมสายเลือดกับข้าหรือ? ของแบบนั้นนะ..." กาติรัสกล่าวสุดเสียงแม้ประโยคสุดท้ายจะขาดช่วงราวสามลมหายใจ "ช่างจอมปลอมสิ้นดี! ข้ามีทุกอย่างเฉกเช่นวันนี้ได้เพราะตัวของข้าเอง!! อย่าว่าแต่ท่านปู่กับท่านตาเลยกระทั่งบิดาที่แท้จริงข้ายังไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ!!"
น้ำเสียงดุดันราวกับสัตว์ร้าย เรื่องราวของครอบครัวเขาอาจเป็นปมในใจที่ไม่อาจตัดขาด ทว่า ก็มิอาจรอดพ้นสัจธรรมที่แท้จริงของโลกใบนี้ไปได้ "ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ"
ลาซิเฟียแข็งทื่อราวกับถูกสาปกลายเป็นหินราวกับหยั่งลึกได้ถึงอารมณ์ของกาติรัส ชะตากรรมอันโดดเดี่ยวนับแรมปีที่ต้องประสบพบพานแม้จะรายล้อมไปด้วยผู้คนแต่เปลือกในช่างกลวกโบ๋ยิ่งนัก ประสงค์ใจล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ไร้ซึ่งความจริงใจ หญิงสาวที่ราวกับได้เห็นตัวเองอีกคนก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา
ปรมาจารย์ยูไคและปรมาจารย์ฝู่ชิงกลับแสดงสีหน้าผิดแปลกจากผู้อื่น ถ้อยคำยังคงดังกึกก้องราวกับกล่าวตะโกนข้างใบหู "ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า" ยิ่งไถ่ถามปริศนาต่างๆ กลับเริ่มเชื่อมเข้าหากันได้ในที่สุด ตามคำกล่าวของเจ้าเมืองและคำกล่าวของปรมาจารย์ฝู่ชิง เหตุการณ์เป็นประจักษ์แล้ว ชายหนุ่มเบื้องหน้าคงจะเป็นหลานของจักรพรรดิมังกรทมิฬจริงๆ
ปรมาจารย์ยูไคที่อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าหากมันเป็นหลานของจักรพรรดิมังกรทมิฬจริงๆ ตัวตนระดับจักรพรรดิมังกรต่อให้มีตนเดียวก็ยังสามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญหายจากหน้าประวัติศาสตร์ได้อยู่ดี ปรมาจารย์ยูไคกวาดของเหล่าปรมาจารย์ด้วยกันราวกับพยายามจะสื่อสารบางอย่าง
ปรมาจารย์โหวู๋ ปรมาจารย์โชลิชและปรมาจารย์ธูมัสพลันสดับหูฟังอย่างตั้งใจ ทันทีที่ปรมาจารย์ยูไคอธิบายเสร็จสิ้น ใบหน้าโลภมากกลับถูกเก็บกลืนลงไปปรากฏเพียงอาการข่มขื่น ถึงแม้จะได้หินสัตชีวะไปแต่หากต้องต่อกรกับมังกรที่ขึ้นชื่อว่าจักรพรรดิ ต่อให้รวมสิบแดนมนุษย์ก็มิอาจสร้างรอยบาดแผลให้มันได้อย่างแน่นอน!!
กาติรัสและลาซิเฟียยังคงไม่เคลื่อนไหวอันใดจนกระทั่งปรมาจารย์ทั้งห้าที่กำลังล้อมวงคุยกันก็พลันจับจ้องมองมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าที่แปลกไปจากเดิม ในขณะที่เหล่าปรมาจารย์กำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ ปรมาจารย์ฝู่ชิงกลับย่างก้าวตรงดิ่งมาจากชายหญิงทั้งสอง
กาติรัสที่อยู่ในท่าชันเข่าก็เพ่งสมาธิมองปรมาจารย์ฝู่ชิงที่กำลังเดินเข้ามา ลาซิเฟียที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือจนสองร่างแทบจะแนบชิดติดกัน หญิงสาวกลับปรากฏอาการร้อนรนอย่างที่สุด หนึ่งฝ่ามือขาวผ่องดุจหิมะและเนียนงามราวกับหยกพลันจับชายอาภรณ์ของกาติรัสแนบแน่นยิ่งขึ้นราวกับกำลังหวาดกลัว
กาติรัสที่ราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่กำลังจะมาถึงพลันฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่ ในที่สุดปรมาจารย์ฝู่ชิงก็อยู่ห่างจากชายหญิงทั้งสองราวหนึ่งเมตร
"การประลองจบแล้วศึกนี้เจ้าชนะ"
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:6,040 พลังกาย:520,973 พลังเวทย์:1,193,133 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ