เราได้เจอนุ๊กนั่งอยู่กับแฟนอีกเช่นเคย แต่นุ๊กตอนนี้ดูเนื้อตัวค่อนข้างบวมขึ้น แล้วก็หน้าตาตึง ๆ ดูเครียด ๆ แฟนของนุ๊กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ก็กำลังอยู่ในชุดคลุมท้อง
ซึ่งเราเดาจากขนาดของท้องเอาเองว่า น่าจะตั้งท้องได้ประมาณสี่ถึงห้าเดือนได้แล้ว นุ๊กะโทักเราพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ เหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันพยักหน้าให้เราด้วย หลังจากที่เห็นเรามองไปที่แฟนมัน
ผู้หญิงในชุดคลุมท้องเหลือบตามองเรา ก่อนจะหันหน้ากลับทันทีโดยไม่ได้ทักทายอะไร เราที่เห็นนุ๊กพยักหน้าให้ ก็เข้าใจความหมายของมันได้
'ใช่ เมียกูกำลังท้อง'
แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เรียกเราไปนั่งด้วย ส่วนเราก็แค่พยักหน้าตอบกลับไป ก่อนที่เราจะเหลือบไปยิ้มทักทายให้เมียของมันอีกครั้งเล็กน้อย เพื่อแสดงความยินดีแบบเป็มารยาท
เนื่องจากว่าเราเรียนในสาขาการท่องเที่ยว การฝึกงานใน่ปีที่3 เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ก็เลยจะฝึกงานกับบริษัททัวร์ แต่มีเรากับเพื่อนสนิทอีกสองคน ที่ไปฝึกงานกับตำรวจท่องเที่ยวที่สุวรรณภูมิด้วยกัน
ใน่นี้เราเลยค่อนข้างไม่มีเวลา เพราะต้องเรียนแล้วก็ฝึกงานไปด้วย บางวันก็มีต้องเข้าเวรดึกที่สนามบิน ทำให้บางวันต้องกลับเช้า เวลาของเราเลยไม่ค่อยแน่นอน ขนาดแฟนเรายังไม่ค่อยได้เจอกัน กับนุ๊กก็ยิ่งลืมไปได้เลย
จนมีวันนึงเราก็กลับบ้านดึกอีกตามเคย แต่ว่าวันนี้เรารู้สึกแปลกใจ ที่เห็นแค่นุ๊กนั่งอยู่แค่คนเดียว
"เฮ่ย..ไนท์!!" นุ๊กยิ้มให้เราพร้อมกับพยายามยืนขึ้นแบบโงนเงน
"เฮ่ยย!!" เราที่เห็นมันโซเซเหมือนจะล้มก็ใ รีบเดินเข้าไปดู
"ทำไมกินหนักขนาดนี้วะ แล้วมึงจะกลับบ้านยังไง?"
เราที่เห็นสภาพมันหนักกว่าทุกทีก็เลยอดบ่นไม่ได้
"เออน่า กลับไม่ไหวก็นอนมันที่นี่แหละ มึง..นั่งก่อน ๆ "
เราที่เห็นมันเป็แบบนี้ ก็เลยยอมอยู่ดูมันสักพักนึงก่อน พอเห็นมันนั่งอยู่คนเดียว ใจนึงก็อยากถามนะว่าแฟนมันไปไหน ทำไมปล่อยมันนั่งเมาอยู่คนเดียว แต่อีกใจก็ไม่กล้าถาม เราเข้าใจว่าเื่พวกนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อน ยิ่งเป็เื่เกี่ยวครอบครัว เราก็เลยยิ่งต้องยั้งปากตัวเองเอาไว้ แต่ก็ยังอดเป็ห่วงมันไม่ได้อยู่ดี
"มึงมีเื่อะไรป่าวเนี่ย? ถ้ากลับไม่ไหวไปนอนพักที่บ้านกูก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูคุยกับพ่อให้"
มันเงียบคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะปฏิเสธ ดูเหมือนว่ามันก็ไม่ค่อยอยากรบกวนบ้านเราเท่าไหร่ เพราะตอนที่มันเคยเมาแล้วไปตามเราถึงที่บ้าน พ่อเราก็เลยเขม่นใส่มันไป
"หึ ๆ ไม่เป็ไร ถ้ากลับไม่ไหวกูก็นอนตรงนี้ได้ ไว้ส่างแล้วเดี๋ยวกูค่อยขี่รถกลับ"
"ไหวแน่นะ?"
"....." มันโบกมือปัด แบบให้เราไม่ต้องใส่ใจ
"เออ ๆ ก็ตามใจมึงแล้วกันงั้น"
แล้วเราสองคนก็นั่งกันเงียบ ๆ กันอยู่แบบนั้น เราพยายามคอยสังเกตอาการว่ามันไหวมั้ย ส่วนมันก็นั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ มันจะไม่มองหน้าเราถ้าไม่ได้คุยกัน ซึ่งปกติมันก็จะเป็แบบนี้ แต่ดูเหมือนวันนี้จะมีความเครียดปนอยู่ด้วย เพราะเรารู้สึกได้
'นึกว่าปกติที่เห็นเครียด ๆ เพราะเมียมานั่งคุมซะอีก' เราก็ได้แต่เดาไปเรื่อยในใจ
ดูเหมือนว่ามันจะมีเื่อะไรสักอย่าง แต่เรารู้ดีว่าคนแบบมันถ้าไม่อยากพูด ทำยังไงก็ไปบังคับมันให้พูดไม่ได้ แต่แล้วอยู่ดี ๆ มันก็หันหน้ามาหาเรา ทำให้เรารู้ว่ามันมีบางอย่างจะคุยด้วย
"ทำไมมึงไม่เกิดมาเป็ผู้หญิงวะ?" ครั้งนี้มันไม่ได้ยิ้ม แต่กลับมองหน้าเราตรง ๆ
มันถามเราด้วยน้ำเสียงที่ปกติธรรมดามาก แต่ในหัวเราเหมือนมีฟ้าผ่าลงมา เหมือนเราโดนอะไรสักอย่างก็ไม่รู้ทุบมาที่หัวแบบแรง ๆ
'ทำไมมึงไม่เกิดมาเป็ผู้หญิงวะ?' เราได้แต่ทวนคำพูดของมันอยู่ในหัว
เราจำบทสนทนาที่คุยกันหลังจากนั้นไม่ได้ แต่พอเรากลับบ้านถึงบ้านแล้ว คำพูดนี้ของมันก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเรา แล้วเราก็ไม่เคยคิดว่า คำพูดประโยคนั้นจะเป็คำพูดสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน
่หลังมานี้เพื่อนบ้านในระแวกใกล้เคียงบ้านเรา รวมถึงร้านนั่งประจำของนุ๊ก ก็เริ่มทะยอยโดนรื้นถอน เพราะว่าพื้นที่แถบนี้กำลังจะโดนเวนคืนที่ดิน ไปสร้างเป็สวนสาธารณะ และบ้านของเราก็เป็หนึ่งในนั้นเหมือนกัน ที่ต้องเตรียมขนของย้ายออก
ก่อนที่การรื้อถอนจะมาถึงบ้านของเรา ก่อนหน้านี้แม่เลี้ยงได้ไปสร้างบ้านใหม่ เตรียมรอเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว โดยบ้านหลังใหม่จะอยู่ติดกับแฟลต ที่เป็บ้านหลังแรกของเรา แต่ที่สำคัญคือมันอยู่ติดริมคลอง ใกล้กับตรงที่เรากับนุ๊กชอบไปนั่งคุยกันบ่อย ๆ เมื่อก่อน และเราก็ไม่ได้เจอนุ๊กอีกเลย ั้แ่ย้ายมาบ้านใหม่หลังนี้
วันสุดท้ายของการฝึกงานของเราได้จบลงไปแล้ว แต่ด้วยงานของคณะ ก็ทำให้เราต้องกลับถึงบ้านค่ำมืดจนเป็ปกติ เราจดจำวันนั้นได้ดี
เรากำลังเดินเรียบทางเข้าศูนย์การค้าเพื่อเข้าบ้าน จนเราเดินมาถึงปากซอยเก่าที่เคยเป็ทางเข้าบ้านหลังก่อนหน้านี้ของเรา
"โห..ไอ้ไนท์!!!"
เสียงที่ไม่ค่อยคุ้นดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่คน ๆ นึง ที่นั่งอยู่ตรงกะบะต้นไม้เดินมาหาเรา แสงไฟที่ไม่สว่างมากนัก ทำให้เรามองหน้าคนที่เรียกชื่อเราไม่ค่อยถนัด
"อ้าว..ไอ้หมี!!!"
"กูมานั่งรอเจอมึงที่นี่มาสามสี่วันแล้วเนี่ย!! กูไม่รู้ว่ามึงย้ายบ้านไปแล้ว แล้วนี่มึงย้ายไปอยู่ที่ไหน? กูจะกำลังจะตัดใจแล้วนะเนี่ย.."
เราที่กำลังงงเพราะโดนไอ้หมีพ่นคำพูดใส่รัว ๆ แต่ก็เริ่มรู้สึกแปลกๆด้วย เพราะว่าอาการมันดูไม่ปกติเอามาก ๆ
'มันมาดักรอเราทำไมวะ?'
"กูย้ายกลับไปอยู่แถวแฟลตเดิมกู บ้านกูอยู่ตรงริมคลองเลย แล้วนี่มึงมาหากูมีอะไรป่าว?" เราสงสัยมากว่ามันมาตามหาเราทำไม
"ไนท์… มึงตั้งใจฟังให้ดี ๆ นะ …นุ๊กมันเสียแล้ว"
".............." ในหัวเราอยู่ดีมันก็มีเสียงวิ้ง
"มันเสียมาหลายวันแล้ว วันแรกที่กูมารอจะบอกมึง มันก็เสียได้สามวันแล้ว"
"............."
"คือยังไง? ทำไม... มัน เสียได้ไง?"
"มันเมาแล้วขี่รถกลับบ้าน รถก็เลยไปคว่ำ....."
"แล้วมันอยู่วัดไหน?"
"กูไม่รู้..ครอบครัวมันเป็คนจัดการ กูก็รู้เื่มาจากเพื่อนของมันอีกที กูเลยมารอบอกมึงเนี่ย"
"ไอ้หมีมึงอย่ามาพูดเล่นแบบนี้นะ มันไม่ตลกนะ" พูดจบเราก็รีบเดินกลับบ้านทันที
เพราะเราคิดอะไรไม่ออกแล้วในตอนนั้น เรารู้สึกเหมือนจะหมดแรง แต่เราไม่อยากนั่งอยู่ตรงนั้น
"ใครจะเอาเื่แบบนี้ล้อเล่น.. เฮ้ย ไอ้ไนท์!!" ไอ้หมีะโไล่หลัง
พอกลับถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปในห้องน้ำ แล้วเราก็ร้องไห้ พร้อมกับถามตัวเองซ้ำ ๆ
'ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม'
เราปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่นานมาก
คืนนั้นคำพูดทุกอย่างที่เคยคุยกัน มันเหมือนเป็ภาพที่ฉายซ้ำ ๆ วนเวียนอยู่หัวของเรา
'เป็เพราะเราไม่สนใจมันให้มากกว่านี้หรือป่าว มันถึงต้องมาจบแบบนี้?' เราคิดมากจนนอนไม่ค่อยหลับ
จนพอเราเริ่มมีสติเราก็รู้สึกเสียดาย ที่ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อจากไอ้หมีไว้ เผื่อจะได้ติดต่อครอบครัวของนุ๊ก ด้วยความขาดสติของเรา เลยทำให้เราติดต่อใครไม่ได้เลย เราจำไม่ได้ว่าผ่านมาแล้วกี่วันที่เราได้เจอไอ้หมี แต่เรามักจะมายืนมองที่หน้าต่าง มองไปตรงที่พวกเราเคยคุยเคยเล่นกันตอนเด็ก ๆ
เราติดต่อใครไม่ได้เลย เพื่อนของนุ๊กก็ย้ายออกไปหมดแล้ว และแล้วคืนนึงเราก็ฝันว่านุ๊กมาหาเรา มันชัดเจนจนเหมือนไม่ใช่ความฝัน เราจำความฝันนั้นได้ไม่มีวันลืม ในฝันเรากำลังอยู่ที่ห้องของบ้านใหม่นี้ แล้วนุ๊กก็เดินขึ้นมาหาเราบนบ้าน
นุ๊กค่อย ๆ เดินมาหาเราที่เตียง เราที่นอนอยู่เลยลุกมาขึ้นนั่งห้อยขาลงข้างเตียง เราเริ่มถามก่อน ตามแบบคนที่มีคำถามอยู่เยอะมากในหัวที่รอจะถาม
"ทำไม? ทำไมมันเร็วแบบนี้วะ?"
"ทำไมอ่ะ?" นุ๊กก็เดินมานั่งที่ข้างเราที่เตียง พร้อมกับรอยยิ้มที่หายากของมัน
"ทำไมมึงไม่เคยพูด ไม่เคยบอกอะไรกับกูเลย?" เราเริ่มหงุดหงิดกับการทำตัวไม่ทุกข์ร้อนของมัน
"ให้กูพูดอะไร? ยังไงมึงก็ไม่ได้เลือกกูอยู่ดี?" เราเริ่มคิดตาม แล้วก็เข้าใจ
"มึงก็ไม่ได้เลือกกูเหมือนกัน" เราได้แต่ก้มหน้าลง
"ใช่มั้ยล่ะ" มันยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม เหมือนกับคนที่เข้าใจอะไรได้ดีมากกว่าเรา
"แล้วที่มึงเคยพูดหมายความว่าไง?"
"เคยพูด.. เื่ไหน?"
"ก็ที่มึง.. เคยบอกว่า ทำไมกูไม่เกิดมาเป็ผู้หญิง..." เราค่อนข้างเขินแปลกๆที่จะต้องพูดคำนี้
มันที่ได้ยินก็หัวเราะออกมา
"อ๋อ ฮ่าๆ ก็ตามนั้นเลย... ถ้ามึงเป็ผู้หญิงก็คงดี อะไร ๆ ก็คงจะง่ายกว่านี้" มันพูดพร้อมกับยิ้ม มันเป็รอยยิ้มที่อบอุ่นมาก
คำพูดของมันทำให้เราเริ่มอยากที่จะร้องไห้อีกครั้ง
"กูต้องไปแล้ว.." มันพูดพร้อมกับลุกขึ้น
เราที่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะเรายังไม่พร้อมที่จะบอกลา
"มึงก็ไม่ต้องร้องแล้วนะ ร้องทุกวันเลย..ไม่เหนื่อยหรอ?"
มันพูดพร้อมกับเอามือลูบหัวเราเหมือนที่มันเคยทำ
"อื้อ...." เราพยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็ไม่สำเร็จ
"กูไปล่ะ" แล้วมันก็หันหลัง
"กูรักมึงนะ!" เราะโเป็ครั้งสุดท้าย
มันหยุด แล้วหันกลับมายิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้เรา
'นี่มันรู้อยู่แล้วหรอ?'
แล้วเราก็ตื่น เราตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่เปียกเต็มหน้า จนผมเราก็เปียก
"ขอบคุณนะ ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ยังมาหากู"
เราไม่รู้ว่าผีจะมีจริงมั้ย หรือมันเป็ระบบป้องกันตัวเองของสมองของเราเอง แต่ความฝันนี้มันมีค่ากับเรามาก ๆ มันทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น และก็ทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้
ผ่านไปนับสิบปี เื่ของนุ๊กก็ยังคงอยู่ในส่วนลึกของใจเราเสมอ เราอยากเป็นักเขียน จนกระทั่งวันนึงเราก็ตัดสินใจที่จะลองฝึกเขียน เราคิดพล็อตนิยายเก็บเอาไว้เยอะมาก แต่เราไม่เคยแต่งได้จนจบเลยสักเื่
จนมีเพื่อนนักเขียนของเราคนนึง แนะนำให้เราลองเขียนเื่สั้นดู หรือเขียนเื่ที่เราคิดว่า เราสามารถเขียนจนจบได้ โดยที่ใช้เวลาไม่นานนัก เราเลยตัดสินใจเอาเื่ของเรากับนุ๊กมาลองเขียนดู
การเขียนเื่นี้ทำให้เรามีโอกาสได้นึกย้อนไป ั้แ่วันแรก จนถึงวันสุดท้ายที่เราสองคนได้เจอกัน แล้วมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว เราชอบนุ๊กมาั้แ่วันแรกที่เราได้เจอกันแล้ว
เราเคยพยายามไปเดินมองหานุ๊ก ั้แ่ตอนที่นุ๊กอยู่ชั้นอนุบาลอยู่หลายครั้ง จนเราก็คิดได้ว่าเดี๋ยวพอขึ้นป.1เราก็จะได้เล่นด้วยกันเอง และในที่สุดเราก็ได้เล่นด้วยกันจริง ๆ ได้เป็เพื่อนกันจริง ๆ จนพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนสนิทกัน
แต่ต่อให้รักกัน คนที่ไม่ใช่ยังไงมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ นุ๊กก้าวข้ามเส้นแบ่งเื่เพศไม่ได้ ถึงต่อให้นุ๊กจะรักเราเหมือนกัน แต่นุ๊กก็ยังอยากให้เราเป็ผู้หญิงมากกว่า และเราเองก็รักแฟนของเรา ถึงต่อให้นุ๊กยังโสดอยู่ เราก็ทิ้งแฟนของเราเพื่อมาคบกับนุ๊กไม่ได้
ความสัมพันธ์ของพวกเรา มันได้จบลงสมบูรณ์ในแบบของตัวมันเองไปนานแล้ว เื่ของนุ๊กได้ทำให้เราเข้าใจในชีวิตและความรักมากขึ้นมาอีกขั้น
"รีบพูดในวันที่เรายังมีโอกาสจะพูด รีบบอกในวันที่อีกฝ่ายยังมีโอกาสได้ฟัง"
เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันที่เราหรืออีกฝ่ายจะต้องจากกันจะมาถึงตอนไหน
'นุ๊ก มึงคือรักแรกและเป็ความทรงจำนึงที่มีค่าที่สุด ในใจของกูตลอดไป..ขอบคุณนะที่ทำให้กูรู้จักกับคำว่า รัก '
จบบริบูรณ์