ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 34

    ..ทางด้านของมนต์ กับเฟิร์น..“บ้าจริงๆเลย.. พวกมันเป็นใครกัน เห็นแก่ตัวที่สุด” เฟิร์นกล่าวออกมาอย่างหัวร้อน วันนี้เธอสองคนตั้งใจที่จะมาทานไอศกรีมของลุงเกษมเจ้าดัง แต่ทว่าในกลุ่มเฟซบุ๊คแฟนคลับที่ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนที่ร้านลุงเกษมกลับแจ้งว่าวันนี้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้เหมาร้านของแกไปตั้งแต่เช้าแล้ว มันทำให้เธออารมณ์เสียไม่น้อยเลยทีเดียว“เอาน่า วันพรุ่งนี้ค่อยหาซื้อกินใหม่ก็ได้นี่นา..” มนต์ที่เห็นเพื่อนสนิทของเธอโวยวาย เธอก็รีบเข้าปลอบใจในทันที แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอาย เพราะตอนนี้พวกเธอกำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และคนอื่นๆก็เริ่มหันมามองพวกเธอกันใหญ่แล้ว“ก็แกลองคิดดูสิ! คนอื่นเขาก็อยากจะกินเหมือนกันหรือเปล่า ขนาดคนในเพจเฟซบุ๊คยังซื้อกันแค่คนละชุดสองชุดเพื่อให้คนอื่นได้ลองกินบ้าง ดูคนพวกนั้นทำสิ! มันยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน.. อย่าให้แม่เจอก็แล้วกัน ถ้าเจอจะตบหัวเรียงตัวเลย คอยดู..” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับกำหมัดรอแล้ว มนต์ที่เห็นอย่างนั้นก็ทำหน้าเจื่อนๆ“เอาน่าๆ ตอนเย็นยังมีร้านแพนเค้กที่โรงเรียนคอสมาตินอยู่นี่.. ถ้าเราไปก่อนที่นักเรียนจะเลิกเรียนล่ะก็ รับรองไม่พลาดแน่นอน..” มนต์พยายามหาเรื่องมาพูดปลอบใจเพื่อนของเธอ และทำให้เฟิร์นใจเย็นลง แน่นอนว่ามันได้ผล ถ้าเป็นเรื่องของขนมล่ะก็ไม่ว่าจะอะไรที่เพื่อนของเธออยากจะลองชิม มันก็จะเป็นเครื่องระบายอารมณ์ได้เป็นอย่างดี“นั่นสินะ!.. ตอนนี้กี่โมงละ เราไปก่อนตอนนี้เลยไหม เผื่อรถติดจะยุ่งเอา” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม ผิดกับสีหน้าที่แสดงออกมาเมื่อสักครู่เลย ผิดกันลิบลับ จนมนต์ได้แต่ทำสีหน้าเอือมเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด“จะว่าไป น้องสาวของแกก็เรียนที่คอสมาตินไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ถามเธอล่ะ..” เฟิร์นที่เหมือนจะเพิ่งนึกได้ เธอก็กล่าวออกมา เฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้น เธอก็ถึงกับชะงักไปเลยทีเดียว ก่อนจะหัวเราะแห้งๆออกมา“แหะ! แหะ! คือว่า.. ก็คนมันลืมอะ” เฟิร์นกล่าว มนต์เตรียมที่จะด่าเพื่อนสนิทในทันทีแล้ว แต่ทว่าเหมือนเพื่อนของเธอจะค่อนข้างโชคดีไปหน่อย.. กรี้งงง! กรี้งงงง! (เสียงโทรศัพท์)“หืออ ใครโทรมากัน... เอ๊ะ คุณแม่อย่างนั้นเหรอ?” เสียงโทรศัพท์ของเฟิร์นดังขึ้น แน่นอนว่าเธอต้องหันดูว่าใครโทรมาตีเนียนลืมเรื่องที่เพื่อนของเธอกล่าวเมื่อสักครู่ และเฟิร์นก็ต้องทำหน้าสงสัยออกมาเล็กน้อย ถ้าเธอจำไม่ผิด วันนี้คุณแม่ของเธอนั้นบอกว่าจะไปเลี้ยงอาหารกลางวันที่บ้านเด็กกำพร้า ในใจคิดหาเหตุผลหลายอย่างที่แม่โทรหาเช่นนี้“ค่ะ คุณแม่.. ถ้าจะชวนไปที่บ้านเด็กกำพร้าด้วย วันนี้หนูขอบายนะคะ..”ไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจเด็กกำพร้าหรืออะไร ใจจริงเธอค่อนข้างชอบสถานที่แห่งนั้นเลยด้วยซ้ำ การที่ได้เห็นเด็กผู้น่าสงสารทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยมันทำให้สุขใจอย่างบอกไม่ถูก แต่วันนี้ขนมแพนเค้กนั้นสำคัญมากกว่าเท่านั้นเอง“..หนูเฟิร์นลูก.. แม่เพิ่งจะได้ข่าวจากที่โรงพยาบาลของเราเกี่ยวกับหนูมิเชลน่ะลูก แม่ไม่รู้ว่าหนูรู้แล้วหรือยัง” แม่ของเฟิร์น หรือคุณหญิง ‘เปรม เปรมปรีดา’ กล่าวถามกับลูกสาวของตัวเอง“อะไรนะคะ.. มิเชลเหรอ เขาเป็นอะไรอย่างนั้นเหรอคะคุณแม่” เฟิร์นกล่าวถามอย่างตกใจ และเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมวันนี้มิเชลถึงไม่ได้มาเข้าเรียนในคาบเก้าโมงเช้า เธอไม่รู้ว่ามิเชลเจ็บไข้ได้ป่วยยังไง ด้วยความเป็นห่วงเธอจึงกล่าวถามไปอย่างร้อนรน“..แม่ก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกันนะลูก ที่โรงพยาบาลบอกแม่ว่าหนูมิเชลเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลของเราแค่นั้นเอง.. ถ้ายังไงลูกจะไปเยี่ยมหนูมิเชลเขาหน่อยไหม..”คุณหญิงเปรมกล่าว เธอนั้นรู้ดีว่าพวกลูกๆทั้งสามคนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่อนุบาล ด้วยการที่ครอบครัวของพวกเราทั้งสามตระกูลมีความสนิทสนมกันมานาน ประกอบกับพวกเขาทั้งสามมีอายุเท่ากัน จึงค่อนข้างสนิทกันง่าย เธอคิดว่าลูกสาวควรจะรับรู้ว่าเพื่อนของลูกกำลังป่วยอยู่ จึงโทรมาบอกเท่านั้น“ค่ะ คุณแม่ หนูกำลังจะเข้าไปค่ะ คุณแม่จะอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนก็ได้นะคะ ถ้ายังไงหนูจะโทรบอกอีกทีหนึ่งค่ะ แต่ยังไงก็ช่วยประสานงานที่โรงพยาบาลให้หนูด้วยนะคะ จะได้ไม่เสียเวลา...” เฟิร์นกล่าวกับคุณหญิงแม่ แน่นอนว่าคุณแม่ก็ต้องจัดการทุกอย่างตามที่ลูกสาวร้องขอเป็นเรื่องปกติ“จ้ะ.. ยังไงถ้าทราบอาการแล้ว ก็บอกแม่บ้างนะลูก เดี๋ยวแม่จะทำบุญเผื่อลูกๆอีกทางหนึ่ง” คุณหญิงเปรมกล่าว ก่อนที่ทั้งสองจะวางสายกันไป มนต์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็เข้ามาตบไหล่ที่เพื่อนสนิทของเธอ“ใจเย็นน่าแก.. ยังไงก็ถึงมือหมอแล้ว ฉันเป็นคนขับรถให้เอง รีบไปกันเถอะ!.” มนต์กล่าวปลอบใจเพื่อนสาวของเธออย่างเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกอะไร ยังไงมิเชลก็เพื่อนของเธอเช่นกัน แต่สำหรับคนที่รู้สึกพิเศษกับมิเชลมากกว่านั้นคงจะเป็นเฟิร์นที่กำลังกระวนกระวายอยู่ในตอนนี้ เฟิร์นพยักหน้าเล็กน้อย และหลังจากนั้นทั้งสองสาวก็มุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลเอกชน ‘น้ำทิพย์’ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของครอบครัวเฟิร์นนั้นเอง.. ..ทางด้าน สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า..“เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณหญิงเปรม.. มีเรื่องอะไรด่วนที่ต้องไปจัดการหรือเปล่าคะ ทางนี้ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงนะคะ อีกสักพักลูกชายฉันก็กลับมาแล้ว ให้เขาเป็นคนจัดการต่อก็ได้ค่ะ” ผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ เด็กๆมักจะเรียกเธอว่า ‘คุณแม่’ หรือ ‘แม่ฝน’ นอกจากที่เธอจะเป็นผู้อำนวยการแล้ว เธอยังเป็นนักบวชหญิงของศาสนาคริสต์อีกด้วย เธอกล่าวกับคุณหญิงที่ทำสีหน้าเหมือนกำลังทุกข์ใจ“ไม่เป็นอะไรค่ะคุณแม่ พอดีได้ข่าวว่าเพื่อนของลูกสาวเข้าโรงพยาบาลเท่านั้นค่ะ..” คุณหญิงกล่าว“เพื่อนของหนูเฟิร์น หรือว่าเพื่อนของหนูฟ้ากันคะคุณหญิง..” แม่ฝนกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง“เพื่อนสนิทของหนูเฟิร์นเธอน่ะค่ะ.. ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอะไรไหม แต่ก็อยากจะภาวนาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เขาปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ อย่าให้เขาเป็นอะไรเลย..” คุณหญิงเปรมกล่าว“แน่นอนว่าพระองค์เจ้าจะฟังคำขอของคุณหญิงแน่นอนค่ะ.. ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณหญิงสวดภาวนากับพระองค์เจ้าที่ห้องโถงของโบสถ์ดีกว่านะคะ..” แม่ฝนกล่าว พร้อมกับผายมือเชิญให้คุณหญิงไปห้องโถงใหญ่ของโบสถ์ แน่นอนว่าตัวของแม่ฝนก็ร่วมสวดภาวนาด้วยเช่นกัน ในขณะที่ทั้งสองกำลังสวดภาวนาให้กับมิเชล ก็ดูเหมือนว่าจะมีมารซาตานปรากฏตัวขึ้น ตัวตนที่ทำให้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้น ใช่แล้วซาตานตัวนั้นก็คือ ‘โอ๊ต’ ที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงหน้าโบสถ์พร้อมกับเกม“ที่นี่ดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยนะครับเนี่ย..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับมองไปรอบๆสถานที่เก่าๆแห่งนี้“ก็นะ พวกเราก็ไม่มีเงินกันมากขนาดนั้น.. แค่ผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาวมาได้ก็เป็นบุญของพระองค์เจ้าแล้วล่ะ.. มาสิ! เดี๋ยวพี่จะพาไปพบกับคุณแม่.. คุณแม่ต้องดีใจมากแน่ๆที่เจอนาย” เกมกล่าว มันเป็นเรื่องปกติที่โบสถ์จะต้องพบเจออยู่แล้ว โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ และเดินตามเกมไปติดๆ“เอ๊ะ! มีแขกอย่างนั้นเหรอ...คุณหญิงเปรมอย่างนั้นเหรอ พอดีเลยพี่จะแนะนำคุณหญิงท่านให้เรารู้จัก ไม่แน่บางทีนายอาจจะได้เพิ่งบารมีท่านในการหางานทำในอนาคตได้..” เกมกล่าว โอ๊ตเองก็ไม่ได้ว่าอะไร รู้จักคนอื่นเอาไว้บ้างก็ไม่ได้เสียหาย“ผมกลับมาแล้วครับคุณแม่ สวัสดีครับคุณหญิง..” เกมเอ่ยกล่าวกับคุณแม่ฝน และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ผู้มีพระคุณอย่างคุณหญิงเปรมที่ได้ให้การสนับสนุนที่โบสถ์มาโดยตลอด“กลับมาแล้วเหรอลูก.. พอดีเลย ยังไงก็ไปช่วยน้องๆล้างจานสักหน่อยนะ ว่าแต่นั่นมันเจ้าโอ๊ตไม่ใช่เหรอ..” คุณแม่กล่าวกับเกม แน่นอนว่าเขาก็พยักหน้ารับคำของคุณแม่ ก่อนที่เธอจะหันมาทางโอ๊ตที่ไม่ได้เจอมานานมากแล้ว เธอเดินเข้ามาสวมกอดกับโอ๊ตอย่างคิดถึง นับว่าเป็นโอกาสที่ควรดีใจ ที่ได้เห็นเด็กจากวันนั้นเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้“สวัสดีครับคุณแม่.. สบายดีหรือเปล่าครับ..” โอ๊ตกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม แน่นอนว่าเขาดีใจที่ยังมีคนคอยเป็นห่วงเขาเช่นนี้ นับตั้งแต่พ่อแม่ของเขาเสียไป ความรู้สึกเหล่านั้นมันก็แทบจะไม่มีเกิดขึ้นเลย คนที่คอยเวลาเรากลับมาจากการทำงานที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยอยู่ที่บ้าน“จ้ะ.. แล้วลูกล่ะเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า ทานอาหารครบทุกมื้อไหม..” แม่ฝนกล่าวถาม พร้อมกับสำรวจรอบๆตัวของโอ๊ต ราวกับว่าเขายังเป็นเด็กน้อย เขาหันมองที่เกมกับคุณหญิงที่กำลังยิ้มอย่างมีความหมาย มันทำให้โอ๊ตเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย“คุณแม่ครับ ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับ คุณแม่ทำอย่างนี้ผมก็อายคนอื่นเขาแย่เลย..” โอ๊ตกล่าว คุณแม่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก และปล่อยตัวของโอ๊ตออกมา“..ไม่นะ!.. ลูกเกมดูสิ! ลูกโอ๊ตเปลี่ยนไป ลูกโอ๊ตไม่รักคุณแม่แล้ว แง้ๆๆ..” ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง คุณแม่ก็ชิงเล่นบทดราม่าของเด็กน้อยก่อนเลยในทันที สำหรับโอ๊ตแล้วคุณแม่ฝนถึงจะมีบรรยากาศเหมือนกับผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ น่านับถือ แต่ถ้าเป็นเด็กๆที่เธอเคยเลี้ยงดูมา เธอจะมีนิสัยกลายเป็นเหมือนพี่สาวโลลิเลยก็ได้ ถือว่ามันเป็นจุดขายหนึ่งที่เธอสามารถเข้าหาเด็กๆได้เป็นอย่างดี ตอนที่โอ๊ตมาที่นี่ในครั้งแรก จากที่ไม่มีความกล้าที่จะมาพึ่งพาโบสถ์ขออาหารประทังชีวิต ทำได้เพียงแค่ยืนมองเด็กคนอื่นทานอาหารด้วยความหิว เขาก็ได้พบเจอกับแม่ฝนที่เข้ามาตามตื้องอแงเหมือนกับตอนนี้ ทำให้เขาต้องยอมใจเธอในทันที และตอนนี้เขากำลังมองภาพเดิม ภาพซ้ำของคุณแม่ที่กำลังร้องโวยวายเหมือนกับเด็กน้อยนั้นอยู่อย่างสุขใจ“คุณแม่ครับ.. โอ๊ตเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ อีกอย่างตอนนี้เราควรจะแนะนำตัวเขาให้กับคุณหญิงเปรมได้รู้จักไม่ใช่เหรอครับ..” เกมที่ถูกเด็กน้อยคุณแม่ทุบอย่างวอแวอยู่เอ่ยขึ้น“จริงด้วยสินะ! อะ..แฮ่ม! คุณหญิงคะ เด็กคนนี้มีชื่อว่าโอ๊ต เขาค่อนข้างเป็นเด็กที่หัวแข็งเอามากเลยล่ะค่ะ ทั้งๆที่เขาต้องอยู่คนเดียวมาตั้งแต่อายุหลักเดียว แต่ก็ไม่ยอมเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของฉันเลย หาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จนมาถึงตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว..” คุณแม่กล่าวแนะนำตัวของโอ๊ต และมันดูเหมือนว่าจะมีคำที่แสดงถึงความงอนๆของเธอเล็กๆน้อยๆ“..สวัสดีครับคุณหญิงเปรม คุณแม่เธอพูดโอเว่อร์ไปนะครับ ผมไม่ได้ลำบากมากขนาดนั้นหรอกครับ ยังโชคดีที่มีมรดกจากพ่อแม่ที่เสียไปบ้างน่ะครับ จึงเปิดร้านขนมเล็กๆหาเลี้ยงชีวิตจนรอดมาถึงตอนนี้ได้ครับ..” โอ๊ตกล่าวกับคุณหญิงพร้อมกับเกาหัวตัวเองแก้ความเขิน“แค่นี้ก็เก่งมากละจ้ะหนูโอ๊ต.. แต่ฉันก็สงสารหนูไม่น้อยเลยที่ต้องอยู่ และพึงพาตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จริงสิ! ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วย ฉันก็ยินดีนะหนูโอ๊ต.. สนใจมาทำงานที่บริษัทของฉันไหมล่ะลูก” คุณหญิงเปรมที่เป็นคนยังไงก็ยังเป็นคนดีอย่างนั้น เธอสงสารโอ๊ตจับใจ ถ้ามีอะไรที่พอสามารถช่วยเหลือได้เธอก็อยากจะช่วยทั้งนั้น และจากที่ได้ยินมาก็ยิ่งสนใจในตัวของลูกโอ๊ตคนนี้ไม่น้อย“ขอบคุณมากครับคุณหญิง ถ้าผมเรียนจบแล้ว จะเก็บเอาไปพิจารณานะครับ ตอนนี้ก็ปี 4 เทอมสองแล้วครับ” โอ๊ตกล่าว คุณหญิงที่ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจในความบังเอิญ“ปี 4 แล้วอย่างนั้นเหรอ ลูกสาวของฉันก็เรียนปี 4 เหมือนกัน ไม่แน่ว่าลูกโอ๊ตอาจจะรู้จักก็เป็นไปได้ ว่าแต่ลูกเรียนคณะอะไรล่ะ..” คุณหญิงกล่าวถาม“ผมเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาการจัดการทรัพยากรพลังงานครับคุณหญิง.. แต่ก็เรียนแบบงูๆปลาๆไป ไม่ได้เรียนเก่งอะไรมากนัก..” โอ๊ตกล่าวตอบอย่างไม่คิดจะปิดบังแต่อย่างใด มหาวิทยาลัยมันก็ค่อนข้างจะกว้างขวาง มันเป็นอะไรที่ยากมากที่เขาจะรู้จักกับลูกสาวของคุณหญิง อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่เป็นคนที่มีเพื่อนเยอะซะด้วย ดังนั้นมันคงจะไม่บังเอิญจนเกินไป แต่ทว่าดูเหมือนว่าเขากำลังคิดผิด..“จริงเหรอ? ลูกสาวแม่ก็เรียนสาขานั้นเหมือนกับลูกโอ๊ตเลย.. เธอชื่อว่า ‘เฟิร์น’ น่ะ ลูกพอจะรู้จักไหม

    คล้ายกับเรื่องระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน ที่คุณอ่าน