บทที่ 16 ปรุงโอสถระดับเจ็ดขึ้นเล่น ๆ
หลังจากที่ซูเยียนหรานชนคนผู้หนึ่งเข้า นางก็ยัดศิลาิญญาชั้นต่ำชิ้นก้อนใส่มือชายชรา แล้วตั้งท่าจะเดินจากไป
เมื่อชายชราเห็นศิลาิญญา ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเขาก็แสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย คว้าไหล่ของซูเยียนหรานเอาไว้ "เด็กน้อย เ้าหมายความว่าอย่างไร?"
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ชายชราจะกล่าวจบ ซูเยียนหรานก็รีบกล่าวขัดขึ้นมาก่อน "หนึ่งก้อนน้อยเกินไปหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เ้าอีกห้าก้อน อย่าได้มายุ่งกับข้า" ซูเยียนหรานมองชายชราด้วยสายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางโดนเซิ่งซือเข่อทำให้โมโหที่สำนักกระบี่์ พอออกมาข้างนอกก็ต้องมาเจอเื่เช่นนี้อีก
‘โชคร้ายจริง ๆ!’
"หนูน้อย ชนคนแล้วไม่ขอโทษ กลับเอาศิลาิญญามาดูแคลนผู้อื่น" ชายชราออกแรงบีบมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
สีหน้าของซูเยียนหรานเปลี่ยนไปเล็กน้อย ‘คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักดีชั่ว’
"ท่านต่างหากที่พุ่งออกมาชนข้า" ในขณะเดียวกัน ซูเยียนหรานพินิจพิเคราะห์ชายชรา นางพบว่าร่างของเขาไม่มีคลื่นพลังิญญาแม้แต่น้อย อีกทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เก่าคร่ำคร่า
ดวงตาของนางวาบขึ้นด้วยแววดูแคลน มั่นใจว่าชายชราผู้นี้แสร้งหาเื่อย่างจงใจ
นางยกมือขว้างศิลาิญญาชั้นกลางออกไปหนึ่งก้อน ตกลงที่เท้าของชายชรา แล้วเอ่ยเยาะเย้ยทันทีว่า "ก็แค่อยากได้ศิลาิญญามากขึ้นใช่หรือไม่! ไปเก็บเอาเองเถิด"
"เ้าเด็กน้อยผู้หยิ่งผยอง!" ชายชราหัวเราะแค่นหัวเราะในลำคอ พร้อมกับออกแรงบีบมือที่เหี่ยวย่นเล็กน้อย
ทันใดนั้น ซูเยียนหรานรู้สึกเ็ปรุนแรงที่ไหล่
ซูเยียนหรานโกรธแค้นนัก ด้วยความอับอายจนมิอาจควบคุมตนเองได้ นางพลิกมือสร้างหลาวน้ำแข็งแทงไปที่หน้าอกของชายชราทันที
‘เมื่อไม่ยอมหลีกทาง ก็ต้องจ่ายราคาบ้างสิ!’
‘อย่างไรเสีย ชายชราเป็ฝ่ายมาหาเื่ข้าก่อน เหตุและผลนี้ไม่เกี่ยวกับข้า’
"ช่างเป็เด็กสาวที่จิตใจอำมหิตนัก!" เสียงของชายชราเ็าลงเรื่อย ๆ ขณะที่ยกมือคว้าแท่งน้ำแข็งเอาไว้
ซูเยียนหรานรู้สึกตื่นตระหนกในใจ ชายชราผู้นี้ก็เป็ผู้ฝึกตนเช่นกัน มิเช่นนั้นคงไม่สามารถป้องกันการโจมตีของนางได้ นางรู้สึกหวาดระแวงมากขึ้นในใจ จึงพินิจพิเคราะห์ชายชราอีกครั้ง พบว่าดวงตาทั้งสองของเขาขุ่นมัว หลังค่อม ลมหายใจอ่อนแรง
‘เขาก็เป็เพียงคนแก่ที่ใกล้ตายเท่านั้น
ผู้แข็งแกร่งระดับสูง แม้จะใกล้ความตาย ก็ยังคงดูสง่างาม แน่นอนว่าไม่ใช่ลักษณะเช่นนี้ ระดับการฝึกฝนของเขาต้องอยู่เหนือขอบเขตฝึกลมปราณขั้นสาม แต่ต่ำกว่าขอบเขตจินตานเป็แน่
ข้าไม่กลัวคนเช่นนี้หรอก แต่ไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้จะมีคนหนุนหลังอยู่หรือไม่ หากปล่อยเขาไป อาจจะนำความยุ่งยากมาสู่ข้าได้’
ซูเยียนหรานมองไปยังถนนที่อยู่ไกลออกไป ไม่มีใครสังเกตเห็นสถานการณ์ตรงนี้ อีกทั้งเสียงตีเหล็กที่ดังไม่ขาดสายก็กลบเสียงส่วนใหญ่ไว้
ซูเยียนหรานดวงตาวาววับ จิตสังหารผุดขึ้นอีกครั้ง
ชายชราสังเกตสีหน้าของซูเยียนหรานอย่างถี่ถ้วน กล่าวอย่างผิดหวังว่า
"เ้ามีจิตใจที่โเี้เกินไป เ้ามิใช่ผู้ที่ข้ากำลังตามหาแน่นอน"
เมื่อซูเยียนหรานได้ยินคำว่า ‘จิตใจที่โเี้เกินไป’ สีหน้านางก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เลื่อนมือไปที่ถุงเก็บของโดยไม่รู้ตัว
ชายชราส่ายหน้า หมุนตัวเดินไปตามถนน ซูเยียนหรานจ้องมองแผ่นหลังของชายชรา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นางยกมือขึ้นและปล่อยแท่งน้ำแข็งแหลมพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของชายชรา
นางมิอาจปล่อยให้มีหลักฐานหรือภัยคุกคามใด ๆ หลงเหลืออยู่ได้!
ฉึก!
หลาวน้ำแข็งแทงเข้าสู่หัวใจของชายชรา ในชั่วพริบตามันก็ละลายกลายเป็น้ำ ผสมกลมกลืนเข้ากับโลหิต
ตึง!
ชายชราคว่ำหน้าล้มลงกับพื้น
ใบหน้างามของซูเยียนหรานปรากฏแววตื่นเต้น
‘ดูเหมือนว่าวิชาที่คนผู้นั้นสอนมาจะสามารถสังหารผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าได้จริง’
ซูเยียนหรานไม่รอช้าอีกต่อไป นางหมุนตัวเดินลึกเข้าไปในตรอก
หลังจากที่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตแปรเทวะตามซูเยียนหรานจากไปแล้ว เฟิ่งชิงหร่านและโม่จิงหงจึงปรากฏตัวขึ้น
เฟิ่งชิงหร่านจับชีพจรของชายชรา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"แปลกจริง หัวใจแตกสลาย แต่เหตุใดจึงยังสามารถประทังลมหายใจไว้ได้?"
ทั้งสองพลิกร่างชายชราขึ้น จึงพบว่าบนพื้นมีคราบโลหิตน้อยมาก
โม่จิงหงตรวจสอบอย่างละเอียด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "เป็วิชาย้ายตำแหน่งขั้นสูง ในชั่วขณะที่รู้สึกถึงอันตรายบีบคั้นชีวิต เขาได้ย้ายหัวใจไปยังตำแหน่งอื่น อีกทั้งยังกินโอสถยับยั้งโลหิตไว้ล่วงหน้าด้วย"
"กินโอสถยับยั้งโลหิตล่วงหน้า? เขารู้ตัวหรือว่าจะถูกลอบทำร้าย?" เฟิ่งชิงหร่าน มีแววตาซับซ้อน บางทีพวกเขาอาจหนีไม่พ้นการจัดการของโชคชะตา
คราแรกที่อ่านนิยาย นางไม่รู้สึกว่าการปรากฏกายของชายชราในเมืองหลอมศาสตรานั้นผิดปกติแต่อย่างใด
แต่เมื่อนางข้ามมิติมาที่นี่และได้อ่าน ‘ตำนานเมฆาคราม’ แล้ว นางถึงได้รู้ว่ายามปกติ ประมุขหอคุนเสวียนจะไม่มีทางปรากฏกายในเมืองหลอมศาสตราเด็ดขาด
แคว้นเมฆาครามมีสามขุมอำนาจใหญ่ ได้แก่ หอคุนเสวียน หอสมบัติิญญาหยกค้ำ และหอประมูลซูมั่ว
อิทธิพลของหอคุนเสวียนกระจายอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นเมฆาคราม ในขณะที่เมืองหลอมศาสตราอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นเมฆาคราม ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของหอสมบัติิญญาหยกค้ำ ทั้งสองสำนักมีความแค้นฝังลึกมานานแล้ว
ชายชราผู้เป็ประมุขหอหนึ่ง จะเสี่ยงอันตรายมาเพียงลำพังได้อย่างไร?
"ศิษย์น้อง หากเ้าสงสัย ก็ถามเขาโดยตรงเสียสิ" ดวงตางดงามราวกับภาพวาดของโม่จิงหงเปี่ยมด้วยแววขบขันขณะที่เขาป้อนโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากชายชรา
เฟิ่งชิงหร่าน "......"
“แค่ก! แค่ก!”
ชายชราไอออกมาเป็โลหิตดำหลายครั้ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ลมปราณมั่นคงขึ้นอย่างต่อเนื่อง "ศิษย์พี่เจ็ด ท่านให้เขากินอะไร?"
โม่จิงหงตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า "โอสถถอนพิษ"
ดวงตาสีดำสนิทของเฟิ่งชิงหร่านเบิกกว้าง คิดในใจว่า
‘เตรียมโอสถถอนพิษระดับเจ็ดไว้ล่วงหน้า ศิษย์พี่เจ็ด ท่านยังจะบอกว่าท่านไม่ใช่ผู้ที่ข้ามมิติเข้ามาในนิยายอีกหรือ?’
"ศิษย์น้องหญิง เ้ามีอะไรก็ถามมาได้เลย คนเรามีปากก็เพื่อใช้ถามคำถาม เวลานั้นมีค่า แทนที่จะเสียเวลาเดาคำตอบ ไยไม่คิดคำถามเกี่ยวกับการฝึกฝนให้ดีกว่า"
"เมื่อวรยุทธ์ของเ้าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เ้าก็จะสามารถถามคำถามที่เ้า้าคำตอบได้ง่ายขึ้น"
หากหลายปีผ่านไป เมื่อเฟิ่งชิงหร่านนึกถึงวาทะในวันนี้ นางจะรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรั้แ่แรก
มุมปากของเฟิ่งชิงหร่านกระตุกเล็กน้อย
‘ศิษย์พี่เจ็ดกล่าวเช่นนี้ หากข้าไม่ถามอะไรสักหน่อย จะไม่เสียหน้าหรอกหรือ?’
เฟิ่งชิงหร่านถามด้วยรอยยิ้ม "เช่นนั้นศิษย์พี่เจ็ดบอกข้าสิ เหตุใดท่านถึงมีโอสถถอนพิษเขมือบิญญาได้?"
โม่จิงหงดวงดาลอกแลก แสดงท่าทางสง่างามอย่างเป็ธรรมชาติ "ลองปรุงขึ้นมาเล่น ๆ น่ะ"
เฟิ่งชิงหร่าน รู้สึกหมดคำจะกล่าว "ปรุงโอสถระดับเจ็ดขึ้นมาเล่น ๆ งั้นรึ? ศิษย์พี่เจ็ด ข้าอ่านตำรามาน้อย อย่าหลอกข้าเลย"
โอสถระดับเจ็ดเม็ดเดียวนั้นสามารถทำให้ตระกูลขนาดกลางหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าสำนักหลิงอวิ๋นถึงมีศิษย์พี่เจ็ดเป็ผู้นำ!
โม่จิงหงตบศีรษะของเฟิ่งชิงหร่านเบาๆ "ศิษย์น้องเล็กไม่ต้องรู้สึกด้อยนะ ข้าจะไม่หัวเราะเยาะเ้าหรอก"
เฟิ่งชิงหร่านปัดมือที่วางอยู่บนศีรษะออกทันที กล่าวอย่างเคือง ๆ ว่า "ข้าขอบคุณท่านมากเลย!"
บัดนั้น ชายชราที่นอนอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองไปที่เฟิ่งชิงหร่านและโม่จิงหง