เสียงเรียกดัง 1-2-3-4-5 วินาที...
แพรเริ่มคิดว่าพี่กรอาจไม่รับแล้ว
แต่พอจะวาง พี่กรก็รับสายทันที
“แพร...”
เสียงพี่กรทุ้มต่ำ แต่ฟังดูเหนื่อยและหอบนิด ๆ เหมือนเพิ่งวิ่งมา
“หนูโทรมาพอดีเลยครับ... พี่เพิ่งกลับถึงคอนโดเมื่อกี้ ขอโทษที่ไม่ได้ตอบไลน์หนูเลยวันนี้”
แพรนิ่งไปวินาทีหนึ่ง น้ำเสียงที่พยายามกลั้นไว้เริ่มสั่น
“พี่กรคะ... วันนี้พี่ไปลงพื้นที่กับอ.วิภาเหรอคะ แล้ว... ทำไมพี่ไม่โทรมาเลยสักครั้ง หนู... หนูรอทั้งคืนเลยค่ะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
แพรได้ยินเสียงพี่กรถอนหายใจยาว แล้วพูดเสียงนุ่มลง
“พี่ขอโทษจริง ๆ นะครับ แพร
วันนี้ลงพื้นที่ไกลมาก สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดี พี่พยายามโทรหาหนูสองรอบระหว่างทางกลับ แต่สัญญาณตัดตลอดเลย
พอถึงคอนโดพี่รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วกำลังจะโทรหาหนูอยู่พอดี... แต่หนูโทรมาซะก่อน”
พี่กรหยุดชั่วครู่ แล้วพูดต่อเสียงจริงจังขึ้น
“ส่วนอ.วิภา... วันนี้เป็นงานจริง ๆ ครับ เราไปสำรวจพื้นที่โครงการวิจัยร่วมกัน มีหน่วยงานท้องถิ่น มีเจ้าหน้าที่อีกหลายคน ไม่ได้ไปกันแค่สองคนนะครับ
พี่ไม่ได้มีอะไรกับเธอเลยจริง ๆ แพร... พี่รู้ว่าหนูเห็นพี่เดินออกไปด้วยกัน แล้วหนูคงคิดมาก พี่ขอโทษที่ทำให้หนูรู้สึกไม่ดี
พี่สัญญาว่าจะระวังมากกว่านี้ จะไม่ปล่อยให้หนูต้องนั่งรอแบบนี้คนเดียวอีก พี่จะโทรหาหนูทุกวัน ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน”
เสียงพี่กรอ่อนลงอีกนิด เหมือนกำลังกลั้นความรู้สึกผิด
“แพร... หนูร้องไห้เหรอครับ พี่ได้ยินเสียงหนูสั่นเลย... พี่ขอโทษจริง ๆ นะครับ
ตอนนี้พี่ขับรถไปหาหนูได้ไหมคะ พี่อยากเห็นหน้าหนู อยากกอดหนู อยากบอกหนูตรง ๆ ว่าพี่รักหนูคนเดียว ไม่มีใครอื่น”
แพรสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเบา ๆ แต่พยายามให้ฟังดูปกติที่สุด
“ไม่เป็นไรค่ะพี่กร ดึกแล้ว พักผ่อนเถอะค่ะ
พรุ่งนี้เจอกันนะคะ... ฝันดีค่ะ”
กดส่งแล้ววางโทรศัพท์ลงทันที
แพรไม่รอฟังเสียงตอบกลับ ไม่รอให้พี่กรพูดอะไรเพิ่ม
น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้แพรปาดออกอย่างรวดเร็ว แล้วลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ ล้างหน้าให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนตัวหลวม ๆ แล้วขึ้นเตียง
ดับไฟทั้งหมด ยกผ้าห่มคลุมหัว แล้วนอนขดตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ
ในความมืด แพรกระซิบกับตัวเองเบา ๆ
“ไม่เป็นไร... พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่”
แต่คืนนั้น แพรหลับไม่สนิท
นอนพลิกตัวไปมา คิดวน ๆ ถึงภาพพี่กรเดินเคียงข้างอ.วิภา คิดถึงความเงียบทั้งวัน คิดถึงข้อความที่ไม่ได้ตอบกลับทันที
น้ำตาไหลซึมลงหมอนอีกหลายครั้ง แต่แพรไม่ร้องไห้ดัง ไม่โทรกลับ ไม่ส่งข้อความเพิ่ม
แพรแค่นอนกอดหมอนแน่น แล้วบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า
“พรุ่งนี้ค่อยคุย... พรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น”
- เช้าวันถัดมา -
แพรตื่นขึ้นมาด้วยตาบวมเล็กน้อย แต่ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว ทำตัวให้ดูสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้
แพรเปิดโทรศัพท์ดู
มีข้อความจากพี่กรส่งมาตอนดึก (หลังจากแพรส่งข้อความไปแล้วไม่กี่นาที)
**ธนากร (ส่งตอน 00:17 น.):**
ครับ... พี่ขอโทษจริง ๆ นะครับที่ทำให้หนูต้องรอ
พี่กลับถึงคอนโดแล้ว แต่พี่รู้ว่าหนูคงเหนื่อยมาก เลยไม่อยากปลุก
พรุ่งนี้เช้าพี่ไปรับหนูที่บ้านนะครับ เราคุยกันให้ชัดเจนเลย พี่ไม่อยากให้หนูคิดมากคนเดียว
รักหนูมากเลยครับ... ฝันดีนะครับ ❤️
แพรอ่านแล้วรู้สึกโล่งอกผสมจุกอีกแบบ
แต่ยังไม่ตอบกลับ
แพรเก็บโทรศัพท์ แล้วเตรียมตัวไปทำงานตามปกติ
วันนี้พี่กรจะมาหรือไม่มาหาแพร... แพรก็ยังไม่รู้
แต่แพรตัดสินใจแล้วว่าจะรอให้พี่กรเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
ถ้าพี่กรจริงใจ พี่กรจะมาหาเอง
ถ้าไม่... แพรก็จะรู้คำตอบแล้วเหมือนกัน
แพรตัดสินใจไม่ตอบข้อความของพี่กรเลย
ไม่กดอ่าน ไม่กดส่งอะไรกลับไป
- 8.30 น. ตึกคณะ -
แพรถึงโต๊ะทำงาน แพรวางกระเป๋าลงแล้วแพรก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อแบบเงียบ ๆ
ไม่ยิ้ม ไม่คุยกับใครมาก ไม่แซวกลับพี่แอนที่ยังเดินมาถามเรื่องเมื่อวานเป็นระยะ
แพรแค่ทำงานให้เสร็จ ทำตัวให้ดูปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในใจรู้สึกหนักอึ้งจนแทบจะยกหัวขึ้นไม่ไหว
ตลอดบ่าย
แพรแอบเหลือบมองห้องพี่กรเป็นระยะ ๆ
เห็นพี่กรเดินออกมาหลายรอบ (คุยกับอาจารย์คนอื่น, ไปห้องน้ำ, ไปเอาเอกสาร) แต่พี่กรไม่ได้เดินตรงมาที่โต๊ะแพรเลยสักครั้ง
พี่กรแค่เดินผ่าน แล้วหันมามองแพรแวบหนึ่ง (สายตาเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เดินไป)
แพรเห็นพี่กรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหลายครั้ง (คงเห็นว่าข้อความยังไม่ถูกอ่าน) แต่พี่กรก็ไม่ได้ส่งอะไรเพิ่ม
แพรรู้สึกทั้งโล่งใจและเสียใจผสมกัน โล่งที่พี่กรไม่มาทำให้เรื่องใหญ่โตต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน แต่เสียใจที่พี่กรไม่ได้รีบมาหา ไม่ได้รีบอธิบายอะไรเพิ่ม
บรรยากาศที่โต๊ะทำงานว่าแย่แล้ว แต่ในออฟฟิตกลับอึดอัดยิ่งกว่า
เมื่อ พี่แอน รุ่นพี่คนสนิท เดินนำหน้า พี่ฝน และ มิ้น เข้ามาหาแพรที่กำลังนั่งนิ่งจ้องหน้าจอคอมฯ สายตาของทั้งสามคนเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใยจนแพรรู้สึกได้
“แพร... พี่ถามจริง ๆ นะ”
พี่แอนเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยเสียงเบา ๆ
“เรากับอาจารย์กร... ยังโอเคกันอยู่ไหมลูก?”
แพรชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามปั้นหน้ายิ้มแต่มันช่างยากเหลือเกิน
“ก็... ปกตินี่คะพี่แอน ทำไมเหรอคะ?”
“คืออย่างนี้นะ พี่พูดเพราะเป็นห่วง...”
พี่ฝนขยับเข้ามาใกล้
“ตอนนี้ฝ่ายอื่นเขาลือกันให้แซ่ดเลยว่า อ.กร กับ อ.วิภา เขากำลังคบกันอยู่ เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เมื่อวานก็กลับมืดค่ำ พี่ไม่อยากให้เราเสียใจนะแพร แต่ภาพที่คนอื่นเห็นมัน... มันดูเหมือนเขาเป็นแฟนกันจริง ๆ”
“ใช่พี่แพร...” มิ้น น้องเล็กในกลุ่มเสริมด้วยหน้าตาเครียด ๆ
“มิ้นเดินผ่านห้องอาจารย์เมื่อกี้ เห็น อ.วิภา เอาขนมไปวางให้ แล้วอาจารย์ก็ยิ้มรับด้วย มิ้นเห็นแล้วยังจุกแทนพี่แพรเลย พี่บอกอาจารย์ให้ชัดเจนไปเลยไหมคะว่าอย่าทำแบบนี้”
คำพูดของพี่ ๆ และมิ้นเหมือนพายุที่ซัดเข้ากลางใจแพร ความหวังดีของทุกคนกลับกลายเป็นเข็มที่ทิ่มแทงให้แพรต้องยอมรับความจริงว่า ในสายตาคนนอก เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่ใครจะนึกถึงเลย
“... ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” แพรพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกมาเข้าห้องน้ำ เพราะน้ำตามันจวนจะไหลออกมาต่อหน้าทุกคนอยู่แล้ว
ใกล้เลิกงาน (17:00 น. พอดี)
แพรเก็บของช้า ๆ รอให้คนอื่นทยอยกลับก่อน
พี่กรยังอยู่ในห้อง
แพรเดินผ่านหน้าห้องพี่กรช้า ๆ (เหมือนจะไปลิฟต์) แล้วชะงักก้าวเล็กน้อย
ประตูห้องพี่กรเปิดอยู่แง้ม
พี่กรนั่งอยู่หลังโต๊ะ มองตรงมาที่แพรพอดี
สายตาพี่กรตอนนี้ไม่ใช่ยิ้มแบบเมื่อเช้า แต่เป็นสายตาที่จริงจังและห่วงใยชัดเจน
พี่กรลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาที่ประตู แล้วพูดเสียงเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้แพรได้ยิน (ไม่มีใครอยู่ใกล้แล้ว)
“แพร... พี่รอหนูทั้งวันเลยนะครับ
หนูไม่ตอบข้อความพี่ พี่เลยไม่กล้าส่งเพิ่ม แต่พี่อยากคุยกับหนูจริง ๆ
เย็นนี้พี่ไปส่งหนูที่บ้านได้ไหมครับ... เราคุยกันสองคนให้ชัดเจนเลย พี่ไม่อยากให้หนูคิดมากแบบนี้”
พี่กรยืนรอตรงนั้น มือจับกรอบประตูเบา ๆ สายตาจับจ้องแพรไม่วาง
บรรยากาศตอนเลิกงานเงียบลงมาก เหลือแค่สองคนยืนคุยกันหน้าห้อง