อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 25 สวัสดีลูกพี่!

            รุ่งอรุณของเมืองหมันทั้งเร่งรีบและคึกคักแม้จะเทียบไม่ได้กับเมืองชางที่ยิ่งใหญ่โอ่อ่าและไม่มีสิ่งที่ทำให้คนลุ่มหลงมัวเมาเพลิดเพลินได้อย่างเมืองหงเฝิ่นของตระกูลเยว่แต่ผู้คนที่นี่ต่อสู้กับมารอสูรอยู่เป็นประจำฝ่าอันตรายอยู่ตลอดทำให้เมืองหมันปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันที่น่าเกรงขาม

            ดังนั้นผู้คนในเมืองหมันจึงเข้านอนค่อนข้างดึกแต่ก็ตื่นตั้งแต่เช้าฟ้าเพิ่งจะเริ่มสางบนท้องถนนก็มีผู้คนสัญจรไปมามากมายอยู่ไม่ขาด

            วันนี้เมืองหมันมีแขกพิเศษมาเยือนทั้งห้าสวมชุดสีขาวราวกับหิมะที่มีลักษณะเฉพาะ ใบหน้าเฉยชา ก้าวเดินดั่งสายลมผู้คนที่อยู่บนท้องถนนเมื่อเห็นล้วนหลีกทางให้

            “คนของตระกูลเสว่!”

            ทั้งห้าสวมชุดคลุมยาวสีขาวดุจหิมะบริเวณตำแหน่งหน้าอกเสื้อมีตราสัญลักษณ์รูปเกล็ดหิมะผู้คนที่พบเห็นต่างก็ทราบถึงฐานะของพวกเขาได้ในทันทีคนของหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่...ตระกูลเสว่

            เขตปกครองเทพสงครามมีประชากรทั้งหมดสี่พันล้านกว่าคนมีหกเมืองหลัก มีร้อยเมืองใหญ่ ห้าร้อยเมืองเล็ก อำเภอและหมู่บ้านเล็กๆอีกนับไม่ถ้วนนอกจากเมืองมังกรแล้วเรียกได้ว่าทั้งห้าตระกูลเป็นใหญ่ที่สุดในเขตปกครองเทพสงครามชื่อเสียงที่ได้มาล้วนมาจากการต่อสู้ฆ่าฟันนองเลือดด้วยคมหอกคมดาบครั้งแล้วครั้งเล่าดังนั้น สมาชิกของทั้งห้าตระกูลจึงมีฐานะสูงส่งกว่าคนทั่วไปแม้ว่าวันนี้ทั้งห้าคนที่มาจะเป็นแค่คนรับใช้เสื้อขาวระดับต่ำผู้คนบนท้องถนนก็ยังต้องหลีกทางให้แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลทั้งห้ามีความยิ่งใหญ่มากมายเพียงใด

            ทั้งห้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรืองุนงงต่อท่าทีของผู้คนบนท้องถนนแม้แต่น้อยใบหน้ายังคงเฉยชาเช่นเดิม พวกเขาทำเพียงเดินรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเดินเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กมากนัก

            ลานที่พักแห่งหนึ่งหลังโรงเตี๊ยมบุคคลทั้งห้านั่งเรียงกันตามลำดับกลางลานที่พักมีชายชราผมขาวคนหนึ่งกำลังก้มหัวโค้งคำนับ

            “คารวะท่านองครักษ์เสื้อขาวทั้งห้า”

            “อืม”หนึ่งในห้าองครักษ์เสื้อขาวที่อยู่ตรงกลางพยักหน้าตอบรับแล้วพูดขึ้น“พ่อบ้านหลิว พวกข้าคือองครักษ์มืดของนายน้อยเจ้าสามารถเรียกข้าว่าเสว่อีจุดประสงค์ของพวกข้าที่มาในครั้งนี้คิดว่าเจ้าคงทราบดีแล้ว”

            พ่อบ้านหลิวพยักหน้ายิ้มรับเขาในฐานะที่เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของตระกูลเสว่ที่มาประจำอยู่ที่เมืองหมันแม้ว่าตำแหน่งฐานะภายในตระกูลจะเท่ากันกับทั้งห้าคนที่อยู่ตรงหน้าแต่ทั้งห้าเป็นผู้รับใช้ของนายน้อยและนายน้อยเสว่อู๋เหินยังเป็นนายน้อยใหญ่ของตระกูล อนาคตคือหัวหน้าตระกูลเสว่ดังนั้น ท่าทางการแสดงออกของเขาจึงค่อนข้างถ่อมตัวและนอบน้อมหรืออาจจะเรียกได้ว่าแฝงไปด้วยการประจบเอาใจ

            “นายท่านเสว่อีเมื่อได้รับคำสั่งจากนายน้อยข้าก็รีบไปตรวจสอบโดยทันทีเย่ชิงหานที่เป็นเป้าหมายเคยมาที่เมืองหมันจริงและยังอยู่พักเป็นเวลาสิบกว่าวันแต่เป้าหมายจากไปก่อนที่นายน้อยจะมีคำสั่งมาเสียอีก”

            “จากไป? ไปที่ไหน?” เสว่อีขมวดคิ้วถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ

            “เข้าไปยังภูเขาแล้วเข้าไปในเทือกเขารกร้าง” พ่อบ้านหลิวแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมนายน้อยของเขาถึงได้สนใจนายน้อยขยะไร้ค่าที่ตกอับอย่างเย่ชิงหานแต่เมื่อเป็นคำสั่งของนายน้อยก็คงต้องมีเหตุผลที่ทำเช่นนั้น

            “เข้าไปยังเทือกเขา? เป็นแค่ไอ้ขยะไร้ค่าที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงกลับกล้าเข้าไปในเทือกเขา? ไม่ใช่ตายแล้วหรือป่านนี้” ใบหน้าเสว่อีเย็นชาขึ้นยิ่งกว่าเดิมเดินทางไกลมาจากเมืองชาง ถ้าหากเป้าหมายตายไปแล้วอย่างนี้ก็เท่ากับมาเสียเที่ยว

            “ยังไม่ตายเป้าหมายกลับเข้าเมืองมาซื้อเสบียงอยู่สองครั้งปัจจุบันเป้าหมายวนเวียนอยู่เขตแดนรอบนอกของเทือกเขาข้าได้สั่งการให้คนปล่อยแมลงอำพรางไว้บนตัวเป้าหมายแล้วสามารถตรวจสอบตำแหน่งของเป้าหมายได้ทุกเวลา” พ่อบ้านหลิวรีบพูดอธิบายให้ทราบตั้งแต่ครั้งแรกที่เป้าหมายกลับมายังเมืองหมัน พอดีกลับที่ได้รับคำสั่งจากนายน้อยเขาก็รีบสั่งการให้คนติดตามเป้าหมายไปแล้วปล่อยแมลงอำพรางที่ใช้ติดตามเป้าหมายโดยเฉพาะ แมลงอำพรางตัวเล็กเท่าเส้นผมไม่มีพลังโจมตีใดๆ มันสามารถติดอยู่กับเส้นผมและผิวหนังของเป้าหมายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการติดตามแกะรอยเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

            “เขตแดนรอบนอก? พลังฝีมือขยะแค่ระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงจนป่านนี้กลับยังไม่ตาย?” เสว่อีสายตาปรากฏแววของความสงสัยวาบผ่านหรือว่าไอ้ขยะเย่ชิงหานพบพานเข้ากับสิ่งของดีอะไรสักอย่าง หรือว่ามันยังมีไพ่ตายอะไรซ่อนไว้ที่เรายังไม่รู้ถึงได้กล้าเข้าไปในเขตแดนรอบนอกเทือกเขาจนป่านนี้แล้วยังไม่ตาย

            ต้องเข้าใจว่าเทือกเขารกร้างแบ่งออกเป็นท้องที่บริเวณรอบๆเขตแดนรอบนอก เขตแดนส่วนลึก และเขตแดนใจกลาง อย่างท้องที่บริเวณรอบๆผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตขั้นสูงถ้าระมัดระวังสักหน่อยก็ไม่มีอันตรายอะไรแต่ถ้าเป็นเขตแดนรอบนอกล้วนเต็มไปด้วยมารอสูรระดับสามและระดับสี่ปะปนอยู่อีกเล็กน้อยหรือบางทีมีโอกาสเจอเข้ากับมารอสูรระดับห้าและที่สำคัญภายในเทือกเขารกร้างมีสิ่งที่อันตรายและเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่ามารอสูรอยู่คือ "ผู้ล่า" ที่ชอบปรากฏตัวในเขตแดนรอบนอกและเขตแดนส่วนลึกอยู่บ่อยๆหากเจ้าเด็กนั่นพบเจอเข้าจะต้องจบชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย...

            “เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ชักช้าไปจะไม่ทันการ พ่อบ้านหลิวท่านไปเรียกสมาชิกของตระกูลที่คอยติดตามเป้าหมายมาพวกข้าจะรีบเข้าไปยังภายในเทือกเขาจับกุมเป้าหมายในทันที”

            เสว่อีพลังฝีมือระดับขั้นที่สองของขอบเขตเยี่ยมยุทธ์แถมข้างกายยังมีผู้มีพลังฝีมือระดับขั้นที่สามของขอบเขตยอดยุทธ์อีกสี่คนกระบวนทัพขนาดนี้จะจัดการกับไอ้ขยะเพียงคนเดียวที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับขอบเขตขั้นสูงไม่ได้เชียวหรือ?

            ผ่านไปชั่วครู่พ่อบ้านหลิวพาเด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งมาเสว่อีทำสัญญาณโบกมือให้ออกเดินทางทั้งหกพลันกลืนหายเข้าไปท่ามกลางฝูงชนในเมืองหมันโดยทันที

            .................................

            เขตแดนรอบนอก ณเทือกเขารกร้าง

            เย่ชิงหานนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำที่มิดชิดแห่งหนึ่งมองลอดผ่านช่องใบไม้ที่ปกคลุมอย่างหนาทึบเห็นท้องฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้นอย่างชัดเจนแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านต้นไม้ใบหญ้าสาดส่องไปทั่วทั้งเทือกเขา

            “ฮู่ว! จุดเริ่นม่าย...หนึ่งในสามของจุดชีพจรหลักทำไมถึงได้ใหญ่อะไรเช่นนี้สิ่งที่อุดตันอยู่ก็มากมายเสียเหลือเกินจุดชีพจรใหญ่เพียงแค่แห่งเดียวเทียบได้กับจุดชีพจรเล็กถึงสามจุดรวมกันดูท่าว่าหากคิดจะทะลวงจุดชีพจรหลักทั้งสามแห่งนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน”

            เย่ชิงหานยิ้มออกมาเล็กน้อยตั้งแต่ที่เหยียบย่างเข้าสู่ระดับขอบเขตยอดยุทธ์เขาก็ไม่เคยหยุดการฝึกฝนเลยยังคงทำการทะลวงจุดชีพจรหลักทั้งสามจุดอย่างต่อเนื่อง เริ่นม่าย ตูม่ายและฉีม่ายหลังจากผ่านมาห้าหกวันที่ทำการทะลวงจุดเริ่นม่ายผลลัพธ์ที่ได้เพิ่งสำเร็จไปเพียงแค่หนึ่งในห้าส่วนเท่านั้นเองหากนับตามระดับความเร็วนี้ถ้าจะทะลวงให้หมดทั้งสามจุดชีพจรหลัก คงต้องใช้เวลาสามเดือนและต้องทะลวงทุกคืนไม่หยุดอีกด้วย

            “จี๊ดๆจี๊ดๆ!” เสียงจี๊ดๆดังขึ้นภายในถ้ำดึงความคิดของเย่ชิงหานให้กลับคืนมาเย่ชิงหานหันกลับไปยิ้มเล็กน้อย บนพื้นข้างๆกายเสี่ยวเฮยที่ตัวดำปิดปี๋กำลังใช้อุ้งมือทั้งสองข้างของมันคุ้ยเขี่ยห่อผ้าสีขาวอยู่ภายในห่อผ้าสีขาวมีแก่นผลึกมารอสูรอยู่มากมายหลากสี มีทั้งสีเขียวอ่อนสีดำและสีเหลือง ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป

            มองเห็นแก่นผลึกมารอสูรมากมายหลากสีดวงตาแวววาวสดใสของเสี่ยวเฮยเปล่งประกายแสงสว่างขึ้นมันหยิบเอาแก่นผลึกมารอสูรสีเหลืองขนาดเท่าไข่นกพิราบอันหนึ่งโยนเข้าปากไป

            เย่ชิงหานเห็นดังนั้นใบหน้าเปลี่ยนสีไปในทันทีรีบยื่นมือออกไปคว้าเสี่ยวเฮยแล้วพูดขึ้น “เฮ้...เดี๋ยวก่อน! เสี่ยวเฮยทำไมเจ้ากินมั่วซั่วอย่างนี้? แก่นผลึกมารอสูรสีเหลืองนั่นมันระดับสี่เชียวนะเจ้าย่อยสลายมันได้หรือ? เดี๋ยวกระเพาะก็ได้พังกันพอดี!”

            ไม่ใช่ว่าเย่ชิงหานเสียดายของถึงแม้ว่าแก่นผลึกมารอสูรระดับสี่จะมีราคาสูงถึงประมาณพันก้อนผลึกพลังหากเปลี่ยนเป็นแก่นผลึกมารอสูรระดับหนึ่งคงได้ราวๆ สิบกว่าเม็ด พันก้อนผลึกพลังพอๆกับรายได้ของครอบครัวคนธรรมดาต่อหนึ่งปีเลยก็ว่าได้

            เพียงแต่ว่าผู้อาวุโสเทียนสิงเคยกล่าวไว้ว่าสัตว์อสูรที่อยู่ในช่วงระยะอ่อนแอจะกินได้แค่เพียงแก่นผลึกมารอสูรระดับหนึ่งเท่านั้นเป็นความรู้และประสบการณ์ที่ตระกูลเย่ตกทอดสืบต่อกันมาแต่เมื่อสักครู่เจ้าอสูรน้อยเสี่ยวเฮยกลับฉวยโอกาสในตอนที่เขาฝึกฝนพลังยุทธ์แอบคุ้ยเขี่ยห่อผ้าสีขาวที่ได้มาจากผู้ล่าที่เขาสังหารไปเมื่อวานหยิบเอาแก่นผลึกมารอสูรระดับสี่เม็ดหนึ่งกลืนลงท้องไป

            “จี๊ดๆจี๊ดๆ!”

            เสี่ยวเฮยกลับไม่ใส่ใจแต่อย่างใดมันหันหน้ามาหาเย่ชิงหานแล้วร้องออกมาสองครั้ง แถมยังแลบลิ้นออกมาเลียเขาอีกด้วยจากนั้นจึงผลุบหายไปจากมือของเขากระโจนไปยังห่อผ้าสีขาวต่อมันคุ้ยเขี่ยไปมาอยู่สักพักจนเจอเข้ากับแก่นผลึกมารอสูรสีเหลืองอีกเม็ดหนึ่งแล้วอ้าปากกลืนลงไปเหมือนเช่นเคย

            “เอ่อ...”

            เย่ชิงหานส่ายหัวไปมาสักพักจึงนึกขึ้นได้ว่าสัตว์อสูรของตนเองไม่เหมือนกับของคนอื่นทั่วไปหากเป็นสัตว์อสูรธรรมดาเมื่อแรกเกิดจะมีระดับความเร็วและเขี้ยวฟันที่แหลมคมอย่างนั้นรึ? หากเป็นสัตว์อสูรธรรมดาจะมีพลังในการต่อสู้ที่สามารถสังหารมารอสูรระดับสองได้อย่างง่ายดายเมื่ออยู่ในช่วงระยะอ่อนแออย่างนั้นรึ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เวลาที่เสี่ยวเฮยใช้ในการนอนก็ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆคาดว่าคงใกล้จะข้ามผ่านช่วงระยะอ่อนแอแล้วคิดได้ดังนั้นจึงคลายกังวลไม่สนใจเสี่ยวเฮยอีก

            หนึ่งเม็ด สองเม็ด...ห้าเม็ดหกเม็ด

            เสี่ยวเฮยไม่สนใจที่จะกินแก่นผลึกมารอสูรธรรมดาวันนี้มันเลือกกินเฉพาะแก่นผลึกมารอสูรระดับสี่เพียงเท่านั้นผ่านไปไม่นานแก่นผลึกมารอสูรระดับสี่ที่อยู่ในห่อผ้าถูกมันกินจนหมดดูจากท่าทางของมันเหมือนกับว่ายังไม่เป็นที่พอใจนักในที่สุดมันจึงหยิบแก่นผลึกมารอสูรสีเขียวเม็ดหนึ่งขึ้นมามองดูแวบหนึ่งแล้วจับโยนเข้าปากไปเคี้ยวเสียงดังกร้วมๆขึ้น

            “หยุด...ห้ามกิน! นั่นมันแก่นผลึกมารอสูรระดับห้าที่มีอยู่เพียงเม็ดเดียวเชียวนะ!”

            เย่ชิงหานรู้สึกปวดใจเป็นที่สุดแก่นผลึกมารอสูรเม็ดนั้นราคาตั้งหมื่นก้อนผลึกพลังทั้งเนื้อทั้งตัวของผู้ล่าที่เขาฆ่าเมื่อวานของมีราคามากที่สุดก็คือแก่นผลึกมารอสูรระดับห้าเม็ดนั้นไม่คิดว่าจะถูกเสี่ยวเฮยกินไปแล้ว

            มองดูเสี่ยวเฮยเลียริมฝีปากอย่างพออกพอใจแถมบางครั้งยังมีทำท่าทางเรอออกมาอีกเย่ชิงหานโมโหเป็นอย่างมากกำลังจะยื่นมือออกไปจับเสี่ยวมาอบรมสั่งสอนสักรอบ

            ในขณะที่เขากำลังยื่นมือออกไปนั้นเหตุการณ์แปลกประหลาดพลันบังเกิดขึ้น มือที่เขายื่นออกไปนั้นหยุดอยู่กลางอากาศสีหน้าและแววตาปรากฏอารมณ์ความรู้สึกราวกับว่าได้พบเจอกับสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์เกินความคาดหมายขึ้น

            “จี๊ดๆ...”

            เสี่ยวเฮยเท้าทั้งสี่เหยียบยืนอยู่กับพื้นมันแหงนหน้าขึ้นฟ้าร้องเสียงดังออกมาครั้งหนึ่งดวงตาทั้งคู่เปลี่ยนเป็นแหลมคมดุดันขึ้น ทั่วทั้งร่างแผ่พุ่งแสงสีทองสว่างไสว เสี่ยวเฮยที่อยู่ท่ามกลางแสงสีทองดูองอาจน่าเกรงขามทรงพลังอำนาจราวกับว่ามันได้กลายร่างเป็นราชสีห์คลั่งจากยุคดึกดำบรรพ์เหยียบย่างบนเมฆบินเหาะลอยมาฉันนั้น

            ต่อมาร่างของเสี่ยวเฮยเริ่มสั่นเทิ้มขึ้นกล้ามเนื้อและผิวหนังขยายตัวขึ้นและหดตัวสลับไปมาเป็นระลอก จนในที่สุดค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจากเดิมที่มีขนาดรูปร่างเท่าหัวเด็กทารกตอนนี้ขยายขนาดตัวขึ้นมาเท่าเด็กทารกแรกเกิดและยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “นี่...นี่มัน...”

            เย่ชิหานมองดูอย่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างเกิดอะไรขึ้น? เสี่ยวเฮยคือซุนหงอคง? มีวิชาแปลงกายเจ็ดสิบสองอย่างอย่างนั้นรึ?

            หืม? ยังโตขึ้นอีก โตเท่าขนาดหมาป่าวายุแล้ว

            ในที่สุดเมื่อเสี่ยวเฮยเติบโตจนมีขนาดเท่ากับลูกวัวจึงหยุดอยู่เพียงแค่นั้นเย่ชิงหานมองดูเสี่ยวเฮยที่อยู่ตรงหน้าที่มีความสูงหนึ่งเมตรกับลำตัวยาวอีกหนึ่งเมตรเจ็ดสิบแปดเซนติเมตรเขาตกตะลึงไปในทันที เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันเกินขอบเขตการรับรู้ของเขาไปไกลมาก

            เสี่ยวเฮยที่มีขนาดเท่าลูกวัวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันเดินส่ายก้นวนไปมาหลายรอบก่อนที่จะเดินวนกลับมายังเบื้องหน้าเย่ชิงหานที่ตอนนี้ยังทำหน้ามึนงงอย่างโง่ๆอยู่ ดวงตาสองดวงที่ดำขลับของมันมีรอยยิ้มวาบผ่านมันอ้าปากเผยให้เห็นฟันสีขาวสองแถวที่เรียงตัวแน่นชิดกัน

            ในขณะที่เย่ชิงหานกำลังทำหน้าโง่ๆมองดูเสี่ยวเฮยที่กลายร่างเป็นตัวใหญ่อยู่นั้นพลันเกิดเรื่องที่ยิ่งทำให้เขาต้องสะดุ้งตกใจจนแทบหัวใจวายตายขึ้นภายในหัวของเขามีเสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น

            “สวัสดีลูกพี่!”

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน