หลายรักของอัครวินทร์ | The Darkest Revenge
ตอนที่ 1. ภูมิ เด็กหนุ่มสู้ชีวิต
อัครวินทร์รู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องทำตัวเป็คนดีออกสื่อ ใช่...สำหรับสังคมแล้ว เขาคือคนดีคนดัง คนเก่ง ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยความสามารถ... แต่ตัวตนจริงๆแล้วเขาไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด
“ขอเสียงปรบมือให้กับคุณอัครวินทร์ สิทธิวรพจน์ผู้ใจดีที่จะมามอบทุนให้กับนักเรียนเรียนดีของเราในปีนี้ครับ”
เสียงประกาศออกไมค์ดังลั่น
นักเรียนทุกคนต่างพากันปรบมือเกรียวกราว
อัครวินทร์ลุกขึ้น โบกมือพลางยิ้มกว้างราวกับเขากำลังร่าเริงอยู่ในทุ่งญ้าลาเวนเดอร์
ทั้งที่ความจริงเขากำลังเบื่อหน่าย...เขามามอบทุนที่โรงเรียนนี้ตามธรรมเนียมของบริษัทอันที่จริงมันก็คือการประชาสัมพันธ์ดีๆนั่นแหละการทำดีออกสื่อจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของบริษัทของเขามันจึงเป็สิ่งที่ทำมาหลายชั่วคน สำหรับวันนี้ เขาต้องมาที่นี่ซึ่งเป็ที่ชนบทห่างไกลและค่อนข้างทุรกันดารถึงแม้จะเบื่อหน่ายและไม่อยากมาอย่างที่สุดแต่เพราะบทบาททางสังคมที่ทุกคนรับรู้...ชายหนุ่มผู้มากความสามารถและใจบุญ...มันคอยค้ำคอให้เขาต้องทำในสิ่งที่ตัวเองแสนจะเกลียดชังนั่นคือ... เอาเงินของตัวเองให้คนอื่น!
สิ้นเสียงปรบมือ อัครวินทร์นั่งลงอย่างเงียบเชียบนักเรียนเต็มห้องประชุมต่างใจจดจ่อที่จะได้รับทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัยเด็กห้าคนที่โรงเรียนคัดเลือกมาจะต้องผ่านการสัมภาษณ์ขั้นสุดท้ายกับตัวเขาทั้งๆที่เขาไม่มีความจำเป็ที่จะต้องทำแม้แต่น้อยเลยก็ตามแต่พวกสื่อ...เหลือบไรของชีวิต – วินคิดแบบนี้มาตลอด – คอยติดตามไปทุกที่ในฐานะนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงทำให้อัครวินต้องลงทุนหอบสังขารมาที่นี่..เป็ที่ปีสามติดต่อกัน
เด็ก 5 คนที่อาจารย์ประกาศชื่อต่างมีสีหน้าดีใจอัครวินทร์ปรบมือย่างแกนๆเขามองเห็นเด็กพวกนั้นจากทางด้านหลัง เด็ก 1 ใน 5 จะเป็คนที่เขาต้อง“ควักเนื้อ” ตัวเองส่งเสียจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เขารู้สึกหงุดหงิดเพราะมันคือเงินที่เขามาหามาได้ด้วยตัวเอง แต่เด็กพวกนี้กลับได้รับมันไปอย่างง่ายๆเพียงเพราะคำว่า มนุษยธรรม เท่านั้น
ถึงแม้จะมีเพียง 1 เดียวที่ได้รับทุนจนจบการศึกษาระดับสูง คนที่เหลือก็ยัง“ได้เงิน” ของเขาบ้างไม่มากก็น้อย ั้แ่ห้าพันถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท...มันไม่แฟร์เลยสักนิดที่พวกเด็กเหล่านี้จะใช้ความยากจนเข้ามาแลกกับเม็ดเงินที่เขาหามาได้จากความสามารถของตัวเอง... ถึงมันจะแค่น้อยนิดก็ตาม
“ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 5 คน ด้วยนะครับเดี๋ยวสักครู่คุณอัครวินทร์ผู้มอบทุนของเราจะสัมภาษณ์นักเรียนทุกคนตัวต่อตัวและจะประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือก...”เสียงอาจารย์ประกาศตามสายดังราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ในปีก่อนๆนั้นเขามาที่นี่ก็จริงแต่ตอนสัมภาษณ์จะให้เลชาส่วนตัวเข้าเสียมากกว่า แต่ปีนี้ พวกนักข่าวจะขอทำรายงานพิเศษเื่นี้ เลยขอเข้าไปเก็บภาพในห้องสัมภาษณ์ด้วยอัครวินทร์จึงต้อง “เสแสร้งแกล้งทำ” ว่าเป็ผู้มอบทุนที่ดีคอยสัมภาษณ์เด็กทุกคน...
มันช่างน่าเบื่อสิ้นดี....เขาคิดก่อนจะลุกขึ้นตามคำเชิญเพื่อเข้าไปในห้องสัมภาษณ์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
“คุณศรี ช่วยไล่พวกนักข่าวออกไปทีได้ไหม?” อัครวินทร์ถามศรีสมรเลขารุ่นเก๋าดึกดำบรรพ์วัยห้าสิบเอ็ดปี เธอเก่งและมีความสามารถ แต่ก็แก่มากควรปลดระวางไปได้แล้ว
หากไม่ใช่เพราะคุณพ่อขอร้องไว้ศรีสมรจะเป็คนแรกที่เขาจะเด้งออกไปให้พ้นๆหน้า
“ไม่ได้แล้วค่ะคุณวิน พวกนั้นยืนกรานจะเก็บภาพบรรยากาศั้แ่ต้นจนจบ”ศรีสมรตอบแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว เธอรู้ตัวดีว่าเ้านายไม่ได้ปลาบปลื้มตัวเธอเท่าใดนักแต่อีก 4 ปีเธอก็จะเกษียณและรับเงินำาญของบริษัทนี้แล้วแค่หลับหูหลับตาทนทำงานให้หมดไปวันๆนึงก็ไม่ได้เสียหายอะไร
“เฮ้อ!” อัครวินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยังดีที่เหลือคนสุดท้าย....
เด็กหนุ่มเดินเข้ามาด้วยท่าทีเหนียมอายอัครวินทร์มองด้วยหางตา กิริยาของเด็กชายช่างแตกต่างกับคนอื่นๆที่เขาสัมภาษณ์ไปเด็กคนนี้ดูบอบบางแต่แฝงด้วยแข็งแกร่ง แววตาสู้ชีวิตแต่กลับดูถ่อมตนวินก้มอ่านรายละเอียดของเด็กคนนี้อีกครั้ง
“พลภูมิ พิชิตใจ” เขาเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมา
“ครับ” เด็กหนุ่มยืนท่ามกลางคณะกรรมการ อัครวินทร์ลอบยิ้ม พลภูมิสูงประมาณ 173 เซ็นติเมตร คิ้วหนาดกดำ แววตานิ่งงัน ผิวสีดำกระด่างอัครวินทร์รู้สึกถูกชะตาในทันที...
“ทำไมเราถึงคิดว่าพี่ควรจะให้ทุนเราล่ะ?” อัครวินทร์ถามเหมือนคนอื่นๆเขาแทนตัวเองว่าพี่ เพื่อให้ดูสนิทสนม อีกอย่างเพื่อให้นักข่าวดูว่าเขาเป็คนไม่ถือตัว
พลภูมิก้มหน้านิ่ง สองมือขยำปลายกางเกงนักเรียนสีดำจนยับย่น “ผมยากจนครับ...”
อา...คำตอบเดิมๆ อัครวินทร์คิด เด็กคนนี้ก็แค่ใช้ความยากจนเข้ามาอ้าง
พ่อผมทำนา แม่หนูรับจ้างไปวันๆ พ่อแม่ผมความรู้น้อยดิฉันมีพี่น้องหลายคน...สารพัดเหตุผล
“ยากจนยังไง อธิบายให้คุณวินเข้าใจด้วยสิครับ” อาจารย์แนะแนวถามวินรู้สึกรำคาญอาจารย์คนนี้ที่คอยถามโน่นนี่จนเขาปวดหัว
“ผม...เอ่อ” อัครวินทร์รู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ต้องแสร้งทำว่าอยากรู้เื่ของเด็กคนนี้เต็มแก่
เหตุผลที่อัครวินทร์เกลียดคนที่อาศัยความจนเพื่อเอาเงินคนอื่นก็เพราะเขาเคยยากจนมาก่อนแต่นั่นมันก็อดีต เมื่อชีวิตของเขามันเป็ดั่งนิยายที่แม่ของเขาคือผู้หญิงหากินที่อยู่ๆไปได้สามีชาวต่างชาติและมีเขาออกมาแต่กว่าที่เขาจะรู้ว่าตัวเองยังมีพ่อก็ปาเข้าไปตอนอายุ 25 ...ตอนที่แม่ใกล้จะตายและสารภาพความจริงว่าเขาไม่ใช่ลูกกำพร้าและนั่นเองทำให้เขาตัดสินใจเขียนจดหมายไปหาคนที่ “แม่อ้างว่า”เป็พ่อของเขา
และสุดท้าย...เขาก็มีทุกอย่างเหมือนทุกวันนี้
“พูดมาเถอะ ไม่ต้องอายหรอก” อาจารย์ฝ่ายแนะแนวยังทำตัวน่ารำคาญไม่เลิก
พลภูมิทำท่าครุ่นคิดสักพัก ก่อนเขาตัดสินใจจะพูดต่อ
“ผมอยู่กับยายครับ ยายผมยากจน รับจ้างเล็กๆน้อยๆ” อัครวินทร์ถอนหายใจรายนี้ก็เหมือนคนอื่น...คือไม่น่าสนใจ
“ยายผมมีลูกคนเดียวคือแม่ แต่แม่เพิ่งเสียไปเมื่อปีที่แล้ว”พลภูมิกำหมัดแน่น เขาดูกล้ำกลืนที่จะพูดถึงแม่แท้ๆของตัวเอง
“แม่ผม...ตายเพราะโรคเอดส์” กรรมการคนอื่นต่างมีอาการใจนเก็บไม่อยู่บ้างก็มีสีหน้ารังเกียจจนเห็นได้ชัด นี่สินะพวกใจแคบมีการศึกษาแต่ไม่หาความรู้เพิ่มเติม
“เล่าต่อสิ” อัครวินทร์ให้สัญญาณเมื่อเห็นเด็กชายนิ่งไปนานราวกับกำลังซึมซับความรังเกียจที่เคยได้รับจากสังคม
“พอจะบอกได้มั้ย ว่าทำไมแม่ถึงเป็โรคนั้น?” ศรีสมรถาม อัครวินทร์กระแอมไอมันใช่สิ่งที่ควรถามไหม?
“คุณศรี...”
“อะ ครับผมตอบได้ครับ” พลภูมิเอ่ยขึ้นราวกับว่าเขาตอบคำถามนี้มาทั้งชีวิตแล้ว
“แม่ผมเป็หญิงขายบริการมาก่อนครับ”
อัครวินทร์ตื่นตะลึง ... นี่สินะความคล้ายคลึงของชีวิต
เขาฟังเด็กชายเล่าประวัติจนจบและจับใจความได้ว่า...
พลภูมิ พิชิตใจเด็กหนุ่มวัย 16 ปีอาศัยอยู่กับยายเพียงสองคนที่บ้าน เขาไม่รู้ว่าพ่อเป็ใครเพราะแม่มีอาชีพขายบริการและเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคร้ายเมื่อปีก่อนนี้เอง เมื่อเสียเสาหลักไปยายเลยต้องทำหน้าที่หาเลี้ยง แต่ด้วยความแก่และเจ็บป่วยรุมเร้าทำให้ชีวิตครอบครัวค่อนข้างขัดสน เด็กชายช่วยผ่อนความลำบากได้แค่การออกไปหาของป่าและรับจ้าง่วันหยุดในชนบทที่ทุรกันดารเช่นนี้การหารายได้พิเศษตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าอื่นๆคือสิ่งที่เป็ไม่ได้...
“แล้ว หนูติดโรคนี้มั้ย?” ศรีสมรถามด้วยอาการรังเกียจอย่างเห็นได้ชัดอัครวินทร์เห็นความอึดอัดฉาบทั่วใบหน้าของผู้ถูกถาม แต่แค่แว้บเดียวก่อนจะถูกกลบด้วยใบหน้าที่ใสซื่อและมึนตึงยิ่งกว่าเดิม
“ยายพาผมไปตรวจแล้วครับ ผมปลอดภัย แม่น่าจะติดเชื้อตอนผมอายุ 10 ขวบ” พลภูมิตอบอย่างฉะฉานแสดงว่ามีคนถามคำถามนี้กับเขามานับไม่ถ้วน
“แล้วถ้าเราได้ทุนนี้ เรามีแผนยังไงบ้าง?” อัครวินทร์ถาม
“ผมอยากได้ทุนเพื่อเรียนต่อ อยากให้ยายสบาย” พลภูมิตอบเหมือนๆคนอื่นแต่สิ่งที่แตกต่างไปจากนั้นคือ คำตอบต่อมา
“พอผมเรียนจบ ผมจะกลับมามอบทุนให้รุ่นน้องๆที่ขาดแคลนเหมือนผม”อัครวินทร์อึ้ง เด็กคนอื่นๆไม่มีใครตอบแบบนี้เลยสักคนเดียว
“และที่สำคัญผมจะไม่ลืมพระคุณของพี่ หากมีโอกาสตอบแทน ผมยินดีทำทุกอย่าง”
มันคือคำตอบที่ดูธรรมดาและแสนจะเอาใจจนออกนอกหน้า
แต่นั่นกลับทำให้อัครวินทร์ตัดสินใจมอบทุนแก่ นายพลภูมิ พิชิตใจ...
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
สามเดือนผ่านไป...
“เอ๋...คุณวินทร์อยากเจอเด็กพลภูมินั่นตอนปิดเทอมเหรอคะ?”ศรีสมรทำหน้าเต็มใบด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ผมได้ยินมาว่ายายของเขาเพิ่งเสีย คุณจัดการเื่นี้มาก็พอ หยุดตั้งคำถาม”อัครวินทร์ตัดบท เขารำคาญเลขาวัยเก๋าคนนี้เต็มแก่แล้ว
“ได้ค่ะ เดี๋ยวศรีจัดการให้”
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
