"คนร้ายอาจเป็คนของวังบุปผา"
เพียงแค่ประโยคเดียวคนทั้งห้องก็พลันเงียบสนิท ทั้งมู่หยางและลูกน้องอีกหลายคนมองหน้ากัน วังบุปผาเป็สถานที่ที่ขุนนางชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เข้าออกเป็ประจำการเข้าไปตรวจค้นโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัด อาจสร้างความไม่พอใจให้ผู้มีอำนาจจำนวนมาก
“หากยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกรงว่าจะไม่สามารถขอตรวจค้นที่นั่นได้ ท่านก็น่าจะรู้”
มู่หยางพูดเบาๆแต่ว่านเฟยกลับยิ้มออกมา
“ไม่จำเป็ต้องส่งทหารไปตรวจค้น”
เขาม้วนกระดาษแผนภูมิความสัมพันธ์ของเหยื่อเก็บอย่างใจเย็นและพูดขึ้นว่า
"พรุ่งนี้...เราจะไปวังบุปผากัน"
มู่หยางหันไปมองหน้าว่านเฟย
“เรา....งั้นรึ?”
ว่านเฟยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ท่าทีมั่นใจ ไม่มีผู้ใดรู้ว่า... การตัดสินใจครั้งนี้ กำลังจะทำให้เส้นทางของนักสืบผู้สุขุมและโจรหนุ่มผู้ซ่อนตัวในหอคณิกา ตัดผ่านกันเป็ครั้งแรก
เมื่อฟ้ามืดชายหนุ่มทั้งสองแต่งกายในชุดผ้าแพรชั้นดี ราศีจับราวกับเป็ลูกผู้ดีมีสกุล คนหนึ่งท่าทางสุขุมสง่างาม อีกคนยิ้มแย้มและดูสนุกสนาน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคือขุนนางจากศาลหลวง
พวกเขานั่งรถม้ามาหยุดที่หน้าประตูวังบุปผา ผู้คุมตรวจดูตราประจำตัวของแขกก่อนเปิดทางให้ทั้งสองเข้าไป
ทันทีที่ก้าวผ่านประตู เสียงพิณอ่อนหวานก็ดังแว่วเข้าหูกลิ่นน้ำหอมโชยออกมาสีแดงของโคมช่างงามตา ทำให้ว่านเฟยกับมู่หยาง รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น
“ครั้งแรกงั้นรึ?”
ว่านเฟยหันไปถามมู่หยาง
“ที่แพงๆแบบนี้เงินเดือนน้อยนิดอย่างข้าจะมีปัญญามาได้อย่างไรล่ะท่าน”
มู่หยางเหลือบไปมองว่านเฟยที่ดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“ท่านเคยมา....งั้นรึ”
ว่านเฟยหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ถึงไม่ตอบ มู่หยางก็เดาได้ว่าเขาไม่เคยเช่นกัน
เมื่อผ่านประตูหน้าเข้าไปด้านใน หญิงสาวในชุดงดงามต่างโค้งลงต้อนรับอย่างมีมารยาท
"ยินดีต้อนรับคุณชายทั้งสองท่าน"
มู่หยางมองไปรอบๆ และหันมากระซิบ
"ไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้เลย"
เขาเคยนึกว่าหอนางโลมจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายมีคนเมาส่งเสียงดัง มีหญิงสาวคลอเคลียแขกทุกโต๊ะ แต่สถานที่แห่งนี้กลับสงบเรียบร้อย และเต็มไปด้วยระเบียบ ผู้คุมยืนประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ อย่างเปิดเผย ไม่มีใครส่งเสียงเอะอะมีห้องรับรองสำหรับแขกที่ชอบความเป็ส่วนตัว ดังนั้นห้องโถงส่วนใหญ่จึงมีแค่พวกสาวๆที่นั่งรอให้บริการแขกที่เพิ่งมาเท่านั้น
ว่านเฟยเพียงพยักหน้าเบา ๆ สายตาของเขากวาดมองทุกคนในห้องอย่างเงียบงันนักสืบอย่างเขาไม่เคยปล่อยให้รายละเอียดเล็ก ๆ หลุดรอด
ไม่นานหญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหา
“เชิญคุณชายทั้งสองตามข้ามา”
ชายหนุ่มทั้งสองไปที่ห้องรับรองหน้าต่างห้องเปิดออกเพื่อรับลม เสียงน้ำไหลจากกังหันน้ำที่หมุนอยู่แสงจันทร์ส่องเฉิดฉาย เสียงพิณเบาๆจากห้องข้างช่างไพเราะเสนาะหู
นางลงมานั่งข้างๆและรินน้ำชาให้ มู่หยางยิ้มกว้างก่อนเริ่มบทสนทนาอย่างเป็กันเอง
"พี่หญิงข้าเพิ่งมาเป็ครั้งแรก ได้ยินว่าที่นี่เป็ที่โปรดของพวกขุนนางและเศรษฐีทั้งหลายเลยไม่ใช่รึ"
หญิงสาวยิ้มสุภาพ
"ใช่เ้าค่ะ"
มู่หยางหัวเราะ
"ข้ามีเื่อยากจะถามเสียหน่อยเคยได้ยินใครพูดถึงโจรชุดดำที่ออกปล้นอยู่่นี้บ้างรึเปล่า"
หญิงสาวยังคงยิ้มแววตามั่นใจ
"พวกข้าไม่ค่อยรู้เื่ภายนอกมากนักเ้าค่ะแต่ก็เคยได้ยินมาบ้างจากที่แขกพูดกัน"
“พวกเขาพูดกันว่าอย่างไรงั้นรึ”
หญิงสาวยิ้มและก้มหน้าลง
“ต้องขออภัยคุณชายด้วยข้าไม่สามารถนำเื่ที่ลูกค้าท่านอื่นพูดมาเล่าให้ฟังได้มันเป็กฎของที่นี่เ้าค่ะ”
ว่านเฟยที่นั่งเงียบมาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“งั้น...ถ้าให้เ้าช่วยดื่มเป็เพื่อนข้า...เื่นั้นทำได้หรือไม่”
สาวสวยยิ้มและก้มหน้าตอบอย่างเต็มใจ
“ได้สิ..เ้าคะ”
“เ้าชื่ออะไร?”
“เรียกข้าว่า...มีมี่...ก็ได้เ้าค่ะ”
ว่านเฟยดื่มเหล้าไปชวนมีมี่คุยไปพอนางดื่มหมด ก็รีบเทใส่จอกให้ใหม่มู่หยางได้แต่จ้องโดยไม่รู้เจตนาในใจว่าเขาคิดจะทำอะไร
(ไหนท่านว่าจะมาสืบหาข้อมูลที่เห็นอยู่..ก็เพียงแค่กำลังสนุกกับสตรีมิใช่รึ)
ไม่นานนัก...อาหารที่สั่งก็มาส่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น จื้ออันยกถาดเข้ามา บีบเสียงให้แหลมขึ้นพูดให้เบาลงหน่อย
"ขออนุญาตเ้าค่ะ"
เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่ค่อยๆ เปิดออก หญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายไม่มีเครื่องประดับเหมือนกับหญิงอื่นทั่วไป มีเพียงปิ่นหยกเล็ก ๆ ปักอยู่บนผมก้มหน้าเดินเข้ามา
นางวางถาดอาหารร้อน ๆ และขวดเหล้าลงบนโต๊ะเพียงครู่เดียวที่นางเงยขึ้นมา ทั้งห้องกลับเงียบลงโดยทันที มู่หยางยกจอกเหล้าค้างอยู่กลางอากาศตาจ้องไปที่นางไม่กะพริบ
"...งดงามเหลือเกิน"
แม้แต่ว่านเฟยเองก็ยังอดมองรอยยิ้มของสาวน้อยคนนั้นที่ก้มหัวลงอย่างงดงามไม่ได้
"เชิญทั้งสองท่านรับประทานเ้าค่ะ"
กิริยาทุกอย่างเรียบร้อยจนแทบไม่น่าเชื่อว่านางเป็แค่เพียงสาวใช้ในหอคณิกา
"หาก้าสิ่งใดเพิ่มเติมสามารถเรียกได้ตลอดนะเ้าคะ"
ระหว่างที่กำลังหันตัวจะออกจากห้องสายตาของนางกับว่านเฟยก็สบกัน นางเป็ฝ่ายหลบตาลงก่อนตามมารยาท จากนั้นจึงเดินออกไปพร้อมปิดประตูอย่างแ่เบาเมื่อประตูปิดสนิท มู่หยางก็ปล่อยลมหายใจยาว ว่านเฟยยังคงมองไปยังประตูที่ปิดลง
“ว่ายเฟย.....”
เสียงเรียกของมู่หยางทำให้เขาหันกลับมามีมี่มองทั้งสองที่เอาแต่จ้องประตูบานนั้นตาไม่กะพริบก็หัวเราะออกมา
“นายท่านทั้งสองอยากรับอะไรเพิ่มหรือไม่เ้าคะ”
มู่หยางหัวเราะเบาๆ ส่วนว่านเฟยก็ยิ้มเจือน ๆราวกับว่าถูกจับพิรุธได้ทั้งสองแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนใจในตัวหญิงสาวคนนั้น
หลังจากนั้นว่านเฟยก็ยังคงดื่มและดื่มจนค่ำ และในที่สุด เขาก็เมา
“ว่านเฟย...ว่านเฟย...”
มู่หยางพยายามเรียกว่านเฟยที่เมาจนหลับคาโต๊ะอยู่ให้ตื่นขึ้นแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะลืมตาแม้แต่น้อย ขณะที่มีมี่ที่ดูจะดื่มมากกว่าเขาหลายจอกกลับนิ่งไม่มีท่าทีมึนเมา ยังสามารถลุกไปตามผู้คุมให้มาช่วยประคองว่านเฟยไปส่งที่รถม้าได้ด้วยซ้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ห้องทำงานว่านเฟยยังมีอาการมึนงงเล็กน้อยเขาก้มหน้าก้มตาจ้องรายงานที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างจดจ่อ มิใช่เพียงเพราะกำลังยุ่งแต่เพราะเขาอับอายกับเื่เมื่อคืน จนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับมู่หยางมากกว่า
“ท่านลู่...เมื่อคืนท่านได้ข้อมูลอะไรกลับมาบ้าง?”
ว่านเฟยเงยหน้าขึ้นครั้งแรกสบตากับมู่หยางด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อย่างหนึ่งที่ข้ารู้......”
มู่หยางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“รู้อะไรงั้นรึ?”
“พวกนาง....คอแข็งมาก”
...................................................
มู่หยางถอนหายใจยาวนิหรือผู้ตรวจการที่ว่าทำคะแนนเต็มในข้อสอบทุกวิชามิต่างอะไรกับพวกผู้ชายที่ชอบแสดงตนว่าเก่งเวลาอยู่ต่อหน้าผู้หญิง
“เหตุใดท่านจึงต้องดื่มจนเมามายขนาดนั้น”
ว่านเฟยลุกขึ้นเดินไปรอบๆโต๊ะเหมือนครุ่นคิดบางอย่าง
“ไม่ว่าจะถามอย่างไรพวกนางก็คงไม่ยอมบอกเบาะแสเป็แน่ ที่นั่นคงไม่ได้เป็แค่หอนางโลมการตั้งกฎว่าห้ามนำเื่ของแขกไปบอกกับผู้อื่นนั้นจะเป็เื่อะไรไปเสียได้....”
มู่หยางที่คิดตามก็เบิกตากว้างด้วยความใ
“หรือว่าขุนนางพวกนั้น...ไปที่นั่นเพื่อ.....”
ว่านเฟยพยักหน้า
“ข้าจึงคิดว่าจะมอมเหล้านางจนเมาและค่อยหลอกถามแต่ว่านางกลับคอแข็งกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
มู่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ทำไมไม่บอกข้าั้แ่แรกข้าก็นึกว่าท่านเอาแต่สนุกจนลืมงาน”
ว่ายเฟยกลับลงไปนั่งที่โต๊ะมองเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้าและกล่าวขึ้นอีกว่า
“มู่หยางคืนนี้เราต้องไปที่นั่นอีก ข้าจะทำความลับนั้นให้กระจ่างให้ได้”