สัปเหร่ออุ่นพรหม ควักปืนยาวออกมาสองกระบอกก่อนจะส่งให้อลินตาหนึ่งกระบอก แล้วถามด้วยน้ำเสียงปกติเพราะเคยรู้ฝีมือกันมาบ้างว่างอลินตาเก่งกาจพอตัว
“ใช้เป็นใช่ไหม?”อลินตารับปืนยาวจากสัปเหร่ออุ่นพรหมมาพิจารณา ก่อนตอบกลับ
“เป็นค่ะ แต่..”ว่าแล้วก็ยื่นปืนยาวอันนั้นส่งไปทางอวยชัยองครักษ์พิทักษ์เจ้าภูแสนแต่ดันถูกแยกให้มานั่งห้างร่วมกับสัปเหร่ออุ่นพรหมและอลินตาเป็นการชั่วคราว
“ไม่ดีกว่าขอบคุณลุงอุ่นพรหมมากนะคะ อลินมีดาบแล้วค่ะอลินใช้ดาบใช้มีดสั้นคล่องกว่าปืนค่ะ”อวยชัยหรี่ตามองคนพูดก่อนจะถามด้วยความอยากรู้
“ทำไมแม่หญิงถึงคิดว่าดาบและมีดสั้นใช้คล่องกว่าปืนทั้งๆ ที่ปืน ยิงโป้งเดียวก็จอดแล้ว” อลินตาหยิบมีดสั้นคมกริบออกมาจากผ้าโพกหัวทำเอาอวยชัยสะดุ้งไปไม่น้อย ผู้หญิงบ้าอะไรมีอาวุธอยู่แม้กระทั่งบนศีรษะอลินตาชักมีดสั้นออกจากฝัก ก่อนจะพลิกไปมา ความคมกริบของมันเรืองแสงวิบวับเข้าตาอวยชัยนั่นทำให้อวยชัยรู้ว่ามีดเล่มนี้คมชนิดที่แทงทะลุเนื้อไม้แข็งๆ ได้เลยเทียว อลินตามองมีดในมือก่อนอธิบายเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ปืนน่ะปังเดียวก็จริงแต่มันทำให้ศัตรูในเงามืดอีกหลายๆ คนรู้ตัวว่าเราอยู่ตรงไหน และอาจจะทำให้พวกมันตื่นตัวและตั้งรับเราได้ทันท่วงทีแม้ว่าเราจะอยู่ในความมืดเช่นนี้ก็ตามแล้วก็ไม่แน่หรอกนะไอ้ปังเดียวนั่นน่ะอย่าคิดว่ามันจะพุ่งเป้าถึงจุดหมายถ้าไม่ใช่นักแม่นปืน ยิ่งอยู่ในความมืดมิดแบบนี้ด้วยแต่...” อลินตายังคงพิจารณามีดในมือตนเอง แต่อวยชัยและสัปเหร่ออุ่นพรหมสงสัยเหมือนกันนั่นคือแล้วดาบของเจ้าหล่อนนี่คือดาบแบบไหน และมันอยู่ที่ใดกันแต่ก็ไม่ได้ถามเพราะมัวแต่ฟังอลินตาอธิบายทัศนะการใช้อาวุธของตัวเองด้วยความตั้งใจส่วนทางด้านอลินตายังคงอธิบายต่อเนื่อง
“แต่ถ้าเป็นมีดสั้นมันกระชับเหมาะมือหรือว่าดาบถึงมันจะยาวแต่ถ้าด้วยความคมและความชำนาญในการใช้ เพียงฉับเดียวหรือไม่ก็พุ่งให้ตรงเป้าก็ตายได้ทันทีอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้กระทำนี่คือเหตุผลที่ฉันชอบมีดกับดาบมากกว่าปืน..” อวยชัยที่ได้ฟังถึงกับอึ้งไปไม่น้อยกับทัศนคติที่มีต่ออาวุธในมือของอลินตาเพราะจากที่ฟังมานั้นทำให้รู้ว่าสาวน้อยหน้าหวานนางนี้ เลเวลและความรู้ในการใช้อาวุธมิใช่ย่อยเหลือแต่ฝีมือว่าจะฉกาจสมคำพูดเธอหรือเปล่า
และอลินตาก็ไม่ใช้ปืนอย่างที่เธอพูดไว้จริงๆหญิงสาวยื่นปืนให้กับอวยชัย อวยชัยรับมาแล้วกระชับปืนนั้นด้วยความคล่องแคล่วแน่ล่ะองครักษ์ฝ่ายซ้ายของเจ้าชายภูแสนแห่งเมืองเชียงภูแสนย่อมต้องรู้จักการใช้อาวุธมานักต่อนัก
ส่วนอีกห้างเจ้าภูแสนก็เล่าทุกอย่างที่เขาได้รับปากเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เอาไว้เรื่องจะพาแพงอรเข้าคุ้มหลวงอีกครั้งให้โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ฟัง หนานเมืองอินทร์ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยๆ หันมาสบตาองค์รัชทายาทหนึ่งเดียวแห่งเมืองเชียงภูแสนและอยากจะบอกเหลือเกินว่างานใหญ่ระดับแกรนด์โอเพนนิ่งได้พุ่งเข้าเจ้าภูแสนเสียแล้วล่ะแต่ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่และสุขุมพอดู หนานเมืองอินทร์จึงได้พูดขึ้นแต่แฝงไว้ด้วยความหนักใจไม่น้อย
“ข้าคิดว่าเจ้าต้องบอกเรื่องนี้ให้อลินตารับรู้ รวมทั้งบอกเรื่องของแพงอรให้อลินตารับรู้ด้วยที่สำคัญคงต้องรอให้งานปกป้องทรัพย์สมบัติในถ้ำกลางป่าของอลินตาเสร็จสิ้นหรือไม่ก็ต้องไปบอกกับอลินตาตอนที่เธอกลับบ้านกลับเมืองของเธอไปแล้ว” คำพูดนั้นทำให้เจ้าภูแสนถอนหายใจอย่างหนักอก ความคิดสับสนมากมายในเวลานี้อลินตาจะยอมร่วมมือหรือไม่? เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์จะเชื่อไหม?วันนี้เจ้าภูแสนตระหนักแล้วว่าการพูดไม่คิดและพูดด้วยโทสะเสียหายมากเพียงใด
ระยะห่างจากห้างไม่ไกลกันนักแต่ก็ทำให้ไม่สามารถฟังว่าอีกห้างคุยอะไรกันได้ชัดเจนหากจะได้ยินก็คงต้องส่งเสียงดังตะโกนเรียกกันถึงจะได้ยิน จึงมีเพียงเสียงงึมงำๆเบาๆ ลอยตามลมมา ทำให้คนบนห้างทั้งสองรับรู้ว่ายังไม่มีใครหลับ อลินตาเก็บอาวุธของตัวเองซ่อนไว้ในผ้าโพกผมดังเดิมโดยมีสายตาของอวยชัยมองตามไปด้วยจากนั้นก็นั่งพิงต้นไม้กิ่งหนากิ่งหนึ่ง ยืดขาไขว้กันด้วยความสบายอารมณ์ซึ่งอวยชัยที่กำลังจับตามองอลินตาอยู่ก็ถึงกับตาโตแล้วรีบบอก
“แม่หญิงเป็นสาวเป็นแส้นั่งแบบนั้นได้อย่างไรกันไม่งามขนาดนักท่านั่งแบบนั้นมีแต่ผู้ชายเท่านั้นแหละที่เขานั่งกันน่ะ นั่งให้เรียบร้อยกว่านี้จะได้ไหม...?”บลาๆๆๆ อวยชัยบ่นโดยไม่ได้สังเกตอาการขึงตาของหญิงสาวและอาการกระชับสายสะพายก๋วยในมืออย่างแน่นหนา ในขณะที่อีกห้างก็เงียบเสียงลงอลินตาหันมาสบตากับสัปเหร่ออุ่นพรหมอย่างมีนัยยะ ในขณะที่อวยชัยเป็นถึงองครักษ์ของเจ้าภูแสนแต่กลับด้อยซึ่งไหวพริบอันเป็นเบสิคของการเข้าป่ามันน่าตัดออกจากกองมรดกองครักษ์เสียนี่กระไร อวยชัยยังคงไม่หยุดบ่น
“แล้วปักมีดไว้บนหัวแบบนั้นตอนนอนหลับลืมตัวไม่กลัวมีดทิ่มเข้าหัวตัว...” ยังไม่ทันจะพูดจบอลินตาก็หันมาส่งสายตาดุกราดใส่อวยชัยอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะยกมือจุ๊ไปที่ปาก
“ชู่ววววว์..”นั่นแหละ ถึงได้รู้สึกตัวและรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบบริเวณอวยชัยถามเบาๆ
“มีอะไร...?”ถามพลางกระชับปืนของสัปเหร่ออุ่นพรหมที่เพิ่งได้รับมาจากอลินตาเมื่อสักครู่พร้อมกับนั่งหลังตรงแน่วด้วยความมีสติและระแวดระวังภัยมากกว่าเดิมสายตาไม่วายหันไปมองอีกห้างที่ตอนนี้ห้างนั้นมืดสนิทและไม่มีส่ำเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยินแม้แต่นิดเดียวทุกอย่างเงียบกริบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในป่า ในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากใต้ที่จุดไว้ประจำห้างของแต่ละห้างเท่านั้นที่พอจะทำให้เห็นอะไรได้บ้างในยามที่ป่าถูกปกคลุมด้วยความมืดเช่นนี้
“นี่เป็นรหัสสำคัญจากป่าใหญ่มันกำลังส่งสัญญาณบอกเราว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้นระวังตัวกันให้ดีๆ” ประโยคนี้ทั้งสัปเหร่ออุ่นพรหมและโหรหลวงหนานเมืองอินทร์พูดออกมาคล้ายๆกันอย่างผู้รู้ที่ช่ำชองการเดินป่า อวยชัยที่แม้จะเป็นนักบู๊ส่วนนักเดินป่าค่อนข้างด้อยประสบการณ์จึงทำให้ขาดความระวังตัวเขาขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองทางอลินตาเป็นเชิงถามว่าอะไรคือรหัสจากป่าอลินตาแม้จะนั่งนิ่งแต่สายตากลับสอดส่องไปทั่วบริเวณ กระนั้นก็ยังตอบคำถามของอวยชัย
“นายไม่สังเกตรึไงป่าทั้งป่าเงียบยังกับป่าช้าเสียงแมลงกลางคืนสักตัวยังไม่ร้องให้ได้ยินสัตว์ที่ควรหากินตอนกลางคืนก็ไม่ยอมออกมาหากินตามวิถีของมันไม่คิดเหรอว่ามันแปลกถึงขั้นสุด” อลินตาปรายตาคล้ายเยาะเล็กๆสำทับมาทางอวยชัยอีกด้วย เป็นถึงองครักษ์แต่กลับทำตัวคล้ายคนปกติที่ไม่มีวิชาใดๆ หญิงสาวเลยอดถามขึ้นมาไม่ได้
“ที่นายไม่รู้อะไรเลยนี่ไม่ได้แกล้งใช่ไหม?”อวยชัยยิ้มแห้ง ก่อนตอบเสียงห้วนกลบเกลื่อน
“ไม่ค่อยได้เข้าป่าน่ะ...”อลินตาส่ายหน้าทันที
“ไม่ได้เรื่อง...” แต่แล้ว
“จุ๊ๆๆๆ..” เสียงสัปเหร่ออุ่นพรหมจุ๊ปากเป็นสัญญาณให้เงียบเสียง อลินตานั่งคุกเข่าชันขาข้างหนึ่งขึ้นในลักษณะเตรียมพร้อมสายตาระวังภัย
ฉับพลันเสียงบางอย่างคล้ายเสียงคนกรีดร้องขึ้นอย่างโหยหวนดังไกลลิบๆและดังถี่ขึ้น ถี่ขึ้น มุ่งตรงมายังห้างทั้งสอง อวยชัยตาเหลือกกำปืนแน่นชัยยันต์เองก็ไม่ต่างกันกำดาบแน่นพร้อมสู้เต็มที่ในขณะที่อลินตาพูดขึ้นน้ำเสียงดุดัน
“มันมาแล้ว.. เตรียมตัวให้ดี..!!”