อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 36 ขาย

            วานเชสโก้ทำหน้างงทันทีที่ผ่านมาเขาเสนอสินค้าให้อีกฝ่ายหลายชิ้น แต่กลับมีซื้อแค่ชิ้นเดียว พอมาตอนนี้กลับตกลงซื้อโดยที่เขายังไม่ทันได้บอกราคา แม้แต่เรเชลกับอาบิเกลที่มักจะเอาแต่เงียบมาโดยตลอดเองก็ยังจ้องมองเออร์วิน เรเชลรู้ได้ทันทีว่าสร้อยข้อมือลูกปัดนี้พี่ชายต้องซื้อมาให้เธอแน่ เพราะมีแค่เธอที่มีความเข้ากันได้กับเวทย์ธาตุดิน เดิมทีเธอก็ไม่ได้อยากได้สร้อยข้อมือลูกปัดนั่นด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นของที่ท่านพี่เออร์วินของเธอให้มาล่ะก็ เธอจะอยากได้ทันที

            วานเชสโก้มองหน้าสบตากับเจ้าชายในเวลาเขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เด็กอมมือเช่นที่เห็นภายนอก สังเกตได้จากการประเมินเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นก็พอเดาได้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพระราชาของไพร์ล็อกถึงไว้ใจให้เด็กคนนี้มาต้อนรับตน วานเชสโก้สูดหายใจเข้าลึก ๆ เขารู้ดีว่าการที่เด็กคนนี้ตกลงซื้อสินค้าโดยที่ยังไม่ทราบราคาต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่เพียงแต่สนใจแต่ยังอยากได้มันมากอีกด้วย

            เขามีทางเลือกสองทางคือโก่งราคาตามที่ตั้งใจไว้หรือขายราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับอีกฝ่าย วานเชสโก้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการคิดวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจเลือกตัวเลือกสอง

            “สำหรับกองพันทหารดินนี้กระหม่อมเสนอขายในราคาสิบเหรียญทองคำขาวพะย่ะค่ะ”

            หนึ่งร้อยเหรียญทองเท่ากับหนึ่งทองคำขาวสิบทองคำขาวเท่ากับหนึ่งพันเหรียญทอง ราคาระดับนี้ถือว่าเป็นอะไรที่โหดมากโดยเฉพาะกับเจ้าชายของเมืองบ้านนอกเช่นนี้ ทว่าเออร์วินกลับยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านทั้งตอบไปสั้น ๆ ว่า

            “ตกลง”

            แล้วเออร์วินก็หยิบสร้อยข้อมือลูกปัดขึ้นมาหันพูดกับน้องสาวต่างมารดาของตน

            “ยื่นมือมาสิเดี๋ยวพี่ใส่ให้”

            เรเชลที่ได้ยินก็ยื่นแขนซ้ายให้อย่างยินดีจนเมื่อเออร์วินสวมสร้อยข้อมือลูกปัดที่แขนเธอเสร็จ เรเชลก็ลูบสร้อยข้อมือลูกปัดเส้นนั้นไปมา เออร์วินหันไปบอกวานเชสโก้

            “เชิญต่อเลยครับ”

            เมื่อขายสินค้าชิ้นใหญ่ได้วานเชสโก้ก็รู้สึกเหมือนเลือดลมสูบฉีด ตั้งหน้าตั้งตานำสินค้ามาเสนอต่อไป เออร์วินก็เพียงแค่ดูแต่ไม่ได้ซื้อจนกระทั่งมาถึงสินค้าชิ้นหนึ่ง เป็นตุ้มหูคู่หนึ่งข้างหนึ่งรูปจันทร์เสี้ยวอีกข้างหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ ตุ้มหูคู่นี้มีคุณสมบัติคือหากเป็นอันที่เป็นรูปจันทร์เสี้ยวจะสามารถช่วยลดทอนความร้อนยามที่เจออากาศร้อน ส่วนอันที่เป็นรูปพระอาทิตย์จะช่วยลดทอนความหนาวเย็นยามที่เจออากาศหนาว หากใส่ทั้งสองอันซ้ายขวาไม่ว่าจะเจออากาศแบบไหนก็จะรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ เป็นอาร์ติแฟกต์ที่ไม่นับว่าโดดเด่นอะไรแต่หากมองในฐานะเครื่องประดับแล้วจัดว่าเป็นของที่มีประโยชน์มากทีเดียว อีกทั้งลักษณะและรูปร่างของมันก็ถูกทำอย่างประณีตงดงาม เพียงแต่ว่าเออร์วินไม่สนใจพวกเครื่องประดับ

            เมื่อเห็นว่าเออร์วินมีท่าทีไม่สนใจตุ้มหูคู่นี้วานเชสโก้ก็เตรียมนำเสนอสินค้าชิ้นต่อไป เสียงของเกรซสาวใช้ส่วนตัวของลิลิธที่เงียบอยู่ตลอดก็พูดขึ้นว่า

            “ช่างเป็นตุ้มหูที่งดงามจังเลยนะเพคะมันช่างเหมาะกับเจ้าหญิงลิลิธจังเลยนะเพคะ”

            เออร์วินหันไปมองเกรซพบว่าเธอกำลังยิ้มให้เขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับช่างให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด

            “เอ่อ...” เออร์วินกำลังคิดว่าจะพูดอะไรบางอย่าง เกรซก็ชิงพูดอีกว่า

            “เจ้าชายเออร์วินทรงคิดว่าตุ้มหูต้องเหมาะกับเจ้าหญิงลิลิธไม่แพ้กับสร้อยข้อมือลูกปัดที่เหมาะกับเจ้าหญิงเรเชลสินะเพคะ”

            เออร์วินนิ่งไปทันทีเขารู้ความหมายของรอยยิ้มแล้ว

            ‘ชัดเลย หล่อนกำลังข่มขู่เรานี่หว่าว่าในเมื่อซื้อของให้เรเชลได้ก็ต้องซื้อให้ท่านพี่ได้เช่นกัน’

            เออร์วินยิ้มเจื่อนให้เกรซก่อนจะหันไปบอกกับวานเชสโก้สั้น ๆ ว่า

            “ซื้อ”

            “ครับตุ้มหูคู่นี้ราคาจะอยู่ที่หนึ่งเหรียญทองคำขาวกับอีกแปดสิบเหรียญทองครับ”

            เออร์วินพยักหน้ารับทราบจากนั้นวานเชสโก้ก็แนะนำสินค้าอีกหลายชิ้น เออร์วินก็ซื้อของบางอย่างเพิ่มมาอีกสองสามอย่าง มีลูกแก้วความทรงจำระดับสูงหนึ่งลูกกับระดับกลางสองลูก คริสตัลหรือผลึกมานาอีกหลายชิ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับกลางขึ้นไปมีทั้งแบบสถานะเป็นกลางหรือแบบเป็นผลึกธาตุต่าง ๆ เดิมทีมูลค่าที่เขาซื้อในวันนี้ก็เป็นจำนวนเงินชวนให้อกสั่นขวัญแขวนแต่กับเขาที่มีเงินเก็บจากการทำงานล่าค่าหัวและโกยมาจากเป้าหมายที่เขาล่า และล่าสุดมีทรัพย์สินทั้งหมดของ ดอน โกเบอร์ ที่เขาโกยมาลำพังแค่ที่จ่ายในวันนี้ขนหน้าแข้งยังไม่ร่วงด้วยซ้ำ

            เมื่อวานเชสโก้แนะนำสินค้าเสร็จเขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง การค้าในวันนี้ได้ผลตอบรับที่ดีไม่น้อย ทว่าเออร์วินกลับพูดขึ้นว่า

            “คุณวานเชสโก้ครับพอดีผมเองก็มีสินค้ามานำเสนอคุณครับ”

            คำพูดของเออร์วินทำให้ทุกคนต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว แม้แต่อาบิเกลก็ยังมองเขาด้วยความสงสัย วานเชสโก้ถามด้วยความสงสัย

            “สินค้า?”

            แม้ว่าจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะเขาไม่คิดว่าเมืองบ้านนอกที่อยู่สุดขอบทวีปจะมีอะไรให้เขาสนใจได้ เออร์วินยิ้มให้เขาก่อนจะรับกล่องไม้กล่องหนึ่งจากเกรซ เขาเปิดกล่องไม้ออกหยิบตุ๊กตาไม้ที่หน้าตาเหมือนโจรสลัด ตามด้วยลังไม้ขนาดเท่าแก้วเบียร์ แล้วก็ดาบขนาดเล็กหลายเล่ม เรเชลที่เห็นของเหล่านี้ก็ร้องออกมา

            “เกมโจรสลัดเสียบถัง”

            วานเชสโก้ทวนคำ

            “เกมโจรสลัดเสียบถัง?”

            “ค่ะ เป็นเกมที่ท่านพี่เออร์วินทำขึ้นมาเล่นกับเรเชลน่ะค่ะ”

            เออร์วินยิ้มให้น้องสาวบอกว่า

            “ท่านพี่ก็เล่นด้วยนะ” แต่เรเชลกลับทำหูทวนลม เออร์วินหันไปหยิบหัวโจรสลัดยัดลงถังไม้แล้วหันไปพูดกับวานเชสโก้และอาบิเกลว่า

            “การจะเล่นจำเป็นต้องมีคนมากกว่าหนึ่งคนครับ ซึ่งวิธีการเล่นก็ง่าย ๆ ครับ เห็นช่องเล็ก ๆ บนถังไม้พวกนี้มั้ยครับ แค่ผู้เล่นผลัดกันเอาดาบไม้เล็ก ๆ นี่เสียบที่รูซึ่งจะมีแค่หนึ่งรูเท่านั้นที่เสียบแล้วตัวโจรสลัดจะเด้งออกจากถังครับ ลองเล่นดูเลยนะครับ

            พูดจบเออร์วินก็หยิบดาบไม้ขึ้นเลือกเสียบหนึ่งรูแล้วส่งให้วานเชสโก้ เขารับมาพินิจพิเคราะห์พบว่ามันไม่ใช่ทั้งอุปกรณ์เวทย์มนต์และอาร์ติแฟกต์ก่อนจะตัดสินใจหยิบดาบไม้แล้วเสียบเข้าไปหนึ่งรูก่อนจะยื่นให้ลูกสาวต่อ อาบิเกลรับมาแล้วก็มองด้วยความสนใจก่อนจะเงยหน้าเห็นว่าเออร์วินยิ้มให้เธอก็รีบก้มหน้างุดก่อนจะหยิบดาบไม้ขึ้นมาแล้วเสียบหนึ่งรู ทันทีที่เธอเสียบตัวโจรสลัดก็เด้งขึ้นมาทันท

            “ว้าย!”

            อาบิเกลตกใจจนเผลอโยนของเล่นลงบนโต๊ะ เธอพยายามตั้งสติพบว่าทุกคนต้องก็กำลังมองเธออย่างยิ้มแย้มจึงรีบกลับมาก้มหน้างุดเหมือนเดิม วานเชสโก้มองของเล่นที่กลิ้งไปมาจนถึงพื้นด้วยความสนใจ

            “ว่ายังไงครับคิดว่ามันดูน่าสนใจไหมครับ”

            “พวกเศรษฐีหรือพวกขุนนางที่ชอบจัดงานเลี้ยงคงให้ความสนใจเจ้านี่อยู่น่าเสียดายที่มันมีเพียงชิ้นเดียว”

            เออร์วินยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะล้วงกระดาษออกมาจากกล่องบอกว่า

            “สิ่งที่ผมจะเสนอขายไม่ใช่ของเล่นชิ้นนี้หรอกครับแต่เป็นแบบแปลนวิธีสร้างมันต่างหาก ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนนะครับว่าของเล่นชิ้นนี้ใช้สิ่งที่เรียกว่าสปริงและสลักล็อกไม่ได้มีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นต้นทุนของมันจึงเป็นอะไรที่ถูกมากเพราะไม่ต้องเสียเงินจ้างพวกนักอักขระเวทย์”

            วานเชสโก้มองกระดาษในมือเออร์วินไม่วางตา คำว่าไม่ต้องพึ่งพานักอักขระเวทย์สำหรับพ่อค้าอย่างเขาแล้วมันช่างน่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องถูกคนพวกนั้นขูดเลือดขูดเนื้อจนสามารถสร้างกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาจึงตัดสินใจถามว่า

            “ไม่ทราบว่าเจ้าชายจะเสนอราคาเท่าไหร่”

            “ผมจะยกมันให้คุณฟรีแลกกับส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์ที่ได้จากการขายเจ้านี่”

            วานเชสโก้คิดอย่างรวดเร็วก่อนจะตอบว่า

            “ตกลงพะย่ะค่ะ”

            เออร์วินยื่นกระดาษในมือให้วานเชสโก้ก็รับมันไว้แล้วเปิดดูทันที ทันใดนั้นสายตาของเขาพลันเป็นประกายออกมา

            ‘เป็นไปตามที่พูดจริงด้วยว่าไม่ต้องใช้เวทย์มนต์’ ในสมองของเขาก็คิดหาวิธีทำกำไรจากของชิ้นนี้ไปมาในหัวไม่หยุด ขณะที่เขากำลังดีดลูกคิดในหัวเออร์วินก็รับกล่องใบหนึ่งจากเรเวน วานเชสโก้เพ่งสมาธิไปยังกล่องใบนั้น พบว่าเป็นกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เออร์วินเปิดกล่องออกแล้วทำการเทของที่อยู่ในกล่องออกมาพบว่ามันเป็นของที่มีขนาดประมาณหัวแม่มือ บ้างเป็นรูปหัวม้า บ้างเป็นรูปหอคอยและรูปอื่น ๆ อีกหลายชิ้นโดยจะแบ่งเป็นสีขาวกับสีดำ เรเชลร้องขึ้นมา

            “หมากรุก!”

            วานเชสโก้มองเออร์วินกางกล่องที่ใส่หมากเหล่านั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยจะมีช่องสี่เหลี่ยมแปดแถวดำสลับขาว แล้วเออร์วินก็ทำการเรียงหมากทั้งสองฝั่ง พอเป็นเช่นนี้เขาเริ่มมองออกแล้วว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไรจึงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

            ในทวีปอาร์เคนัสมีของเล่นที่เรียกว่ากระดานสงครามอยู่ มันเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ชนิดหนึ่งโดยคนที่เล่นมันจะแบ่งเป็นสองฝ่ายแล้วใช้พลังเวทย์ของตนในการควบคุมตัวหมากบนกระดานให้เดินไปตามที่ตนต้องการ ซึ่งไม่ว่าจะทั้งลักษณะหรือรูปแบบการเล่นที่ตัวหมากสามารถเคลื่อนไหวได้ล้วนน่าดึงดูดยิ่งกว่าของที่ดูเรียบง่ายตรงหน้าเขา

            เออร์วินเรียงตัวหมากจนเสร็จก็บอกกับวานเชสโก้ว่า

            “จะลองเล่นดูไหมครับ”

            แม้ว่าเขาจะไม่ได้สนใจแต่ก็ไม่สะดวกที่จะปฏิเสธจึงตัดสินใจเล่นกับอีกฝ่ายตั้งใจว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะแสร้งทำเป็นพินิจพิจารณาแล้วขอตัวกลับไปคิดเพื่อรักษาหน้าเจ้าชาย

            เออร์วินอธิบายการเดินหมากแต่ละตัวให้วานเชสโก้ฟังและสอนวิธีการกินหมากของอีกฝ่ายและวิธีการชนะ จากนั้นก็เริ่มเล่นกันผลออกมาคือวานเชสโก้แพ้ เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับการเดินหมากของตนเมื่อสักครู่ เออร์วินก็ชวนเขาเล่นอีกตาวานเชสโก้ก็ตอบตกลงทันทีและเขาก็แพ้อีกแต่คราวนี้เขาสู้ได้นานขึ้น รอบนี้ไม่ใช่เออร์วินที่เป็นฝ่ายชวนแต่เป็นวานเชสโก้ที่เสนอจะเล่นอีกตาก่อนจะแพ้ไปอีกรอบตามระเบียบ

            วานเชสโก้มองหมากรุกตรงหน้าด้วยความฉงน เขาไม่นึกเลยว่าเจ้าของที่ดูดาษ ๆ จะทำให้เล่นเพลินจนลืมเวลาไปได้ขนาดนี้ จากนั้นเขาก็เริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้ว่าถ้าเขาสามารถทำให้เจ้าหมากรุกนี่ได้รับความนิยมมันจะสร้างผลตอบแทนให้เขาได้มากขนาดไหน ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์ในการสร้างทำให้ต้นทุนของมันนั้นต่ำมาก และนั่นก็หมายความว่าต่อให้เขาขายมันในราคาที่ถูกก็ยังได้กำไร และยังสามารถเจาะกลุ่มคนชนชั้นกลางได้อีกด้วยผิดกับกระดานสงครามที่มีแต่พวกขุนนางหรือระดับเศรษฐีขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีกำลังซื้อ

            วานเชสโก้มองหน้าเจ้าชายก่อนจะเสนอว่า

            “ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์จากการขายหมากรุกนี่?”

            เออร์วินยิ้มแล้วพยักหน้า

            “ตกลงครับ ส่วนเงินค่าสินค้าผมจะให้คนนำไปให้ในเย็นวันนี้นะครับคุณวานเชสโก้พักอยู่ที่คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์สินะครับ”

            วานเชสโก้พยักหน้าก่อนจะถามอย่างนึกขึ้นได้ว่า

            “เอ่อเจ้าชายเออร์วินไม่ทราบว่าพักนี้เคยเห็นทาสเผ่ามารหูสัตว์บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ”

            “ทาสเผ่ามารหูสัตว์?” เออร์วินทวนคำด้วยความสงสัยพลางยกกาแฟขึ้นมาจิบ

            “คือว่ามาร์ควิสเฟลิกซ์บอกกระหม่อมว่าเขาอยากได้ทาสเผ่ามารหูสัตว์ เขาบอกว่าถ้าเป็นทาสเผ่ามารหูสัตว์จะให้ราคาเท่าไหร่เขาก็พร้อมจ่ายน่ะครับกระหม่อมเลยถามเผื่อเจ้าชายจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง”

            เออร์วินพูดพลางทำหน้าครุ่นคิดว่า

            “อืมน่าเสียดายจังเลยนะครับพอดีผมไม่มีทาสเผ่ามารหูสัตว์เลยสักตัว อ๊ะแต่ถ้าเป็นสาวใช้ที่เป็นพวกเผ่ามารหูสัตว์ล่ะก็ผมมีที่เพิ่งรับเข้ามาอยู่นะครับตั้งสามคนเลย”

            “สามคน?” วานเชสโก้ทวนคำของเออร์วินเขาได้รับไหว้วานจากสหายของตนมาร์ควิสเฟลิกซ์ให้มาถามเรื่องทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามตัวที่หายไปจากคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพียงถามไปพอเป็นพิธีแต่กลับไม่นึกว่าจะได้เบาะแสมาอย่างง่ายดายเช่นนี้

            เขามั่นใจว่าสาวใช้ที่เป็นทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามที่เออร์วินพูดถึงจะต้องเป็นตัวเดียวกับที่เพื่อนเขาตามหาแน่ จึงลองพูดว่า

            “เจ้าชายถ้าไม่ว่ายังไงไม่สู้ลองขายให้มาร์ควิสฟา...”

            “คุณวานเชสโก้ครับ”

            เออร์วินพูดขัดจังหวะวานเชสโก้ก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

            “คุณคิดไหมครับว่าเรื่องบางเรื่องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจะดีที่สุดยิ่งในกรณีที่มีตัวอย่างอย่างดอน โกเบอร์ ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะโลกใบนี้มันมีอะไรตั้งมากมายที่พร้อมจะจบชีวิตพวกเราไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือพ่อค้าที่เดินทางไปมาอยู่เสมอ”

            เออร์วินพูดด้วยใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสีพร้อมยังยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนคุยเล่นปกติทั่วไป ทั้งที่เจตนาและเนื้อหาแสดงถึงการข่มขู่อย่างเห็นได้ชัด วานเชสโก้สบตากับเออร์วินก่อนจะหัวเราะออกมา อาบิเกลที่อยู่ข้างเขาจึงหันมามองผู้เป็นพ่อด้วยความงุนงง ในขณะที่เรเชลนั้นดูจะไม่ค่อยเข้าใจบทสนทนาบนโต๊ะเท่าไหร่ เธอรู้แค่ว่าพี่ชายของเธอรับเผ่ามารหูสัตว์มาเป็นสาวใช้ส่วนตัวเมื่อวาน แต่เธอไม่เข้าใจเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับมาร์ควิสอะไรนั่นยังไง

            วานเชสโก้หัวเราะอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “ขอบพระทัยองค์ชายที่กล่าวเตือน ตอนนี้ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วกระหม่อมต้องขอตัวลาก่อนพะย่ะค่ะ”

            “เชิญครับ รบกวนคุณเกรซส่งแขกด้วยนะครับ”

            เกรซพยักหน้าให้เออร์วินก่อนเชิญวานเชสโก้ให้เดินตามเธอไป ในตอนที่อาบิเกลกำลังเดินตามพ่อของเธอไปเออร์วินก็เรียกเธอ

            “คุณอาบิเกลครับ” เธอหันกลับมามอง “แล้วพบกันใหม่นะครับ”

            อาบิเกลหน้าแดงทันทีรีบพูดว่า

            “คะ ค่ะ” ก่อนจะรีบหันกลับแล้วเดินตามพ่อของเธอไป

            วานเชสโก้เดินตามเกรซออกจากปราสาท พูดตามตรงแล้วเขาไม่ได้เกรงกลัวเจ้าชายเออร์วินเลยแม้แต่น้อย ในสายตาเขานั้นเด็กคนนี้ถ้าไม่ใช่เจ้าชายก็ไม่ต่างจากเศษขยะชิ้นอื่น ๆ แต่ที่เขากลัวและไม่คิดไปตอแยก็คือคนที่สหายของเขามาร์ควิสเฟลิกซ์เล่าให้ฟังต่างหาก คนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมแปลกของเจ้าชาย และคนที่ก่อให้เกิดการฆ่าล้างคฤหาสน์นั่น

            วานเชสโก้ตัดสินใจแล้วว่าตนจะแค่มาค้าขายเท่านั้นเสร็จธุระแล้วก็จากไปเตรียมไปค้าขายที่เมืองอื่น เขาไม่คิดจะยุ่งอยู่กับปลักน้ำนี้เป็นอันขาด วานเชสโก้เหลือบมองลูกสาวของตนที่เดินตามต้อย ๆ เขาลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู

            มื้อเย็นวันนี้เออร์วินสังเกตว่าพี่สาวของเขาดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษรู้สึกว่าตนโชคดีที่เกรซเตือนเขาไม่อย่างนั้นคงได้เจอกับรอยยิ้มประหารอีกแน่ แต่ขึ้นชื่อว่าคนมันจะซวยอะไรก็ห้ามไม่อยู่ เมื่อเรเชลเปิดประเด็นขึ้นมาว่

            “ขอบคุณนะคะท่านพี่เออร์วินสร้อยข้อมือลูกปัดนี่หนูจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีเลยค่ะ” จบคำของเรเชลบรรยากาศก็มาคุขึ้นมาทันที

            เออร์วินหันไปมองที่มาของบรรยากาศพบว่าพี่สาวของเขากำลังทานอาหารอยู่เงียบ ๆ เหมือนเช่นทุกที แต่กลับปล่อยรังสีอำมหิตออกมา ลิลิธพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “เออร์วิน”

            “คะครับ” เออร์วินเกือบจะเผลอยืนตัวตรงทันที

            “นี่เธอนอกจากซื้อของให้พี่แล้วยังซื้อให้เรเชลอีกเหรอ”

            เออร์วินยังไม่ทันได้ตอบราชินีเอลิเซียก็แทรกเข้ามาว่า

            “เอ๋! อะไร อะไร ทุกคนได้ของจากเออร์วินทุกคนเลยเหรอ แล้วแม่ล่ะของแม่อยู่ไหน”

            เออร์วินจ้องหน้าราชินีเอลิเซียที่กำลังยิ้มแย้มและคาดหวัง ก่อนจะตอบช้า ๆ ว่า

            “ขอโทษครับผมลืม”

            ราชินีเอลิเซียนิ่งค้างไปทันทีก็จะมีน้ำตาคลอออกมาพร้อมกับทำแก้มป่องมาร้องว่า

            “ใจร้าย เออร์วินใจร้ายที่สุด ลืมของแม่ได้ไงใจร้ายที่สุดเลย”

            ลิลิธไม่สนใจแม่ของเธอแต่พูดกับเออร์วินว่า

            “เหมือนว่าคืนนี้เราต้องคุยกันหน่อยแล้ว”

            “เอื้อก...” เออร์วินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

            สรุปแล้วคืนนั้นก็เป็นคืนที่สองที่เขาถูกพี่สาวของตนจับไปทำเป็นหมอนข้าง แต่ก็ยังนับว่ามีเรื่องดีอยู่บ้างที่โซอี้ไม่มีอาการละเมอจากฝันร้ายเช่นคืนก่อน


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน