ฟ่านซิ่วอิงหัวเราะน้อยๆนึกถึงตอนที่นางกับจางเลี่ยงหวงไปพบจวิ้นอ๋องกับมู่หลี่เฉียงเ้าหมีป่าตัวนั้นดูคลั่งรักอย่างยิ่ง อุ้มเอาคุณหนูจางหายไปในป่าหลังวัดตั้งนานสองนาน
จางเลี่ยงหวงเองก็สารภาพว่าระยะนี้หากเ้าหมีป่าแตะต้องตัวนางนางก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คอยจะเตลิดเปิดเปิงไปทุกครั้งฟ่านซิ่วอิงยิ้มมีเลศนัย
“เ้าต้องกล้าได้กล้าเสียแล้วล่ะหวงเอ๋อร์”
“อย่างไรหรือ?”
ฟ่านซิ่วอิงบอกแผนการโฉดให้กับคุณหนูจางผู้เอาแต่ใจฝ่ายรับฟังพยักหน้าหงึกหงักนางเองก็กลัวว่าบิดาของนางจะเผลอไผลไปรับปากผู้ใหญ่ตระกูลอื่นเขาแล้วนางจะพลาดโอกาสดีๆไปเสีย!
“เ้ากล้าหรือไม่?”
“กล้าสิ!ในเมื่อเป็วิธีเดียวที่ท่านพ่อของข้าจะยอมรับ ข้าก็คงต้องทำ”
แม้จะรับปากแข็งขันแต่เมื่อกลับมาถึงเรือนนอนจางเลี่ยงหวงก็คิดน้อยคิดใหญ่ ซ่งไป๋หลานสาวใช้ของนางวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“คุณหนูเ้าคะนายท่านให้มาตามเ้าค่ะ”
“เื่อันใดหรือ?”
“คนตระกูลมู่มาเยือนพร้อมบุตรชายน่ะสิเ้าคะ?”
ใบหน้าของจางเลี่ยงหวงเบิกบานรีบสาวเท้าออกไปเรือนใหญ่ในทันทียังไม่ทันที่ซ่งไป๋หลานจะได้เอ่ยต่อ คุณหนูของนางก็เดินพรวดๆ ไปจนถึงห้องโถงหลักเรือนหน้าแล้ว
“หวงเอ๋อร์มาพอดีใต้เท้ามู่พาบุตรชายทั้งสองมาเยี่ยมพ่อเ้ามาคารวะใต้เท้ามู่กับคุณชายทั้งสองเสียสิ!”
จางเลี่ยงหวงกวาดตามองคนทั้งสามด้วยความงุนงงไหนว่าเป็คนตระกูลมู่? ไม่เห็นมีมู่หลี่เฉียงสักหน่อย
“คารวะใต้เท้ามู่”
“คุณหนูจางคงเคยเห็นรองแม่ทัพมู่นั่นเป็ญาติห่างๆ ของข้าเองแต่ก็ห่างมากเชียวล่ะจะว่าไปพวกเราก็มิได้สนิทสนมกับตระกูลมู่นั่นนัก นี่บุตรชายของข้า มู่ฟงกับมู่อี”
จางเลี่ยงหวงหันไปคารวะคุณชายทั้งสองอย่างนอบน้อมมู่อียิ้มกว้างทั้งปากทั้งตาเขารู้สึกชมชอบในตัวนางจนรบเร้าให้บิดาพามาเยือนจวนสกุลจางด้วยบิดาของนางเป็ถึงเสนาบดีฝ่ายขวาหากว่าเขาได้ตบแต่งนางเป็ฮูหยินไม่เพียงแต่ครอบครัวของเขาจะมีหน้ามีตา ตำแหน่งการงานของเขาก็จะก้าวพรวดๆนำหน้าคนรุ่นเดียวกันไปอีกหลายก้าว
ฮูหยินของใต้เท้าจางสั่งให้สาวใช้ลำเลียงน้ำชาเลิศรสและของขบเคี้ยวมาต้อนรับแขกใต้เท้ามู่แห่งกรมโยธาธิการผู้นี้นับว่าเป็ขุนนางคนสำคัญอีกผู้หนึ่งการมาเยือนอย่างมีนัยในครั้งนี้ ใช่ว่าใต้เท้าจางจะไม่รู้...เพียงแต่ยังไม่อยากยอมรับ!
มู่หลี่เฉียงได้ยินว่ามู่อีไปยืนมองจางเลี่ยงหวงตาเป็มันในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะให้บิดาพาไปตามนางถึงจวนสกุลจางก็โมโหถึงกับหยิบเอากระบี่ออกไปฟันต้นไม้ที่ป่าละเมาะใกล้จวนเสียเละเทะ
ใต้เท้ามู่ซูเยียนผู้พ่อเห็นโทสะของบุตรชายแล้วก็บอกกับฮูหยินว่าพวกเขาทั้งสองต้องได้อุ้มหลานเป็แน่แท้
“ข้าไม่เคยเห็นเสี่ยวเฉียงหลงใหลสตรีคนใดมาก่อนครั้งนี้เขาคงจะหวังแต่งคุณหนูจางว่าแต่คราวก่อนแม่นมเจียงก็บอกว่าเขามีสาวใช้คนโปรด นางหายไปไหนแล้วล่ะ?”
เมื่อบิดามารดาเรียกเขามาสอบถามมู่หลี่เฉียงจึงสารภาพตามตรงว่าสาวใช้อุ่นเตียงที่อยู่เมืองพยัคฆ์เหินแท้จริงก็คือจางเลี่ยงหวงบุตรสาวของเสนาบดีจางผู้นี้
“ทีแรกข้าไปช่วยชีวิตนางเอาไว้ต่อมาเห็นนางถูกยาปลุกกำหนัดจึงเข้าไปช่วยแต่เื่ราวก็เลยเถิดไปขอรับ”
“หา!นี่เ้ากับนาง...ไม้กลายเป็เรือแล้วหรือ?”
“มิได้ๆท่านแม่!ข้าเพียงแค่ให้นางอยู่ในจวนรองแม่ทัพหลายวัน ต่อมาจึงไม่อาจตัดใจจากนางได้ขอรับ”
“อ้อ!เ้ามิได้ข่มเหงรังแกนางใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคืนแรกที่นางเปลือยกายให้เขากอด
“ไม่ขอรับ! นางยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่อง”มู่หลี่เฉียงมิได้กล่าวต่อไปว่าเขาเพียงแค่กอดจูบลูบคลำนางบ้างเท่านั้น!
สองสามีภรรยาได้ยินคำสารภาพของบุตรชายแล้วก็ถอนหายใจอย่าง โล่งอก แต่ก็ยังหนักใจกับท่าทีของเสนาบดีจาง
“ต่อให้เ้าช่วยเหลือนางแต่การที่ชายหญิงนอนกอดก่ายกันถึงเพียงนั้นก็เท่ากับเ้าเป็สามีของนางแล้วเช่นนี้ก็สมควรที่จะแต่งงานแต่งการกันเสียให้เรียบร้อยว่าแต่นางมีใจให้กับเ้าหรือไม่?”
“ขอรับ! นางยินดีจะแต่งงานกับข้า”
“ถ้าเช่นนั้นพ่อก็สบายใจแล้วที่เหลือก็ขึ้นกับว่าครอบครัวของนางจะยินยอมหรือไม่?”
“เ้ามู่อีนั้นข้าเห็นมันสนใจในตัวนางทั้งยังเดินไปพูดคุยกับนางอีก ข้าไม่ค่อยสบายใจเลยขอรับ!”
“เ้าอย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเลยพวกเขาแค่เพิ่งไปเยือนจวนสกุลจาง แต่เราได้ส่งแม่สื่อไปทาบทามแล้วที่เหลือก็คงต้องแล้วแต่เสนาบดีจางแล้วล่ะ”
ครั้นแม่สื่อกลับมาส่งข่าวมู่หลี่เฉียงก็มีสีหน้าอึมครึมลงไป
“เสนาบดีจางยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่เลยเ้าค่ะเห็นว่าขอรับไว้พิจารณาแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจดูทีคงหวังจะให้คุณหนูจางออกเรือนไปกับองค์ชายสักพระองค์แน่เพราะนางก็นับเป็หมากสำคัญของท่านเสนาบดีนะเ้าคะ”ด้วยรู้นอกรู้ในเรือนขุนนางน้อยใหญ่เป็อย่างดีแม่สื่อผู้นี้จึงกล้าเอ่ยบอกใต้เท้ามู่ไปตามตรง
“หากว่าเสนาบดีจางยังไม่ปฏิเสธเต็มปากเต็มคำข้าก็ยังมีความหวัง!”มู่หลี่เฉียงพูดคล้ายคำราม เขาจะไม่ยอมให้แมวน้อยของเขาตกไปเป็ของผู้อื่น!
*******************


